"Tesla" เลิกผลิตรถ Model S และ X หันไปผลิตหุ่นยนต์

ปี 2025 ที่ผ่านมาไม่ใช่ปีที่ดีนัก สำหรับ Tesla (เทสลา) โดยยอดขายรถยนต์ชะลอตัวลงอย่างชัดเจน ท่ามกลางการแข่งขันรุนแรงในหลาย ๆ ตลาดทั่วโลก โดยเฉพาะจากคู่แข่งสำคัญอย่าง BYD (บีวายดี)
ทำให้ผลการดำเนินงานลดลง ซึ่ง เทสลา รายงานผลประกอบการปี 2025 รายได้หดตัวลงเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท ด้วยตัวเลขรายได้รวมทั้งปี อยู่ที่ 94,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ลดลงจาก 97,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปีก่อนหน้า (2024) ทั้งระบุสาเหตุ ว่ามาจากการส่งมอบรถยนต์ลดลง และรายได้จากการขายเครดิตด้านกฏระเบียบสิ่งแวดล้อม ก็ลดลง
โดยยอดส่งมอบรถยนต์ไตรมาส 4 ปีที่ผ่านมา ลดลงไปร้อยละ 16 ส่วนทั้งปี ลดลงไปร้อยละ 8.6 ซึ่งก่อนหน้านี้ เทสลา รายงานยอดส่งมอบรถยนต์ อยู่ที่กว่า 1 ล้าน 6 แสน คัน
นอกจากนี้ ปัญหาบางส่วน ยังเชื่อมโยงกับบทบาทของคุณ อีลอน มัสก์ เองด้วย ที่เข้าไปมีส่วนร่วมกับประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ รวมถึงการสนับสนุนทางการเมือง ต่อกลุ่มการเมืองขวาจัดในยุโรป ก่อให้เกิดกระแสต่อต้านจากผู้บริโภค และส่งผลต่อภาพลักษณ์ของแบรนด์ตลอดปีที่ผ่านมา
อีกปัจจัย เกิดจากไลน์อัพรถที่เริ่มล้าสมัย โดย มัสก์ กล่าวในการประชุมชี้แจงผลประกอบการ ว่าจะยุติการผลิตรถรุ่น Model S และ Model X ซึ่งเป็นรุ่นที่เริ่มวางจำหน่ายครั้งแรกตั้งแต่ปี 2012 และปี 2015 ตามลำดับ และเคยเป็นรุ่นเรือธงที่ทำให้บริษัทขึ้นแท่นเป็นผู้นำในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า แต่ปัจจุบัน ทั้งสองรุ่นมีสัดส่วนรายได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ส่วนรุ่นหลักที่สร้างยอดขายให้มากที่สุดในปัจจุบัน คือ Model 3 และ Model Y คิดเป็นสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 97 จากยอดส่งมอบรวม และเมื่อปลายปีที่แล้ว เพื่อแข่งขันกับคู่แข่งได้ เทสลา ยังได้เปิดตัวรถทั้ง 2 รุ่นในเวอร์ชันราคาประหยัดอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม สำหรับปี 2026 นี้ นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า เทสลา จะส่งมอบรถยนต์เพิ่มขึ้น อยู่ที่ร้อยละ 8.2 คิดเป็นจำนวนประมาณ 1.7 แสนคัน
แต่ในท่ามกลางความท้าทายในธุรกิจหลัก ซึ่งก็คือ ธุรกิจรถยนต์ ซีเอ็นบีซี รายงานว่า มัสก์ พยายามเบี่ยงเบนความสนใจของนักลงทุนไปยังธุรกิจใหม่ โดยเฉพาะบริการแท็กซี่ไร้คนขับ หรือ Robotaxi และหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ ที่ชื่อว่า Optimus ซึ่งยังไม่ออกสู่ตลาดในเชิงพาณิชย์
โดย มัสก์ กล่าวว่า "เรากำลังก้าวเข้าสู่อนาคตที่ขับเคลื่อนด้วยระบบอัตโนมัติอย่างแท้จริง"
ด้าน Vaibhav Taneja ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน บอกว่า ปีนี้ เทสลา จะใช้งบลงทุนราว 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สำหรับการสร้างโรงงานแห่งใหม่, พัฒนา ออปติมัส และลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ซึ่งเป็นเม็ดเงินลงทุนที่สูงกว่าปีก่อน (2025) กว่า 2 เท่า จาก 8,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
ส่วนโรโบแท็กซี่ เมื่อปีที่แล้ว เทสลา ได้เปิดตัวแอปพลิเคชันเรียกรถ และได้เริ่มทดลองให้บริการในเมือง ออสติน รัฐเท็กซัส (Austin, Texas) ล่าสุด ผู้บริหาร บอกว่าได้ถอดพนักงานดูแลความปลอดภัยออกจากรถบางคันแล้ว เพื่อทดสอบการให้บริการแบบไร้คนขับโดยสมบูรณ์
และตามแผน จะขยายบริการไปอีก 7 เมืองภายในครึ่งแรกของปีนี้ ได้แก่ ดัลลัส, ฮิวสตัน, ฟีนิกซ์, ไมอามี, ออร์แลนโด, แทมปา และลาสเวกัส
นอกจากนี้ ยังได้เริ่มเตรียมสายการผลิตสำหรับ Cybercab รถไร้คนขับแบบสองที่นั่ง ที่ออกแบบมาเฉพาะโดยไม่มีพวงมาลัยและแป้นเหยียบ
ในฝั่งของหุ่นยนต์ เมื่อเลิกผลิตรถยนต์รุ่น Model S และ Model X ในโรงงาน ฟรีมอนต์ รัฐแคลิฟอร์เนีย แล้ว มีแผนจะปรับสายการผลิตของโรงงานดังกล่าว ไปเป็นสายการผลิตหุ่นยนต์แทน ที่มีกำลังการผลิตสูงสุด 1 ล้านตัวต่อปี
และมีแผนจะเปิดตัว ออปติมัส เจเนอเรชันที่ 3 ภายในไตรมาสนี้ ทั้งบอกด้วยว่า เป็นดีไซน์แรกที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อการผลิตในระดับอุตสาหกรรม และมีเป้าหมายในระยะยาว คือการจำหน่ายหุ่นยนต์สองขาอัจฉริยะที่สามารถทำงานได้ตั้งแต่งานในโรงงาน ไปจนถึงการดูแลเด็ก
นอกจากนี้ เทสลา ยังเผยในรายงานผลประกอบการว่า บริษัทฯ ได้บรรลุข้อตกลงในการลงทุนราว 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในบริษัท xAI สตาร์ตอัพด้านปัญญาประดิษฐ์ของ อีลอน มัสก์ ที่ถูกวางตำแหน่งให้เป็นคู่แข่งโดยตรงกับ OpenAI ซึ่งข่าวนี้ สะท้อนให้เห็นถึงแผนของมัสก์ ที่จะเปลี่ยนบทบาทของเทสลา จากผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า ไปสู่การเป็นบริษัทด้าน AI และกลายเป็นกุญแจสำคัญต่ออนาคตของบริษัทฯ
Thomas Monteiro นักวิเคราะห์อาวุโสจาก Investing.com กล่าวกับ รอยเตอร์ บอกว่า เทสลา กำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่าน ดังนั้น สิ่งที่นักลงทุนควรจับตามอง ไม่ใช่จำนวนยอดขายรถยนต์ แต่เป็นความคืบหน้าและตัวเลขที่สะท้อนถึงว่า เทคโนโลยี และบริการใหม่ ๆ สามารถออกสู่ตลาดได้จริง
ในขณะที่ เทสลา กำลังเบนเข็มไปสู่โมเดลธุรกิจใหม่ ๆ แต่หากดูที่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลกแล้ว พบว่า ยังคงเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง โดยปีที่แล้วเติบโตถึงร้อยละ 30
ข้อมูลจาก PwC Autofacts พบว่า ปี 2025 มีการส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้าใหม่ ประเภทแบตเตอรี (BEV) ประมาณ 13 ล้าน 7 แสนคัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 30 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
ตลาดที่สำคัญที่สุดคือ จีน คิดเป็นเกือบ 9 ล้านคัน เติบโตร้อยละ 33
ส่วนยุโรปมาเป็นอันดับ 2 ด้วยจำนวน 2 ล้าน 6 แสนคัน เติบโตร้อยละ 30 ตลาดสำคัญคือ เยอรมนี เพิ่มขึ้นร้อยละ 43 สหราชอาณาจักร เพิ่มขึ้นร้อยละ 24 และฝรั่งเศส เพิ่มขึ้นร้อยละ 12
สหรัฐอเมริกา บันทึกยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าใหม่จำนวน 1 ล้าน 2 แสนคัน ลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งตั้งแต่สิทธิประโยชน์ทางภาษีหมดอายุลงเมื่อสิ้นเดือนกันยายน ทำให้ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าในอเมริกาก็ทรุดตัวลง
โดยทิศทางของรถยนต์ไฟฟ้ายังคงเติบโต ซึ่งผู้เชี่ยวชาญ กล่าวว่า รถยนต์ไฟฟ้า จะยังมีการเติบโตที่สำคัญในอีกหลายปีข้างหน้า แต่อัตราการเติบโตอาจช้าลง
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
