“ข้าราชการ” ไม่มั่นคงอีกต่อไป? รัฐชะลอรับ-ยุบงาน ปรับระบบครั้งใหญ่

ภาพจำว่า “รับราชการแล้วมีงานมั่นคงจนเกษียณ” กำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้าง เมื่อรัฐบาลเริ่มปรับระบบบริหารกำลังคนภาครัฐครั้งสำคัญ ท่ามกลางข้อจำกัดด้านงบประมาณ โครงสร้างประชากรสูงวัย และเทคโนโลยีที่สามารถเข้ามาทดแทนงานบางประเภทได้มากขึ้น
ล่าสุด คณะรัฐมนตรีเห็นชอบแนวทางปฏิรูประบบบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ ตามข้อเสนอของคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ โดยหัวใจสำคัญคือ ชะลอการจัดสรรอัตราข้าราชการตั้งใหม่ทุกกรณี พร้อมให้หน่วยงานบริหารอัตรากำลังเดิม ตำแหน่งว่าง และบรรจุบุคลากรเท่าที่จำเป็น
อย่างไรก็ตาม แนวทางนี้ไม่ได้หมายความว่าข้าราชการที่ปฏิบัติงานอยู่จะถูกยกเลิกสถานะหรือหมดความมั่นคงทันที แต่เป็นการเปลี่ยนวิธีบริหาร “ตำแหน่งงานภาครัฐในอนาคต” โดยตำแหน่งใหม่ ตำแหน่งว่าง และตำแหน่งหลังเกษียณจะถูกพิจารณาความจำเป็นมากขึ้น
ตำแหน่งว่างนาน มีโอกาสถูกยุบ
มาตรการแรกคือการพิจารณายุบเลิกกรอบอัตราข้าราชการประเภทวิชาการและประเภททั่วไป ระดับปฏิบัติการและระดับชำนาญการ ที่ไม่มีการเบิกจ่ายงบประมาณมาตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2567 ยกเว้นตำแหน่งที่ประกาศรับสมัครไปแล้ว
หน่วยงานต้องรายงานผลภายในเดือนธันวาคม 2569 เท่ากับว่าตำแหน่งที่ว่างมาระยะหนึ่งจะไม่ถูกเก็บไว้ในโครงสร้างโดยอัตโนมัติ แต่ต้องพิจารณาว่ายังมีความจำเป็นต่อภารกิจหรือไม่
เกษียณปี 2570 ไม่ได้หมายความว่าจะมีคนใหม่มาแทนทุกตำแหน่ง
อีกจุดเปลี่ยนอยู่ที่ตำแหน่งซึ่งว่างจากการเกษียณราชการตั้งแต่ ปีงบประมาณ 2570 เป็นต้นไป โดยภาครัฐจะพิจารณายุบตำแหน่งบางส่วนและไม่จัดคนทดแทนในรูปแบบเดิมในช่วงปีงบประมาณ 2571-2575
แนวทางนี้มีข้อยกเว้นสำหรับสายงานที่จำเป็น เช่น แพทย์ ทันตแพทย์ และผู้ปฏิบัติงานในเรือนจำ ซึ่งยังต้องรักษากำลังคนให้เหมาะสมกับภารกิจบริการประชาชนและภารกิจเฉพาะของรัฐ
นั่นหมายความว่าในอนาคต การมีผู้เกษียณ 1 ตำแหน่ง อาจไม่ได้ตามมาด้วยการเปิดรับข้าราชการใหม่ 1 ตำแหน่งเหมือนเดิม แต่ต้องผ่านการประเมินก่อนว่างานนั้นยังจำเป็นต้องใช้ข้าราชการหรือสามารถบริหารด้วยรูปแบบอื่นได้
11 สายงานสนับสนุน เตรียมปรับรูปแบบจ้าง
กลุ่มที่ได้รับผลโดยตรงอีกส่วนคือ สายงานสนับสนุน 11 สายงาน ซึ่งภาครัฐมองว่างานบางประเภทอาจไม่จำเป็นต้องใช้การจ้างแบบข้าราชการทั้งหมด
เมื่อผู้ดำรงตำแหน่งเกษียณตั้งแต่ปีงบประมาณ 2570 เป็นต้นไป จะทยอยพิจารณายุบตำแหน่งและใช้รูปแบบการจ้างงานอื่นทดแทน ครอบคลุมงานด้านธุรการในราชการบริหารส่วนกลาง งานเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ งานสื่อสาร งานโสตทัศนศึกษา งานห้องสมุด งานขุดลอก งานพิมพ์ งานภาพ งานศิลป์ งานบรรณารักษ์ รวมถึงงานผู้ประกาศและรายงานข่าว โดยมีข้อยกเว้นตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด
ดังนั้น คำว่า “ยุบงาน” ในมาตรการนี้ควรแยกออกจากการเลิกจ้างข้าราชการที่ทำงานอยู่ เพราะสาระหลักมุ่งไปที่การทยอยทบทวนกรอบตำแหน่งเมื่อว่างลงหรือเมื่อผู้ดำรงตำแหน่งเกษียณ
ไม่ได้ลดคนอย่างเดียว แต่ปรับโครงสร้างราชการ
รัฐบาลยังวางแนวทางเพิ่มเติม ทั้งการพิจารณาเกษียณก่อนกำหนด การชะลอกำหนดตำแหน่งระดับสูง การใช้การจ้างเหมาบริการ การนำเทคโนโลยีเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพ ตลอดจนการปรับโครงสร้างส่วนราชการและลดภารกิจที่ซ้ำซ้อนระหว่างหน่วยงาน
ข้อมูลที่นำเสนอระบุว่า ประเทศไทยมีกำลังคนภาครัฐประมาณ 3 ล้านคน แบ่งเป็นข้าราชการประมาณ 1.75 ล้านคน และบุคลากรประเภทอื่นประมาณ 1.24 ล้านคน หรือเฉลี่ยบุคลากรภาครัฐประมาณ 1 คนต่อประชากร 22 คน
ขณะที่ข้อมูลของสำนักงาน ก.พ.ร. ระบุว่า ระดับภูมิภาคมีส่วนราชการมากกว่า 10,000 หน่วยงาน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 7,842 แห่ง มีบุคลากรปฏิบัติงานรวมกว่า 438,400 คน โดยบางส่วนมีภารกิจซ้ำซ้อนกัน จึงเป็นอีกเหตุผลของการทบทวนโครงสร้างและนำเทคโนโลยีเข้ามาสนับสนุนการทำงาน
จาก “มีตำแหน่งก็เติมคน” สู่ “ทุกตำแหน่งต้องมีเหตุผล”
จุดเปลี่ยนสำคัญจึงอยู่ที่แนวคิดการบริหารบุคลากร จากระบบที่รักษากรอบอัตรากำลังเดิม ไปสู่ระบบที่พิจารณาว่า ตำแหน่งใดจำเป็นต่อประชาชน ตำแหน่งใดควรคงไว้ และงานใดสามารถใช้เทคโนโลยีหรือการจ้างงานรูปแบบอื่นทดแทนได้
สำหรับคนรุ่นใหม่ที่ต้องการสอบเข้ารับราชการ การเปลี่ยนแปลงนี้อาจทำให้จำนวนและประเภทตำแหน่งที่เปิดรับในอนาคตแตกต่างจากเดิม โดยเฉพาะสายงานสนับสนุน ขณะที่สายงานบริการประชาชนและงานเฉพาะทางที่รัฐยังมีความจำเป็น จะยังต้องรักษากำลังคนให้เพียงพอ
ดังนั้น “ความมั่นคงของข้าราชการ” ไม่ได้หายไปในทันที แต่ ความมั่นคงของตำแหน่งงานราชการแบบเดิมกำลังถูกทบทวน ภายใต้หลักคิดว่าทุกอัตรากำลังต้องสอดคล้องกับภารกิจ ใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ และรองรับรูปแบบการทำงานของภาครัฐในอนาคต
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
