รีเซต

“เงินลงทุนเอกชน” ดันเศรษฐกิจไทยปีนี้โต

“เงินลงทุนเอกชน” ดันเศรษฐกิจไทยปีนี้โต
TNN ช่อง16
20 กุมภาพันธ์ 2569 ( 13:41 )

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาสที่ 4 พบว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 ขยายตัวร้อยละ 2.5 เร่งขึ้นจากการขยายตัวร้อยละ 1.2 ในไตรมาสที่สามของปี 2568

ส่วนตัวเลชรวมทั้งปี 2568 ขยายตัวร้อยละ 2.4 ลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับการขยายตัวร้อยละ 2.9 ในปี 2567

แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2569 คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 2 หรืออยู่ในช่วงร้อยละ 1.5 - 2.5 โดยมีปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญ ประกอบด้วย การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของการอุปโภคบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน / การเพิ่มขึ้นของกรอบงบประมาณภาครัฐทั้งรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุน / การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวและบริการที่เกี่ยวเนื่อง และ ปริมาณน้ำที่เอื้ออำนวยต่อการขยายตัวของการผลิตภาคการเกษตร 

คาดว่าการอุปโภคบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนจะขยายตัวร้อยละ 2.1 และร้อยละ 1.9 ตามลำดับ 

มูลค่าการส่งออกในรูปเหรียญสหรัฐจะขยายตัวร้อยละ 2 

อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ในช่วงติดลบร้อยละ0.3 ถึงติดลบร้อยละ 0.7 

ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลร้อยละ 2.4 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(GDP)

ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสศช. ระบุว่า ตัวเลขเศรษฐกิจ ไตรมาส 4 ดีเกินคาด เดิมประมาณการภายในไว้ร้อยละ 1 แต่ข้อมูลจริงมากกว่าเท่าตัว เกิดจากเครื่องชี้วัดหลาย ๆ ตัวขยายตัวดีมาก ตรงนี้ถือเป็นผลงานของทุกภาคส่วน ทั้งรัฐบาล หน่วยงานภาครัฐ และเอกชนที่ช่วยกันขับเคลื่อน ทำให้เศรษฐกิจไทยช่วงปลายปีขยายตัวมากกว่าดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ 

ด้านเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง มองว่า จีดีพีไทยไตรมาส 4 ปี 2568 ขยายตัวได้ดี ทำให้มูลค่าจีดีพีใกล้แตะ 19 ล้านล้านบาท สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ถึงกว่า 3 แสนล้านบาท โดยเชื่อมั่นว่า ปีนี้เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ดีขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา และทำให้เศรษฐกิจไทยพ้นจากการติดหล่มกลับมาแข็งแรงอีกครั้ง

รองนายกฯ เศรษฐกิจ เอกนิติ ตั้งเป้าหมายสูงกว่าสศช. โดยอยากเห็นจีดีพีปีนี้ขยายตัวเกินกว่าร้อยละ 3 โดยปีนี้ชูได้การลงทุนทั้งการลงทุนเอกชนผ่าน บีโอไอ ทั้งโครงการเก่าแล้วก็โครงการใหม่ คาดว่าจะผลักดันเม็ดเงินลงทุนปีนี้ได้ไม่ต่ำกว่า 1.1 ล้านล้านบาท

ทางด้านภาคเอกชน ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย มองว่า เศรษฐกิจไตรมาส 4 ของปี 2568  ขยายตัวดีกว่าที่คาด ถือเป็นสัญญาณบวกที่ดีต่อเศรษฐกิจไทย โดยโมเมนตัมเชิงบวกที่เกิดขึ้นควรได้รับการต่อยอด เช่น ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) เศรษฐกิจ ร่วมกับภาคเอกชนทุกสัปดาห์ เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อติดตามตัวชี้วัดสำคัญแบบชัดเจน และเร่งรัดการตัดสินใจเชิงนโยบายให้ทันต่อสถานการณ์โลกที่ผันผวน

หอการค้าไทย มองแนวโน้มเศรษฐกิจปี 2569 ว่า แม้ในปีนี้จะยังมีปัจจัยเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลก และสถานการณ์การค้า ค่าเงินบาท แต่หากรัฐบาลสามารถรักษาแรงส่งจากการบริโภค การลงทุน และการบริหารงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ น่าจะทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ต่อเนื่อง 

ในระยะต่อไป ภาคเอกชนอยากเห็นความสำคัญของประเด็นยุทธศาสตร์ เช่น การรักษาเสถียรภาพทางการคลังและวินัยการเงินการคลังควบคู่กับการกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึงการเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและดึงดูดการลงทุนคุณภาพสูง ซึ่งทางหอการค้าฯ ได้เตรียมหารือกับ BOI เพื่อสนับสนุนในส่วนนี้  

นอกจากนั้นอยากเห็น การยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของ SME และภาคการส่งออก เพื่อให้มีความสามารถในการแข่งขันกลับมา และอยากเห็นการเสริมสร้างความเชื่อมั่นนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศผ่านความชัดเจนเชิงนโยบายที่จะออกมาเมื่อจัดตั้งรัฐบาลเรียบร้อย ซึ่งเอกชนมองว่าประเทศไทยยังมีโจทย์ที่ต้องร่วมมือกันอีกมากระหว่างรัฐและเอกชน ที่จะผลักดันการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยให้สามารถรับมือเศรษฐกิจโลกที่ปรับเปลี่ยนตลอดเวลา

“ในประมาณการเศรษฐกิจในปี 2569  สศช.มีการปรับตัวเลขการลงทุนภาคเอกชนเพิ่มขึ้น โดยคาดว่าในปีนี้การลงทุนภาคเอกชน จะขยายตัวร้อยละ 1.9 ชะลอลงจากร้อยละ 3.5 ในปี 2568 โดยตัวเลขล่าสุดนั้นปรับเพิ่มจากร้อยละ 0.9 ในการประมาณการครั้งก่อน และตัวเลขในปีนี้ ดีกว่าในปี 2567 ที่ติดลบร้อยละ 1.7”

สศช. มองว่า สามารถผลักดันการลงทุนภาคเอกชนให้เพิ่มขึ้น ถ้ามีการใน 6 แนวทางคือ 

1.การเร่งดำเนินการระบบ Thailand FastPass เพื่ออำนวยความสะดวกและเร่งรัดการดำเนินโครงการ โดยกำหนดข้อตกลงระดับการให้บริการในแต่ละขั้นตอนที่ชัดเจน พร้อมทั้งกำหนดเงื่อนไขการส่งเสริมการลงทุน และการดำเนินงานในเชิงรุก เพื่อให้นักลงทุนที่ได้รับการออกบัตรส่งเสริมการลงทุนแล้วมีการลงทุนจริงโดยเร็ว 

2.การปรับปรุงระบบการขออนุญาตแบบรวมศูนย์ผ่านช่องทางดิจิทัลแพลตฟอร์ม อาทิ การขอใบอนุญาตก่อสร้าง โรงงาน และผังเมือง รวมทั้งพัฒนาแนวทางในการเร่งรัดข้อพิจารณาด้านสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ลงทุนเพื่อร่นระยะเวลาในการเริ่มก่อสร้างให้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น 

3.ยกระดับความพร้อมทางด้านโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคที่จำเป็นต่อการลงทุนภาคเอกชน โดยเฉพาะการจัดหาพลังงานให้เพียงพอสำหรับการลงทุนที่รับการอนุมัติส่งเสริมการลงทุนไปแล้ว และเร่งรัดกระบวนการซื้อขายไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบการทำสัญญาซื้อขายพลังงานไฟฟ้าโดยตรง (PPA) ควบคู่ไปกับการพัฒนากลไกการส่งเสริมพลังงานทางเลือก/พลังงานสะอาด 

4.การปรับแนวทางการให้สิทธิประโยชน์จากมูลค่าเงินลงทุนไปสู่การให้สิทธิประโยชน์ตามผลลัพธ์ที่มุ่งสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ อาทิ การเพิ่มสัดส่วนการใช้สินค้าวัตถุดิบ/สินค้าขั้นกลางจากผู้ประกอบการไทย การถ่ายทอดทางเทคโนโลยี การฝึกอบรมแรงงาน และการตั้งศูนย์วิจัยหรือทดสอบในประเทศ 

5. การส่งเสริมการลงทุนในรูปแบบของกิจการร่วมทุน (Joint venture) และการเชื่อมโยงธุรกิจ เพื่อส่งเสริมการสร้างธุรกิจเกี่ยวเนื่องของไทยในช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการค้าและห่วงโซ่การผลิตโลก รวมทั้งการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการที่มีฐานการผลิตให้ขยายการผลิตภายในประเทศ 

6.การใช้ประโยชน์จากการเบี่ยงเบนทางการค้าและการลงทุนที่เกิดจากมาตรการกีดกันทางการค้า โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงและไทยเป็นฐานการผลิตสำคัญในการส่งออกไปยังสหรัฐฯ

 สศช. มีการประเมินถึงการบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคในปี 2569 พบว่า การบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคในปีนี้ ควรให้ความสำคัญกับ 5 เรื่อง

1.การรักษาบรรยากาศทางเศรษฐกิจและการเมืองหลังการเลือกตั้ง โดยให้ความสำคัญกับการเร่งรัดกระบวนการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ให้สามารถเบิกจ่ายเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโดยเร็ว

2.การขับเคลื่อนการลงทุนภาคเอกชน โดยเฉพาะโครงการลงทุนที่ได้รับการออกบัตรส่งเสริมการลงทุนไปแล้วในช่วงก่อนหน้าให้เกิดการลงทุนจริง 

3.การขับเคลื่อนภาคการส่งออก ด้วยการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจและตลาดใหม่ ลดลดผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ /การลดต้นทุนการผลิตและต้นทุนการดำเนินธุรกิจ /การส่งเสริมการใช้สินค้าและวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลางในประเทศเพื่อเพิ่มสัดส่วนการใช้ปัจจัยการผลิตภายในประเทศ (Local content) /การสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรการสำคัญของประเทศคู่ค้าที่จะมีผลบังคับใช้ในปี 2569 – 2570 และ การส่งเสริมให้ภาคธุรกิจบริหารจัดการความเสี่ยงจากความผันผวนจากอัตราแลกเปลี่ยนในภาคธุรกิจ

4.การเร่งรัดการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว ทั้งการจัดกิจกรรม ยกระดับมาตรฐานและความปลอดภัยนักท่องเที่ยว รวมถึงการปราบปรามอาชญากรรมและเครือข่ายธุรกิจผิดกฎหมายข้ามชาติที่แฝงตัวกับการท่องเที่ยว / การดูแลและบริหารจัดการความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและภัยธรรมชาติ และ การเร่งแก้ปัญหาความแออัดในการเดินทางและส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรอง 

5.การแก้ไขปัญหาด้านการเข้าถึงสินเชื่อของภาคธุรกิจและภาคครัวเรือน โดยให้ความสำคัญแก่  การลดแรงกดดันจากสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ในภาคครัวเรือน / การให้ความช่วยเหลือทางการเงินให้แก่ภาคธุรกิจ SMEs / การเร่งดำเนินการตามแนวทางการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน และ การสร้างความตระหนักรู้ทางการเงิน 

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง