รีเซต

AI ครองโลกเริ่มเป็นจริง อยู่เหนือการควบคุม หรือนี่คือจุดจบมนุษยชาติ ?

AI ครองโลกเริ่มเป็นจริง  อยู่เหนือการควบคุม หรือนี่คือจุดจบมนุษยชาติ ?
TNN ช่อง16
14 กันยายน 2569 ( 15:14 )

AI กำลังเข้าใกล้ขั้นอยู่เหนือการควบคุมของมนุษย์…คุณคิดเห็นอย่างไร ?


คำเตือนครั้งใหม่จากคนในอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ได้จุดประเด็นถกเถียงที่มีมานานอีกครั้งว่า เทคโนโลยี AI ขั้นสูงอาจกำลัง “หลุดพ้นจากการควบคุมของมนุษย์” และท้ายที่สุดอาจ…คุกคามความอยู่รอดของมนุษยชาติหรือไม่ ?


แต่ปัญหานี้อาจจะไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยตัวผู้ใช้เพียงอย่างเดียว แต่ยังคงเกิดคำถามมากมายว่าบริษัทผู้พัฒนาเทคโนโลยีเหล่านี้กำลังทำอะไรสักอย่างที่มากพอแล้วหรือยัง ? เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสถานการณ์แบบนั้น


ล่าสุด ดาริโอ อโมเดอี CEO ของ Anthropic บริษัทปัญญาประดิษฐ์ชื่อดังจากซานฟรานซิสโก ผู้พัฒนา Claude กล่าวว่า เขามองว่าอุตสาหกรรม AI จำเป็น “ต้องชะลอความเร็ว” ในการพัฒนา พร้อมกับเตือนว่า หากบริษัท AI ต่าง ๆ ไม่ใช้เวลาเพิ่มขึ้นในการวางระบบป้องกันและมาตรการความปลอดภัย กองทัพ AI เอเจนต์จำนวนมากอาจสามารถเข้าควบคุมโลกอินเทอร์เน็ตได้ภายใน 6 เดือนถึง 1 ปี ต่อจากนี้ซึ่งถือเป็นความน่ากังวลอย่างสูงสุด


CEO ของ Anthropic ยังได้เสนอแผนให้บริษัทต่าง ๆ ซึ่งรวมถึง Anthropic ของเขาเอง และรัฐบาลทั่วโลก ให้ร่วมกันสร้าง “หลักประกัน” ว่าโมเดล AI ที่มีความสามารถเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จะยังคงปฏิบัติตามคำสั่งและค่านิยมของมนุษย์อย่างมีความรับผิดชอบ


เช่นเดียวกับที่ก่อนหน้านี้ อดีตนักวิจัยด้านความปลอดภัยของ Anthropic 2 คนออกมาแสดงความกังวลต่อสาธารณะว่า ภัยจาก AI ที่อาจคุกคามต่อการดำรงอยู่ของมนุษยชาติกำลังได้รับความสนใจ “น้อยเกินไป”

- AI กำลังมีความสามารถมากขึ้น ?


ความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงของเทคโนโลยีเพิ่มขึ้นพร้อมๆ กับความสามารถของโมเดล AI รุ่นใหม่ ๆ ที่พัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งเพิ่มทั้งโอกาสที่ให้ผู้ไม่ประสงค์ดีจะนำ AI ไปใช้ในทางที่ผิด และหนทางที่ผิดเหล่านั้นสำนักข่าว AP รายงานว่าอาจรวมไปถึงความเสี่ยงในการสร้างและแพร่ “เชื้อโรค“ ที่อาจคร่าชีวิตประชากรส่วนใหญ่ของโลก และความเสี่ยงที่ระบบ AI จะทำงานนอกเหนือจากที่มนุษย์ควบคุมในลักษณะที่เป็นอันตราย


เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา Anthropic เปิดเผยว่า บริษัทสามารถสกัดกั้นความพยายามของผู้ไม่หวังดีที่นำโมเดล AI ไปใช้ในกิจกรรมอันตรายในหลายรูปแปบบทั้งการโจมตีทางไซเบอร์ การเฝ้าระวัง รวมถึงการวิจัยที่อาจนำไปสู่การพัฒนาอาวุธชีวภาพ ซึ่งล้วนแต่เป็นกิจกรรมที่น่ากังวลอย่างยิ่ง


Anthropic ระบุว่า บริษัทได้มีการเพิ่มมาตรการป้องกันในโมเดลรุ่นล่าสุดในผลิตภัณฑ์ของบริษัทเพื่อจำกัดการนำ AI ไปใช้ทำวิจัยด้านชีววิทยาที่อาจถูกนำไปใช้ผลิตอาวุธ แต่ก็ยอมรับว่าเมื่อโมเดล AI มีความสามารถมากขึ้น ความเสี่ยงก็จะเพิ่มขึ้นมากขึ้นในทุกๆ วัน หากผู้พัฒนา AI และผู้ที่มีหน้าที่ปกป้องสังคมไม่ร่วมกันทำให้ระบบมีความปลอดภัยมากขึ้น


เมื่อปีที่แล้ว Anthropic รายงานว่าเคยพบ แฮกเกอร์นำ AI ของบริษัทไปใช้ในการโจมตีทางไซเบอร์ที่มุ่งเป้าไปยังบริษัทและหน่วยงานรัฐบาลราว 30 แห่งทั่วโลก 


-AI เริ่มลงมือเอง แทนมนุษย์ ?


เมื่อ AI เอเจนต์ “หลุดการควบคุม” หมายถึงการที่ AI ลงมือทำบางอย่างนอกเหนือจากภารกิจที่มนุษย์มอบหมายให้ สิ่งนี้เกิดขึ้นจริงแล้วในตอนนี้ …


เพราะทั้ง Anthropic และ OpenAI บริษัทผู้พัฒนา ChatGPT ออกมายอมรับเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาว่า โมเดล AI ของพวกเขาสามารถลงมือปฏิบัติการด้วยตัวเองได้โดยไม่ต้องรอให้มนุษย์เป็นผู้สั่ง


Anthropic เปิดเผยว่า โมเดล AI 3 รุ่น ได้แก่ Claude Opus 4.7, Claude Mythos 5 และโมเดลที่อยู่ระหว่างการทดสอบภายใน สามารถเจาะระบบขององค์กรอื่น 3 แห่งได้ระหว่างการทดสอบ ซึ่งเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากบริษัท OpenAI เปิดเผยว่า ระบบ AI ของบริษัทสามารถเจาะเข้าสู่เซิร์ฟเวอร์ของ Hugging Face ซึ่งเป็นบริษัทสตาร์ตอัปที่อยู่ในวงการ AI เหมือนกันได้


จากเหตุนั้น OpenAI ออกมาระบุว่า การบุกรุกดังกล่าวเกิดจากการทำงานร่วมกันของโมเดลหลายรุ่น รวมถึง GPT-5.6 Sol ที่เพิ่งเปิดตัว และโมเดลที่มีความสามารถสูงกว่าซึ่งขณะนั้นยังอยู่ระหว่างการทดสอบภายใน 


เช่นเดียวกับของบริษัท Meta ที่ได้รายงานเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันในช่วงต้นเดือนสิงหาคมปีนี้ เมื่อโมเดล AI ของบริษัทค้นพบวิธีหลบเลี่ยงระบบรักษาความปลอดภัยทางดิจิทัลของบริษัทอื่นได้


เหตุการณ์เหล่านี้กำลังสะท้อนหนึ่งในความกลัวครั้งใหญ่ที่สุดของมนุษยชาติเกี่ยวกับ AI นั่นคือ หากโมเดลพัฒนาไปถึงระดับ AGI ที่หมายถึง AI ที่สามารถทำงานด้านสติปัญญาได้หลากหลายเทียบเท่าหรือเหนือกว่ามนุษย์ เทคโนโลยีดังกล่าวอาจก่อให้เกิดหายนะที่ “ไม่สามารถย้อนกลับได้” หรือถึงขั้นทำให้มนุษย์ตกอยู่ใต้อำนาจของ AI แทนที่มนุษย์จะเป็นผู้ควบคุมมัน

-AI จะก่อหายนะอย่างไรและเมื่อไร ?


เรื่องนี้ยังคงเป็นข้อถกเถียงแบบไม่สิ้นสุด แต่มีการแบ่งสิ่งที่เรียกว่า “สถานการณ์วันสิ้นโลกที่เกี่ยวข้องกับ AI” ออกเป็น 2 รูปแบบ คือ


1 : AI ที่พัฒนาจนมีสติปัญญาเหนือมนุษย์และสามารถพัฒนาตัวเองได้ จนเข้าควบคุมมนุษย์แทนที่มนุษย์จะเป็นฝ่ายควบคุม AI


2 : รัฐใดก็ตามที่มีเจตนาร้าย หรือ กลุ่มบุคคลอันตรายนำ AI ไปใช้ในทางที่ผิดจนนำมาสู่การล่มสลาย


จริงๆ แล้วความกังวลว่า AI อาจก้าวข้ามข้อจำกัดของมนุษย์ในด้านขอบเขตการเข้าถึงหรือการลงมือปฏิบัติการนั้น “ไม่ใช่เรื่องใหม่”

เพราะหากย้อนไปหนึ่งในนักคณิตศาสตร์ชื่อก้องโลกอย่าง “อลัน ทัวริง” ผู้ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกด้าน AI ได้คาดการณ์ไว้ตั้งแต่ปี 1951 ว่า ในที่สุด AI จะเข้ามาควบคุมมนุษย์ 

ขณะที่ไม่ถึง 10 ปีต่อมา นอร์เบิร์ต วีเนอร์ นักคณิตศาสตร์อีกคน เตือนว่าเครื่องจักรอัจฉริยะจะพยายามบรรลุเป้าหมายของตัวเอง และมนุษย์อาจไม่สามารถหยุดยั้งมันได้

คำถามคือแล้วในปี 2026 ความกลัวที่ว่า AI อาจหลุดพ้นจากการควบคุมของมนุษย์ หรือถูกคนไร้จริยธรรมนำไปใช้จนก่อหายนะครั้งใหญ่ หรือทำให้อารยธรรมล่มสลายนั้น มีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงใด ?

คำตอบคือ…ยังไม่มีใครรู้แน่ชัด


ผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขา ทั้งวิทยาการคอมพิวเตอร์ ปรัชญา และศาสตร์แขนงอื่น ๆ ได้เสนอความเป็นไปได้มากมายว่า AI ในอนาคตอาจก่อหายนะระดับโลกได้ไม่ว่าจะเป็นการหลุดพ้นจากการควบคุมของมนุษย์ หรือถูกนำไปใช้โดยผู้ไม่หวังดี 

ความเป็นไปได้เหล่านี้ยังคงมีความหลากหลายตั้งแต่การนำ AI ไปควบคุมหรือใช้อาวุธ, การค้นหาเชื้อโรคร้ายแรง, การชักจูงรัฐบาลให้เข้าสู่ความขัดแย้ง ไปจนถึงการทำลายระบบอาหาร พลังงาน และการสื่อสาร ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่สังคมมนุษย์ต้องพึ่งพาเพื่อดำเนินชีวิต

ปัจจุบันยังไม่มีการประเมินที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่า สถานการณ์เหล่านี้อาจเกิดขึ้นเร็วเพียงใด และยังไม่มีฉันทามติจากนานาชาติว่าความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นนั้นสูงแค่ไหน

แต่ก็ยังถือว่ามีความเคลื่อนไหวที่ดี เพราะเมื่อปี 2023 องค์กรไม่แสวงผลกำไร Center for AI Safety ออกแถลงการณ์ซึ่งมีนักวิจัยและผู้บริหารบริษัทเทคโนโลยีมากกว่า 350 คนร่วมลงชื่อ รวมถึง CEO ของทั้ง Anthropic และ  OpenAI โดยระบุว่า การลดความเสี่ยงที่ AI จะทำให้มนุษยชาติสูญพันธุ์ควรเป็นวาระสำคัญระดับโลก เช่นเดียวกับโรคระบาดและสงครามนิวเคลียร์

เช่นเดียวกันในปีนี้ 2026 มีรายงานจาก International AI Safety Report 2026 ซึ่งจัดทำขึ้นภายใต้คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญอิสระมากกว่า 100 คน ระบุว่า ระบบ AI ในปัจจุบันเริ่มแสดงให้เห็นความสามารถบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงต่อมนุษยชาติแล้ว แต่ยังไม่ถึงระดับที่จะทำให้มนุษย์สูญเสียการควบคุม พร้อมระบุว่า ความเป็นไปได้ ลักษณะ และช่วงเวลาที่ความเสี่ยงดังกล่าวอาจเกิดขึ้นนั้นยังคงคลุมเครือเป็นอย่างมาก


-ป้องกันก่อนจะสายเกินแก้ 


เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นักวิจัยของ Anthropic รายหนึ่ง ประกาศลาออกจากบริษัท เนื่องจากกังวลว่าทั้ง Anthropic และบริษัทคู่แข่งยังไม่ได้พัฒนาเทคโนโลยีของพวกเขาอย่างมีความรับผิดชอบเพียงพอ

นักวิจัยของ Anthropic รายนี้ยังประเมินว่า มีโอกาส 10% ที่ AI จะทำให้มนุษยชาติสูญพันธุ์ภายในทศวรรษหน้า พร้อมกล่าวว่า Anthropic และ OpenAI กำลังปูทางลัดเร่งไปสู่ยุคที่ปัญญาประดิษฐ์จะอยู่เหนือมนุษย์และกำลังเดิมพันกับชีวิตของมนุษย์เอง

อย่างไรก็ตาม AI กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็วจนระบบกำกับดูแลและการประเมินความปลอดภัยของรัฐบาลต่าง ๆ ไม่สามารถก้าวตามเทคโนโลยีได้ทัน หลายประเทศจึงเริ่มออกกฎหมายของตัวเอง ซึ่งบางครั้งมีข้อกำหนดที่ขัดแย้งกัน

ประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ของจีน เตือนในการประชุมเมื่อเดือนกรกฎาคมว่า จำเป็นต้องป้องกันไม่ให้ AI หลุดพ้นจากการควบคุมของมนุษย์

ส่วนรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ในช่วงแรกมีท่าทีไม่ต้องการกำกับดูแล AI มากนัก เริ่มให้ความสำคัญกับการลดความเสี่ยงด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์มากขึ้น

แต่ทรัมป์ก็คือทรัมป์ ล่าสุดเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีทรัมป์เพิ่งจะกลับมาลดทอนความจำเป็นที่รัฐบาลของเขาจะต้องเข้ามาควบคุมการพัฒนา AI อีกครั้ง แต่ทรัมป์ก็ยอมรับว่า AI จำเป็นต้องมีกฎระเบียบกำกับดูแลในระดับหนึ่งด้วย

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง