มหาเศรษฐีญี่ปุ่น ฟ้องยึดทรัพย์ลูกสาว 139ล้าน เหตุสมรสคนผิวดำ ถูกฟ้องกลับ

มหาเศรษฐีญี่ปุ่น ฟ้องยึดทรัพย์ลูกสาว 139ล้าน เหตุสมรสคนผิวดำ ถูกฟ้องกลับ
ข่าวสด
15 พฤศจิกายน 2563 ( 18:00 )
208
มหาเศรษฐีญี่ปุ่น ฟ้องยึดทรัพย์ลูกสาว 139ล้าน เหตุสมรสคนผิวดำ ถูกฟ้องกลับ

มหาเศรษฐีอันดับต้นของญี่ปุ่น ฟ้องร้องบุตรสาวของตน เป็นเงินจำนวน 139 ล้าน เพราะสมรสกับสามีผิวดำ ถูกบุตรสาวฟ้องกลับ ย้ำอย่าบงการชีวิตกันด้วยการเหยียดผิว

 

เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ.2563 สำนักข่าว The Straits Times รายงานว่า ปัญหาการเหยียดเชื้อชาติทำให้เกิดความบาดหมางภายในครอบครัวของมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น

 

ความบาดหมางจากเรื่องเชื้อชาติทำให้ครอบครัวของมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดครอบครัวหนึ่งของญี่ปุ่นแตกแยก โดยมีการฟ้องร้องกันระหว่าง ฮันชางวู ผู้เป็นพ่อ และ มารีนา ฮาบะ บุตรสาวที่สมรสกับชายผิวดำ โดยบุตรสาวได้ระบุว่า นี่เป็นการเหยียดเชื้อชาติอย่างโจ่งแจ้ง

 

Forbes

 

ฮันชางวู ได้ทำการฟ้อง นางมารีนา ฮาบะ วัย 51 ปี ซึ่งเป็น บุตรสาวคนโตในบรรดาลูก ๆ ทั้ง 6 คนของเขา โดยเรียกคืนเงิน 480 ล้านเยน (139 ล้านบาท) พร้อมดอกเบี้ย โดยนางมารีนา (ซึ่งยังคงใช้นามสกุลของสามีคนแรก) มีบุตรสองคน ซึ่งต่อมานางมารีนา ได้สมรสใหม่กับ โจ วอลเลซ ชายชาวแอฟริกัน-อเมริกัน เธอเปิดเผยว่าพ่อของเธอไม่พอใจกับความสัมพันธ์ของเธออย่างมาก

 

"พ่อของฉันไม่เห็นด้วยกับความสัมพันธ์ของฉันกับโจเลย พ่อของฉันได้กล่าวชัดเจนมากว่าเขาไม่เห็นด้วยกับความสัมพันธ์ของฉันกับผู้ชายผิวดำ" มารีนา ระบุในเอกสารศาล อย่างไรก็ตาม ฮันชางวู เคยให้คำมั่นสัญญาด้านความรับผิดชอบต่อสังคมในบริษัทมารูฮันของเขา โดยกล่าวว่า บริษัทของเขายึดมั่นในความหลากหลายและการไม่แบ่งแยก

 

ฮันชางวู เป็นชาวเกาหลีที่ลี้ภัยสงครามเกาหลีมาอาศัยที่ญี่ปุ่น เมื่ออายุ 16 ปี หลังจากนั้น เขาได้เข้าศึกษาต่อในด้านเศรษฐศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยโฮเซย์ และท้ายที่สุดก็ได้โอนสัญชาติเป็นชาวญี่ปุ่น ปัจจุบัน ฮันชางวู อายุ 89 ปี เป็นมหาเศรษฐีเกาหลี-ญี่ปุ่น ผู้ก่อตั้งและประธาน บริษัท มารูฮัน ผู้นำร้านปาจิงโกะ (สล็อตแมชชีน) ทั่วประเทศญี่ปุ่น เขาติดการจัดอันดับเป็นมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดคนหนึ่งในญี่ปุ่น และมักบริจาคเงินช่วยเหลือประเทศอยู่เสมอ ทั้งยังคอยบริจาคเงินเพื่อสนับสนุนความสัมพันธ์ของทั้งญี่ปุ่นและเกาหลีมาโดยตลอด

 

 

Japan Experience

 

ฮันชางวู ได้โอนหุ้นบริษัท ให้ลูก ๆ ทั้งหกคน เป็นจำนวน 1.5 ล้านหุ้น เมื่อหลายปีก่อน โดยฮันชางวู ได้มอบตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงให้แก่บุตรชายเท่านั้น แต่มารีนาก็ยังได้รับประโยชน์จากเงินปันผลบริษัทอย่างสม่ำเสมอ เธอระบุในเอกสารของศาล

 

แต่รายได้ที่สม่ำเสมอนี้ถูกตัดขาดอย่างกะทันหัน มารีนา ระบุว่า พ่อของเธอไม่อนุมัติความสัมพันธ์ของเธอกับนายวอลเลซวัย 55 ปี โดย มารีนา และ วอลเลซ พบกันครั้งแรกในปีพ.ศ.2534 เมื่อครั้งมารีนายังเป็นนักศึกษาและวอลเลซเป็นนักกีฬาบาสเก็ตบอลมืออาชีพในญี่ปุ่น แต่ทั้งคู่ก็แยกย้ายกันไปมีครอบครัวของตนเอง จนกระทั่งหย่าร้าง และทั้งสองได้กลับมาพบกันและสมรสกันในปี พ.ศ. 2557 ซึ่งฮันชางวู ไม่เคยพบกับวอลเลซ มาก่อน

 

The Straits Times

 

มารีนา กล่าวในเอกสารของศาลและยืนยันว่า การกีดกันทางเชื้อชาติของบิดาที่กดดันให้เธอตัดสินใจเลือกระหว่างสามีและการดำรงชีวิตของเธอนั้น ถือเป็นการละเมิดสิทธิของเธอ

 

มารีนา ตั้งใจที่จะฟ้องพ่อของเธอต่อศาลแขวงเกียวโต เพื่อขอคืนหุ้นปันผลที่มีมูลค่าประมาณ 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (9 พันล้านบาทโดยประมาณ) เธอได้จัดตั้งทีมทนายความระหว่างประเทศใน โตเกียว ลอสแอนเจลิส และ เกาะกวม จากสำนักงานกฎหมายรายใหญ่ Morrison & Foerster เหตุที่ต้องทำเช่นนี้ เกิดจากเธออาจต้องเผชิญอุปสรรคในญี่ปุ่น ซึ่งโดยปกติศาลแพ่งมักจะเป็นมิตรกับจำเลย

 

มารีนา กล่าวในเอกสารของศาลว่า "มันเจ็บปวดมากที่พ่อของฉัน ซึ่งเป็นคนที่ฉันรักมาตลอดและแสดงความเคารพอย่างสูงสุด กลับฟ้องร้องฉัน เพื่อพยายามที่จะทำให้ฉันอยู่ภายใต้การควบคุมของเขาและพยายามบังคับให้ฉันเลิกกับสามี"

 

ฮันชางวู ได้ยื่นฟ้อง มารีนา สองคดีที่ศาลแขวงเกียวโตลงวันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ.2562 และวันที่ 24 มีนาคม พ.ศ.2563 เพื่อขอคืนเงินปันผลที่ผ่านมาเป็นจำนวน 480 ล้านเยน (139 ล้านบาท) พร้อมดอกเบี้ย ทั้งยังพยายามดำเนินการที่จะยึดทรัพย์สินทั้งหมดของเธอและปิดกั้นบัญชีธนาคารของเธออีกด้วย

 

 

รวมสิทธิส่งเสริมคุณภาพชีวิต เกาะติดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ทันเรื่องราวกระแสสังคม

สัมผัสประสบการณ์ข่าวได้ที่ แอปพลิเคชัน ทรูไอดี (ดาวน์โหลดเลยที่นี่!!)

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

#ข่าวต่างประเทศ #มติชน

กต.แจงญี่ปุ่นส่งอีเมลเตือนคนระวังก่อการร้ายหลายประเทศ ไม่ได้เจาะจงแค่ไทย เมื่อวันที่ 13 กันยายน ธานี แสงรัตน์ อธิบดีกรมสารนิเทศ และโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ส่งข้อความชี้แจงว่า ตามที่มีสื่อวลชนสอบถามเกี่ยวกับกรณีกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่นแจ้งคนญี่ปุ่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้ระมัดระวังอาจมีการก่อการร้ายนั้น กระทรวงการต่างประเทศได้ตรวจสอบเบื้องต้นกับสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทยแล้ว ได้ความว่า เป็นการส่งอีเมลนี้ไปยังคนญี่ปุ่นในไทย เป็นคำสั่งที่ได้รับมาจากกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่นก็ไม่ได้ระบุที่มาของข้อมูล และสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นไม่ได้ทราบข้อมูลที่มากไปกว่านี้ กระทรวงการต่างญี่ปุ่นสั่งการให้ส่งข้อมูลเหล่านี้ไปยังคนญี่ปุ่นที่อยู่ในภูมิภาคแถบนี้ ไม่ใช่เฉพาะไทย แต่ที่สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นในไทยทราบมีสิงคโปร์ เมียนมาและอินโดนีเซียด้วย ทั้งนี้นายธานียังได้ทวีตข้อความในเรื่องเดียวกันบนทวิตเตอร์ด้วย

20