รีเซต

เกษตรกรไทยกว่าครึ่ง "แบกหนี้" หลังอายุ 70 ปี

เกษตรกรไทยกว่าครึ่ง "แบกหนี้" หลังอายุ 70 ปี
TNN ช่อง16
13 พฤษภาคม 2569 ( 09:24 )
10

วันนี้ 13 พฤษภาคม 2569 เป็นวัน “พืชมงคล” ที่กำหนดให้มีพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญมีความเก่าแก่สืบต่อมาตั้งแต่โบราณเพื่อเสริมสร้างขวัญและกำลังใจให้กับเกษตรกรของชาติแล้ว และยังถือเป็น “วันเกษตรกรประจำปี” 

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ระบุว่า ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2509 คณะรัฐมนตรีมีมติให้วันพระราชพิธีพืชมงคล เป็น “วันเกษตรกรประจำปี” อีกด้วย เพื่อให้ผู้มีอาชีพทางการเกษตรพึงระลึกถึงความสำคัญของการเกษตร และร่วมมือกันประกอบพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญเพื่อเป็นสิริมงคลแก่อาชีพของตน ทั้งยังก่อให้เกิดประโยชน์แก่เศรษฐกิจของประเทศชาติ 

แต่ปัจจุบันเกษตรกรไทย ซึ่งเป็นฐานรากที่สำคัญของเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญปัญหา “กับดักหนี้”  ที่บั่นทอนศักยภาพของครัวเรือนและภาคเกษตรไทยในระยะยาว โดยตลอด 3 ปีที่ผ่านมา สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วยอึ๊งภากรณ์ (PIER) ได้ร่วมมือกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ( ธ.ก.ส.) ในการบูรณาการฐานข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อ “ผ่า” ปัญหาหนี้และประเมินมาตรการแก้หนี้ที่ผ่านมา เพื่อร่วมกันออกแบบและทดลองแนวทางแก้หนี้ที่ยั่งยืนและรอบด้านขึ้นให้เกษตรกรไทย 

ดร.โสมรัศมิ์ จันทรัตน์ ผู้อำนวยการ PIER และ คุณบุญธิดา เสงี่ยมเนตร นักวิจัยอาวุโส PIER เปิดเผยผลการวิจัย “ผ่าโครงสร้างหนี้เกษตรกรไทย: ข้อค้นพบเชิงประจักษ์และทางเลือกนโยบาย” พบว่าปัญหาหนี้เกษตรกรหากพิจารณาเพียงตัวเลขหนี้เสีย หรือ NPL ซึ่งอยู่ระดับเพียง “single digit”  เราอาจไม่เห็นความรุนแรงที่แท้จริงของปัญหาหนี้เกษตรกร เนื่องจากมาตรการช่วยเหลือที่ผ่านมาได้ช่วยพยุงสถานะลูกหนี้ไว้อย่างต่อเนื่อง

จากงานวิจัยของ PIER ซึ่งวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกของลูกหนี้เกษตรกรกว่า 3.97 ล้านราย จากข้อมูลสินเชื่อเชิงสถิติจากบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (เครดิตบูโร) ย้อนหลังหนึ่งทศวรรษ พบพลวัติที่ “น่ากังวล” ว่าปริมาณหนี้เกษตรกรได้พุ่งสูงขึ้นในกลุ่มลูกหนี้ทุกระดับ

โดยค่ากลางขยับจาก 200,000 เป็น 250,000 บาท ซึ่งสูงกว่าครัวเรือนกลุ่มอื่นถึง 3 เท่า (ค่ากลางครัวเรือนกลุ่มอื่นมีหนี้เฉลี่ยเพียง 87,226 บาท)  นอกจากนี้ลูกหนี้กว่าร้อยละ 30 มีหนี้เพิ่มขึ้นเกินเท่าตัวในรอบ 8 ปี (2560-2568) และกว่าร้อยละ 30 กำลังแบกภาระหนี้เกินครึ่งล้านบาท หรือเกิน 500,000 บาท 

ดังนั้น ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่เกษตรกรจำนวนหนึ่งผิดนัดชำระเป็น NPL เท่านั้น แต่อยู่ที่เกษตรกรจำนวนมากกำลังติดอยู่ในระบบหนี้ที่จ่ายเท่าไรก็ไม่ถึงเงินต้น ซึ่งในภาพรวมพบว่า หนี้คงค้างไม่ลด แต่ยังก่อหนี้ใหม่ทุกปีด้วย 

นอกจากนี้พบว่า หนี้และปัญหาหนี้กระจุกตัวอยู่ที่ ธ.ก.ส. โดยสัดส่วนมูลหนี้ของเกษรตกรกว่าร้อยละ 80 ของพอร์ตหนี้ต่อราย เป็นหนี้จาก ธ.ก.ส. และพบว่า สินเชื่อ ธ.ก.ส. มีสัดส่วนของหนี้ที่มีการชำระเพียงดอกเบี้ยเกินครึ่งพอร์ต ต่างจากหนี้จากสถาบันการเงินอื่น ๆ 

ดังนั้น วิกฤตที่แท้จริงซ่อนอยู่ในพฤติกรรม “จ่ายแต่ดอก” ที่กลายเป็นวัฒนธรรมการชำระหนี้ของลูกหนี้เกษตรกรส่วนใหญ่ของประเทศ โดยในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา ลูกหนี้ที่ชำระเพียงดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากร้อยละ 20 เป็นเกินกว่าครึ่ง หรือสลับสถานะไปมาระหว่างการชำระเพียงดอกเบี้ยกับการเป็นหนี้เสีย ในขณะที่มีลูกหนี้เพียงร้อยละ 10 เท่านั้นที่สามารถจ่ายลดเงินต้นได้อย่างสม่ำเสมอ  

ภายใต้โครงสร้างดังกล่าว รายได้ของเกษตรกรจำนวนมากจึงถูกใช้ไปกับการประคองสถานะหนี้มากกว่าการลดภาระหนี้จริง เงินที่จ่ายออกไปไม่ได้ช่วยให้หนี้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่ทำหน้าที่เพียงซื้อเวลาให้ลูกหนี้ยังไม่ตกชั้นเป็นหนี้เสีย

หากยังปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินไปโดยไร้มาตรการช่วยเหลือที่ตรงจุด ลูกหนี้เกษตรกรกว่าครึ่งมีแนวโน้มที่จะติดอยู่ใน “กับดักหนี้” ที่ไม่อาจปิดจบได้ ซึ่งจะกระทบต่อทั้งการลงทุน การบริโภค คุณภาพชีวิต และความสามารถในการปรับตัวของครัวเรือนเกษตรในระยะยาว และจะกลายเป็น “กับดักการพัฒนา” ที่บั่นทอนศักยภาพของครัวเรือนและภาคเกษตรไทยในระยะยาว



นอกจากนี้ ข้อมูลจาก PIER ยังชี้ว่า เกษตรกรกว่าครึ่งหนึ่งของลูกหนี้ทั้งหมดกำลังติดอยู่ใน “กับดักหนี้” และมีแนวโน้มไม่สามารถปิดจบหนี้ได้ก่อนเกษียณ  โดยพบว่าลูกหนี้เกษตรกรประมาณ 1.94 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 52 ของลูกหนี้เกษตรกรทั้งหมดที่มีแนวโน้มไม่สามารถปิดจบหนี้ได้ก่อนอายุ 70 ปี ถือว่าติดกับดักหนี้  สะท้อนว่าปัญหาหนี้เกษตรกรไม่ได้เป็นเพียงภาระระยะสั้น แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่อาจลากยาวไปจนถึงวัยสูงอายุ และกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของครัวเรือนเกษตรกรในระยะยาว

ขณะที่กลุ่มที่คาดว่าจะปิดหนี้ได้ในช่วงอายุ 60-69 ปี มีจำนวนประมาณ 610,000 คน หรือร้อยละ 16 และกลุ่มอายุ 50-59 ปี มีประมาณ 450,000  คน หรือร้อยละ 12  ส่วนกลุ่มที่คาดว่าจะปิดหนี้ได้ก่อนอายุ 40 ปี และช่วงอายุ 40-49 ปี มีสัดส่วนเพียงร้อยละ 1 และร้อยละ 4 ตามลำดับ

ทั้งนี้ การแก้ปัญหาต้องมีความเข้าใจอุปสรรคที่ทำให้เกษตรกรหนีไม่พ้นกับดักหนี้ เพื่อ “ติดกระดุมให้ถูกเม็ด” ซึ่งผลการวิจัยของ PIER พบว่า อุปสรรคที่ทำให้เกษตรกรที่เป็นหนี้มีพฤติกรรม “จ่ายแต่ดอก” มาจาก 2 ปัจจัย  (1) ข้อจำกัดเชิงศักยภาพและรายได้คืออุปสรรคสำคัญ โดยลูกหนี้เกษตรกรกว่าร้อยละ 42 มีรายได้คงเหลือไม่เพียงพอต่อการชำระหนี้ และต้องเผชิญกับความเสี่ยงของรายได้ตกต่ำทุก 3 ปี เมื่อปริมาณ “หนี้พอกพูน” จนเกินกำลัง รายได้ที่มีจึงถูกใช้เพียงเพื่อประคับประคองการจ่ายดอกเบี้ย ไม่สามารถชำระเพื่อลดเงินต้นได้

(2) อุปสรรคเชิงพฤติกรรมและต้นทุนธุรกรรมแฝงก็เป็นปัจจัยสำคัญที่บั่นทอนการชำระหนี้ของเกษตรกรในวงกว้าง งานวิจัยของ PIER พบว่าปัญหาด้านวินัยการเงินถูกซ้ำเติมด้วยปัญหา mismatching ของงวดชำระรายปีที่ไม่สอดคล้องกับรอบรายได้จริง ทำให้รายได้ของเกษตรกรกว่าร้อยละ 65 ที่เข้ามาถี่ขึ้นและจากหลายแหล่งมากขึ้น ไม่ได้ถูกจัดสรรมาชำระหนี้อย่างมีประสิทธิภาพ ผนวกกับต้นทุนธุรกรรมในการไปชำระหนี้ที่สาขาที่สูงถึง 300–1,000 บาทต่อครั้ง ทำให้การชำระหนี้ก้อนเล็กที่มีเหลือในแต่ละเดือนไม่คุ้มค่าในเชิงเศรษฐศาสตร์ ปัจจัยเหล่านี้เป็นปัจจัยเล็กๆ แต่ถ้าแก้ได้จะช่วยให้จ่ายหนี้ได้มากขึ้น 

นอกจากนี้ แรงจูงใจที่บิดเบือนจากนโยบายช่วยเหลือระยะสั้นในอดีต เช่น มาตรการพักหนี้หรือมาตรการบรรเทาภาระเฉพาะหน้า รวมถึงการขาดความตระหนักรู้เกี่ยวกับสถานะหนี้ของตนเอง ก็เป็นกำแพงสำคัญที่ลดทอนแรงจูงใจและความพยายามในการชำระหนี้ของเกษตรกร ทำให้ปัญหาหนี้ไม่เพียงสะสมในเชิงตัวเลข แต่ยังฝังลึกในเชิงพฤติกรรมและความคาดหวังต่อมาตรการช่วยเหลือในอนาคต

ขณะที่การออกแบบนโยบายที่ “ถูกฝาถูกตัว” ต้องเริ่มจากการจำแนกปัญหาลูกหนี้ตามต้นตอของปัญหา โดย PIER สามารถจำแนกลูกหนี้ออกได้เป็น 3 กลุ่ม คือ (1) กลุ่มที่สามารถปิดจบหนี้ได้เอง ซึ่งมีเพียงร้อยละ 25 (2) กลุ่มที่มีแนวโน้มจะปิดจบหนี้ไม่ได้ แต่มีรายได้ส่วนเหลือเพียงพอที่จะปิดจบหนี้ได้หากสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการชำระหนี้ กว่าร้อยละ 30  และ (3) กลุ่มที่มีหนี้เกินศักยภาพที่จะปิดจบได้กว่าร้อยนละ 22  ของลูกหนี้ทั้งหมด

"สัดส่วนลูกหนี้เกษตรกรร้อยละ 52 ที่ติดกับดักหนี้ แม้ดูน่ากลัว แต่เมื่อแยกดูต้นต่อแล้วที่ติดกับดักจริงๆ มีแค่ร้อยละ 22  และอีกร้อยละ 30 มีศักยภาพ แต่ต้องปรับพฤติกรรม และเปลี่ยนแปลงวิธีชำระหนี้ " ดร.โสมรัศมิ์ จันทรัตน์ ผู้อำนวยการ PIER กล่าวและว่า หัวใจสำคัญของการแก้ไขคือการปรับเปลี่ยนมาตรการให้ “ถูกฝาถูกตัว” ตามพฤติกรรมและศักยภาพที่แตกต่างกันของลูกหนี้ เพื่อสร้างแรงจูงใจที่ถูกต้องและใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่ามีประสิทธิผล ดังนี้



1.กลุ่มลูกหนี้ที่ปิดจบหนี้ได้เอง: ควรลดมาตรการช่วยเหลือที่ไร้เงื่อนไข และเปลี่ยนไปใช้สัญญาชำระหนี้ที่ยืดหยุ่นควบคู่กับมาตรการจูงใจเพื่อรักษาและส่งเสริมวินัยทางการเงิน

2.กลุ่มลูกหนี้ที่ขาดศักยภาพในการปิดจบหนี้: ต้องมุ่งเน้นการปรับโครงสร้างหนี้เชิงรุกและลดภาระหนี้แบบมีเงื่อนไขเพื่อให้สามารถชำระเงินต้นและลดหนี้ได้เอง และการสร้างเสริมศักยภาพในการสร้างรายได้ ก่อนจะเสริมด้วยมาตรการสร้างวินัย รวมถึงพิจารณาตัดหนี้สูญให้กับกลุ่มเป้าหมายที่เปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุไร้สินทรัพย์ 

3.กลุ่มลูกหนี้ที่อาจปิดจบได้หากมีการปรับพฤติกรรม: การใช้กลไกสะกิดพฤติกรรม (nudges) และมาตรการกระตุ้นการชำระหนี้ที่เอื้อต่อการทยอยชำระ จะมีประสิทธิผลสูงในการเปลี่ยนวัฒนธรรมจาก "จ่ายแต่ดอก" ให้กลับมาลดเงินต้นได้ตามศักยภาพ

นอกจากนี้  PIER ยังได้ทำการทดลองมาตรการลดอุปสรรคการชำระหนี้ร่วมกับ 120 สาขาของ ธ.ก.ส. ทั่วประเทศ  พบว่า แนวทางการแก้หนี้ที่มีประสิทธิผลสูงต้องอาศัยการผสานทั้งการปรับโครงสร้างหนี้เชิงลึกเพื่อปลดล๊อกการชำระให้ถึงเงินต้น เข้ากับการมีบทบาทเชิงรุกของสถาบันการเงินในการสร้างความตระหนักรู้ สร้างวินัย และลดข้อจำกัดในการชำระตามหลักการ FEAST  ได้แก่

Flexible โดยมีเงื่อนไขการชำระหนี้ที่ยืดหยุ่น เพื่อตอบโจทย์เกษตรกรที่มีรายได้ไม่แน่นอน

Easy โดยทำให้การชำระหนี้สะดวกขึ้นและลดต้นทุนในการชำระหนี้ เช่น การลงพื้นที่รับชำระหนี้สม่ำเสมอ หรือเพิ่มช่องทางการชำระดิจิทัลสำหรับบางกลุ่ม

Attractive โดยทำให้การชำระหนี้คุ้มค่า จูงใจ เช่น การปรับลำดับตัดเงินต้น หรือสลากชำระหนี้

Social โดยใช้กลไกกลุ่มและพันธสัญญาทางสังคม เช่น การจัดกิจกรรมรับชำระร่วมกันในชุมชนและ

Timely โดยจัดรอบชำระหรือมาตรการกระตุ้นการชำระหนี้ให้ "ตรงจังหวะ" กับรายได้จริง เช่น นัดวันออกไปรับชำระให้ตรงกับวันขายผลผลิต

ข้อค้นพบจากงานวิจัยภายใต้โครงการนี้ สะท้อนให้เห็นว่าเราจำเป็นต้องมองภาวะหนี้เกษตรกรให้ลึกกว่าตัวเลข NPL และต้องยกระดับนโยบายจากการบรรเทาปัญหาระยะสั้น ไปสู่การปลดล็อกปัญหากับดักหนี้ระยะยาว โดยการปรับโครงสร้างหนี้ให้ตรงศักยภาพ และการแก้ปัญหาตรงจุด การก้าวข้ามปัญหาหนี้ที่ทั้ง “กว้าง” และ “ลึก” จำเป็นต้องอาศัย 3 แรงขับเคลื่อนสำคัญ

1.งบประมาณจากรัฐที่เน้น “การลงทุน” มากกว่า “การอุดหนุน” โดยรัฐต้องมองการใช้งบประมาณเพื่อปรับโครงสร้างและลดภาระหนี้เป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพื่อให้เกษตรกรกลับมาพึ่งพาตนเองได้ แทนการช่วยเหลือเรื้อรังที่บั่นทอนวินัยทางการเงินและสร้างความเปราะบางให้ระบบเศรษฐกิจ

2.โมเดลแก้หนี้ผ่านความร่วมมือ (partnership) ระหว่าง "รัฐ" ที่ช่วยวางรากฐานการปรับโครงสร้างหนี้ให้สอดคล้องกับศักยภาพที่แท้จริง "สถาบันการเงิน" ที่ทำหน้าที่เชิงรุกในการสร้างวินัยและเงื่อนไขการชำระที่ยืดหยุ่น และ "ลูกหนี้" ที่มีความมุ่งมั่นในการพึ่งตนเองและชำระหนี้อย่างเต็มกำลัง 

3.การนำเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ ช่วยในการมุ่งเป้า และประเมินศักยภาพที่แท้จริงของเกษตรกรได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว เพื่อให้การปรับโครงสร้างหนี้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นและการช่วยเหลือตอบโจทย์รายบุคคลได้มากขึ้น

ท้ายที่สุด นอกจากการจัดการหนี้เดิม ความยั่งยืนในระยะยาวต้องอาศัยการปล่อยสินเชื่อใหม่ที่หนุนการปรับตัว ควบคู่กับการเสริมสร้างวินัยทางการเงิน การเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและ safety net โดยมีหัวใจสำคัญที่สุดคือการยกระดับศักยภาพและรายได้เพื่อให้เกษตรกรเข้มแข็งพอที่จะพึ่งพาตนเองได้


ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง