รีเซต

จ้างข้าราชการ 1 งบค่าใช้จ่ายตลอดชีพสูง 40 ล้านบาท ? งบข้าราชการถึงขีดสุดหรือยัง

จ้างข้าราชการ 1 งบค่าใช้จ่ายตลอดชีพสูง 40 ล้านบาท ? งบข้าราชการถึงขีดสุดหรือยัง
TNN ช่อง16
7 กันยายน 2569 ( 15:34 )
1

เกือบ 40 ล้านบาทต่อคน นี่คือมูลค่ารวมของค่าตอบแทนบำนาญและสวัสดิการตลอดชีวิต

ของข้าราชการสายงานวิชาการ จากการวิเคราะห์ในมิติเศรษฐศาสตร์ โดยยิ่งหากคูณ 1.7 ล้านคน หรือจำนวนกรอบอัตรากำลังข้าราชการไทยทั้งหมด ยิ่งนับเป็นจำนวนเงินมหาศาล สอดคล้องกับแผนปฏิรูปข้าราชการของรัฐบาล 

40 ล้านบาทนี้ แบ่งเป็นค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง และจะผูกพันงบระยะยาวแค่ไหน หากไทยไม่มีการปฏิรูปข้าราชการ

ข้อมูลจาก รศ.ดร.สุนิสา ช่อแก้ว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ในงานเสวนา ‘ปฏิรูปข้าราชการ Firming Thailand ?: องค์กรกระชับ กำลังคนสมาร์ท สวัสดิการยืดหยุ่น โอกาสใหม่ บนความท้าทายของระบบ’ ชี้ว่า มูลค่าผลประโยชน์ตลอดชีพของข้าราชการ 1 คน ตลอดอายุการทำงานตั้งแต่บรรจุ ถึงเกษียณ และประมาณการเสียชีวิตที่ 85 ปีนั้น รวมเป็นงบสูงถึง 39,679,000 บาท โดยเงินจำนวนนี้ แบ่งเป็น 4 ส่วนคือ

  1. ค่าตอบแทนและเงินเดือน (ช่วงอายุ 25-60 ปี): ประมาณ 17,100,000 บาท (บนฐานการเติบโตเฉลี่ย 4% ต่อปี)

  2. เงินบำนาญและเงินก้อนหลังเกษียณ (ช่วงอายุ 60-85 ปี): ประมาณ 15,940,000 บาท (คำนวณจากสูตร กบข. และบำนาญรายเดือนที่คิดเป็น 70% ของเงินเดือนเฉลี่ย)

  3. สวัสดิการรักษาพยาบาล (ครอบคลุมตนเอง บิดามารดา คู่สมรส และบุตร): ประมาณ 4,695,000 บาท

  4. สวัสดิการอื่นๆ (การศึกษาบุตร, เงินช่วยเหลือกองทุน และสิทธิประโยชน์ทางอ้อม): ประมาณ 1,944,000 บาท

ในเชิงนโยบาย สถานะปัจจุบันเข้าข่ายการติดกับดักรายจ่ายประจำ (Fixed-cost trap) โดยเพดานค่าใช้จ่ายด้านบุคคลของภาครัฐได้พุ่งสูงแตะร้อยละ 40 ของงบประมาณรายจ่าย ซึ่งเป็นระดับ "ขีดสุด" ของความยั่งยืนทางการคลัง (Fiscal Sustainability) หากไม่มีการควบคุมอัตรากำลังอย่างจริงจัง งบประมาณส่วนนี้จะลดทอน "พื้นที่ทางการคลัง" (Fiscal Space) ที่จำเป็นต่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

โครงสร้างอัตรากำลังภาครัฐในปัจจุบันมีบุคลากรรวมประมาณ 3 ล้านคน โดยเป็นข้าราชการ 1.7 ล้านคน แต่ที่น่ากังวลคือความลักลั่นในการกระจายตัวของบุคลากร

  • ข้าราชการพลเรือน (ภายใต้ ก.พ.): มีเพียงประมาณ 400,000 คน หรือไม่ถึง 1 ใน 4 ของข้าราชการทั้งหมด

  • ส่วนราชการอื่นๆ (1.3 ล้านคน): กระจายอยู่ในภาคส่วนที่ปฏิรูปได้ยาก เช่น ทหาร (380,000 คน), ตำรวจ (กว่า 200,000 คน), ครู และองค์กรตุลาการ

ซึ่งทำให้เกิดภาระงานที่ไม่สมดุลอย่างรุนแรง เช่น กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ที่มีข้าราชการเพียง 4,000 คน แต่ต้องดูแลกลุ่มเปราะบางกว่า 10 ล้านคน (สัดส่วน 1:2,500 ในบางพื้นที่) ขณะที่หน่วยงานส่วนกลางบางแห่งกลับมีสภาวะอัตรากำลังส่วนเกินและเกิดความซ้ำซ้อนในเชิงภารกิจ

ทั้งยังมีปัญหา ที่ทำให้การลงทุนมูลค่า 40 ล้านบาทต่อหัวไม่เกิดผลตอบแทนที่คุ้มค่า คือสภาวะ "อัตรากำลังถูกกักขัง"  ซึ่งเกิดจากระบบบริหารงานบุคคลที่ผูกติดกับตำแหน่งงาน (Job-based) มากกว่าภารกิจ (Mission-based) ทำให้บุคลากรถูกจำกัดศักยภาพอยู่ในกรอบงานเดิมตั้งแต่วันบรรจุ ไม่สามารถเคลื่อนย้ายไปสู่จุดที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์สูงกว่าได้

การปฏิรูปจึงต้องมุ่งเน้นที่การแก้ไข "ระบบ" เพื่อเพิ่มมูลค่า (Value Creation) ให้กับกำลังคน และให้ข้าราชการได้เรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ

ในประเด็นนี้ ดร.นนฤทธิ์ พิสิฐบุตร นักวิจัยจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ระบุว่าปัจจุบันหนี้สาธารณะไทยอยู่ที่ร้อยละ 65 ต่อ GDP และเสี่ยงจะแตะเพดานร้อยละ 70 หากไม่มีการปฏิรูปรายจ่ายประจำอย่างเข้มข้น รวมถึงค่าใช้จ่ายต่องบข้าราชการ จึงนำเสนอทางออกเชิงนโยบาย เช่น ปรับปรุงอัตราส่วนการบังคับบัญชา ที่มีผู้บริหารสูงกว่าผู้ปฏิบัติงาน และยุบตำแหน่งบริหาร และปฏิรูปค่าตอบแทนตามผลงาน (Performance-based Pay) ปรับปรุงระบบให้สะท้อนประสิทธิภาพจริงมากกว่าอายุงาน เพื่อจูงใจให้คนรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพสูงยังคงอยู่ในระบบ

รวมถึงนโยบายที่รัฐบาลได้ประกาศออกมา คือการยุบเลิกสายงานที่หมดความจำเป็น คือการทยอยยุบ 11 สายงานที่เทคโนโลยีสามารถทดแทนได้ เช่น งานประชาสัมพันธ์, โสตทัศนศึกษา, ห้องสมุด, ช่างภาพ, บรรณารักษ์ และผู้ประกาศข่าว โดยใช้วิธีไม่รับเพิ่มเมื่อตำแหน่งว่างลง แม้ว่าจะมีเสียงวิจารณ์และไม่เห็นด้วยกับการยกเลิกบางสายงานก็ตาม 

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง