อ๊อกซ์ฟอร์ด เริ่มทดสอบใช้ยาต้านมาลาเรีย ป้องกัน "โควิด-19"

อ๊อกซ์ฟอร์ด เริ่มทดสอบใช้ยาต้านมาลาเรีย ป้องกัน "โควิด-19"
มติชน
21 พฤษภาคม 2563 ( 15:54 )
63
อ๊อกซ์ฟอร์ด เริ่มทดสอบใช้ยาต้านมาลาเรีย ป้องกัน "โควิด-19"

 

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม เจ้าหน้าที่สาธารณสุขอังกฤษ เริ่มการเข้าร่วมทดสอบยาต้านมาลาเรีย 2 ตัว ว่าสามารถใช้ป้องกัน โควิด-19 ได้หรือไม่ ซึ่งรวมทั้งยาที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ กินเข้าไปด้วย

 

โดยการทดลองดังกล่าว เป็นสวนหนึ่งของการทดลองของมหาวิทยาลัยอ๊อกซ์ฟอร์ด ที่ชื่อว่า “คอปคอฟ” ที่จะเกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่อยู่แนวหน้ากว่า 40,000 คน ทั้งจากยุโรป แอฟริกา เอเชีย และอเมริกาใต้ เพื่อดูว่า ยาต้านมาลาเรีย อย่าง คลอโรควิน และไฮโดรไซคลอโรควิน จะมีความสามารถในการป้องกันไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ได้หรือไม่

 

ยาดังกล่าวกลายเป็นที่รู้จักกันมากขึ้น หลังจากเมื่อก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ บอกว่า ตนกินยาไฮโดรไซคลอโรควิน เข้าไป เพื่อป้องกันการติดเชื้อไวรัส แม้ว่าจะมีคำเตือนจากแพทย์เกี่ยวกับการใช้ยาดังกล่าว

 

รายงานแจ้งว่า การทดลองดังกล่าว นำโดยมหาวิทยาลัยอ๊อกซ์ฟอร์ด ที่ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยวิจัยโรคเขตร้อนมหิดล-อ๊อกซ์ฟอร์ด (เอ็มโออาร์ยู) ในกรุงเทพฯ ที่จะเปิดให้เจ้าหน้าที่ที่โรงพยาบาลใน ไบรตัน และอ๊อกซ์ฟอร์ด เข้ามีส่วนร่วมในวันที่ 21 พฤษภาคม รวมทั้งผู้ที่เกี่ยวข้องกับผู้คนที่มีความใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่า ป่วยหรือต้องสงสัยว่าป่วยโควิด-19

 

ศาสตาจารย์นิโคลัส ไวท์ จากมหาวิทยาลัยอ๊อกซ์ฟอร์ด หนึ่งในผู้มีส่วนร่วมในการศึกษา ซึ่งอยู่ที่เอ็มโออาร์ยู กล่าวว่า “เรายังไม่รู้จริงๆว่า คลอโรควิน หรือไฮโดรไซคลอโรควิน เป็นประโยชน์หรืออันตรายกับ โควิด-19 หนทางที่ดีที่สุดในการหาคำตอบคือ การสุ่มทำวิจัยทางคลินิกว่ามันมีผลต่อการป้องกันโควิด-19 หรือไม่”

 

ข่าวระบุว่า ผู้ที่มีส่วนร่วมในอังกฤษ ยุโรป และแอฟริกา จะได้รับยา ไฮโดรไซคลอโรควิน หรือ ยาหลอก อย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นระยะเวลา 3 เดือน ส่วนในเอเชีย จะได้รับยา คลอโรควิน หรือยาหลอก อย่างใดอย่างหนึ่งเป็นเวลา 3 เดือนเช่นกัน

 

โดยเอ็มโออาร์ยู ระบุว่า คาดว่าจะทดลองครบทั้ง 25 เขตพื้นที่ในอังกฤษได้ภายในช่วงปลายเดือนมิถุนายน และมีแผนที่จะขยายพื้นที่การทดลองออกไปในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อิตาลี โปรตุเกส แอฟริกา และอเมริกาใต้ และคาดว่าจะได้รู้ผลในสิ้นปีนี้

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง