รีเซต

ธนาคารโลกเตือนภาวะช็อก ลุ้นจบ “สงคราม”

ธนาคารโลกเตือนภาวะช็อก ลุ้นจบ “สงคราม”
TNN ช่อง16
16 มิถุนายน 2569 ( 12:11 )
8

ธนาคารโลก (World Bank) เผยแพร่รายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (Global Economic Prospects) ฉบับล่าสุดเดือนมิถุนายน ระบุว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญภาวะช็อกครั้งใหญ่อีกครั้ง เนื่องจากสงครามในตะวันออกกลางหนุนให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้น รวมถึงเพิ่มแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ และมีแนวโน้มที่นโยบายการเงินจะเข้มงวดขึ้น โดยประเมินว่า การขยายตัวของ GDP ทั่วโลกในปีนี้น่าจะอยู่ที่ร้อยละ 2.5 แผ่วลงจากร้อยละ 2.9 ในปี 2568 นับเป็นระดับต่ำสุดตั้งแต่วิกฤตโควิด ท่ามกลางแนวโน้มที่ชะลอตัวลงในเขตเศรษฐกิจที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานและประเทศที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากสงคราม แต่คาดว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจจะฟื้นตัวในปี 2570-2571 จากปัจจัยต่าง ๆ อาท ปริมาณการผลิตพลังงานฟื้นตัว การที่ประเทศต่าง ๆ กลับมาใช้แนวทางผ่อนคลายทางการเงิน ประกอบกับการค้าที่แข็งแกร่งขึ้น


รายงานประเมินความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลกยังมีแนวโน้มไปทางด้านลบ หากเกิดการปะทะที่รุนแรงขึ้นหรือการขนส่งสินค้าโภคภัณฑ์หยุดชะงักอย่างยืดเยื้อ ก็อาจทำให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์สูงขึ้น เพิ่มแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและความไม่มั่นคงทางอาหาร นำไปสู่ความตึงเครียดทางการเงิน และเศรษฐกิจชะลอตัวลง ขณะที่หากการหยุดชะงักของปริมาณพลังงานรุนแรงกว่าที่คาดการณ์ไว้ และเกิดขึ้นพร้อมกับความตึงเครียดทางการเงินที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ การเติบโตของ GDP โลกในปีนี้อาจเหลือเพียงร้อยละ 1.3 นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้า ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ และภัยธรรมชาติก็เป็นความเสี่ยงที่สำคัญเช่นกัน 


อย่างไรก็ตาม รายงานของธนาคารโลกฉบับล่าสุดจัดทำขึ้นก่อนมีการประกาศบรรลุข้อตกลงสันติภาพระหว่าง “สหรัฐฯ” กับ “อิหร่าน” ซึ่งปากีสถานทำหน้าที่เป็นคนกลางไกล่เกลี่ย โดยจะนำไปสู่การเปิดช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงทั้งสองฝ่ายตกลงจะยุติปฏิบัติการทางทหารในทุกแนวรบมีผลทันที และเตรียมลงนามอย่างเป็นทางการที่สวิตเซอร์แลนด์ ในวันที่ 19 มิถุนายนนี้ 


เมื่อแยกเป็น “เขตเศรษฐกิจพัฒนาแล้ว” กับ “เขตเศรษฐกิจกำลังพัฒนาและตลาดเกิดใหม่” แนวโน้มก็เป็นไปในทิศทางเดียวกัน นั่นคือ การขยายตัวของ GDP ในปีนี้ชะลอตัวลงจากปีที่แล้ว แต่จะเริ่มฟื้นตัวขึ้นในปีหน้า โดยการเติบโตของ GDP ของเขตเศรษฐกิจพัฒนาแล้ว ปีนี้จะอยู่ที่ร้อยละ 1.5 แตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่วิกฤตโควิด ลดลงจากร้อยละ 1.8 ในปีที่แล้ว และจะขยับขึ้นแตะร้อยละ 1.8 ในปีหน้า ส่วนเขตเศรษฐกิจกำลังพัฒนา GDP ในปีนี้จะโตที่ร้อยละ 3.6 จากร้อยละ 4.4 ในปีที่แล้ว ก่อนจะกระเตื้องขึ้นแตะร้อยละ 4.2 ในปีหน้า ขณะเดียวกัน ระดับรายได้ต่อคนต่อปี (per capita income) ของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ยกเว้นจีนและอินเดีย จะไม่กลับไปสู่ระดับก่อนวิกฤตโควิดจนกว่าจะถึงปี 2571 เท่ากับการเติบโตของรายได้สำหรับประเทศกลุ่มนี้หายไปเกือบ 1 ทศวรรษ 

ในทางกลับกัน ผลกระทบต่อเศรษฐกิจในเชิงบวกมาจากการลงทุนและการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่แพร่หลายในภูมิภาคต่าง ๆ ซึ่งในระยะสั้นอาจช่วยกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั่วโลก รวมถึงยกระดับการส่งออกของประเทศที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานด้าน AI ส่วนในระยะยาว การใช้งาน AI อย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบกับการใช้งานโซลูชัน AI ขนาดเล็กในประเทศกำลังพัฒนาจะช่วยเพิ่มการเติบโตของเศรษฐกิจโลก 


ทั้งนี้ ประเทศที่ขาดระบบนิเวศที่เอื้อต่อการใช้ AI มีความเสี่ยงที่จะตามหลังในการเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จาก AI ขณะที่ความพร้อมด้าน AI ซึ่งเป็นมาตรวัดที่ครอบคลุมโครงสร้างพื้นฐานทั้งด้านกายภาพและดิจิทัล รวมถึงทุนมนุษย์ สถาบันและการกำกับดูแลด้านกฎระเบียบ หากเปรียบเทียบกันแล้ว ประเทศกำลังพัฒนายังมีความพร้อมน้อยกว่าประเทศพัฒนาแล้ว และสำหรับผลกระทบของ AI ต่อการจ้างงานจะขึ้นอยู่กับทุนมนุษย์ที่เกี่ยวข้องกับ ICT ซึ่งในประเทศกำลังพัฒนา สัดส่วนของผู้ที่ใช้อินเทอร์เน็ตหรือมีทักษะ ICT สูงกว่าระดับพื้นฐานยังมีจำนวนน้อยกว่าประเทศพัฒนาแล้ว

รายงานระบุด้วยว่า แนวโน้มการค้าสินค้าและบริการทั่วโลกน่าจะชะลอตัวลงจากร้อยละ 4.8 ในปี 2568 เหลือร้อยละ 2.9 ในปีนี้ สะท้อนการชะลอตัวของการค้าโลกเทียบกับก่อนหน้านี้ที่แต่ละประเทศเร่งส่งออกล่วงหน้าก่อนกำแพงภาษีของสหรัฐฯ มีผลบังคับใช้ อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้การขนส่งสินค้าหยุดชะงัก ประกอบกับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น ก็ทำให้ต้นทุนการขนส่งเพิ่มขึ้น


สงครามในตะวันออกกลางส่งผลให้น้ำมันดิบเบรนต์ ก๊าซธรรมชาติในยุโรป และปุ๋ยยูเรีย มีราคาเฉลี่ยในเดือนเมษายนสูงกว่าระดับในเดือนมกราคม โดยขยับขึ้นร้อยละ 80, ร้อยละ 31 และร้อยละ 106 ตามลำดับ ขณะที่แนวโน้มราคายังคงอ่อนไหวต่อความรุนแรงและความยืดเยื้อ ซึ่งสมมติฐานพื้นฐานคาดว่าการหยุดชะงักจะสิ้นสุดในเดือนกรกฎาคม โดยปริมาณการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซจะกลับคืนสู่ระดับก่อนสงครามภายในสิ้นปีนี้ ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ ราคาสินค้าโภคภัณฑ์เฉลี่ยคาดว่าจะเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 22 ในปีนี้ เทียบกับที่คาดไว้ว่าจะลดลงร้อยละ 7 ในเดือนมกราคม ก่อนสงครามปะทุ


สำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก เศรษฐกิจยังคงขยายตัวได้ในระดับปานกลาง โดยคาดว่าจะโตที่ระดับเฉลี่ยร้อยละ 4.3 ในระหว่างปี 2569-2571 ส่วนใหญ่สะท้อนถึงการขยายตัวของเศรษฐกิจจีน เนื่องจากจีนมีบทบาทสำคัญในภูมิภาคนี้ หากไม่รวมจีน การเติบโตคาดว่าจะฟื้นตัวหลังจากชะลอตัวในปีนี้ ปัจจัยหลักมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยหนุนการการส่งออกในภูมิภาคนี้ แต่ประเทศส่วนใหญ่ในภูมิภาคนี้เป็นผู้นำเข้าพลังงานและพึ่งพาสินค้าจากตะวันออกกลาง ทำให้มีความเสี่ยงต่อผลกระทบจากสงคราม แม้ว่าอัตราเงินเฟ้อในเขตเศรษฐกิจหลักของภูมิภาคนี้จะอยู่ในระดับต่ำ แต่ราคาอาหารที่สูงขึ้นอาจเป็นความท้าทายในการกำหนดนโยบายของธนาคารกลางบางแห่งและครัวเรือนที่เปราะบาง

หากเปรียบเทียบในภูมิภาคอาเซียน พบว่า GDP ในประเทศส่วนใหญ่มีแนวโน้มชะลอตัวลงปีนี้ ยกเว้นกรณีของเมียนมา โดยกัมพูชาน่าจะโตที่ร้อยละ 3.9 ลดลงจากปีที่แล้วที่อยู่ที่ร้อยละ 5.3 ส่วนอินโดนีเซียจะแผ่วลงเล็กน้อยแตะที่ร้อยละ 5.0 จากร้อยละ 5.1 ในปีที่แล้ว ด้าน สปป.ลาว ปีนี้จะโตที่ร้อยละ 3.8 ลดลงจากร้อยละ 4.8 สำหรับมาเลเซียปีนี้จะโตที่ราวร้อยละ 4.4 จากร้อยละ 5.2 ในปีที่แล้ว ในทำนองเดียวกับฟิลิปปินส์ที่ปีนี้น่าจะขยายตัวร้อยละ 3.7 ลดลงจากปีที่แล้วที่โตร้อยละ 4.4 เวียดนามก็น่าจะโตที่ร้อยละ 6.8 ในปีนี้ ลดลงจากร้อยละ 8.0 ในปีที่แล้ว กรณีของไทยค่อนข้างโตต่ำกว่าเพื่อนบ้าน โดยจะโตที่ร้อยละ 1.7 ในปีนี้ ชะลอจากร้อยละ 2.4 ในปีที่ผ่านมา ขณะที่เมียนมาน่าจะโตร้อยละ 2.0 ในปีนี้ จากปีที่แล้วที่หดตัวร้อยละ 2.0


น่าสังเกตว่า รายงานฉบับนี้ระบุถึงความท้าทายที่เพิ่มขึ้นจากระดับหนี้สาธารณะและอัตราดอกเบี้ยในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาและตลาดเกิดใหม่ รวมถึงมีโอกาสที่จะเกิดวิกฤตหนี้ตามมา ทั้งนี้ การเพิ่มขึ้นของสัดส่วนหนี้ต่อ GDP ของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2553 ซึ่งมีความสัมพันธ์กับการเพิ่มขึ้นของส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลและผลตอบแทนพันธบัตรสกุลเงินท้องถิ่น ทั้งนี้ หนี้ภาครัฐประเทศกำลังพัฒนาแตะระดับสูงเป็นประวัติการณ์ หากมีการกู้ยืมเพิ่มเติมก็อาจนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ยที่มากขึ้นเรื่อย ๆ สะท้อนถึงความสำคัญของการเสริมแกร่งด้านการคลัง ซึ่งรวมถึงการใช้จ่ายของภาครัฐที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น การจัดการหนี้ที่ดีขึ้น เพ่อช่วยควบคุมต้นทุนการกู้ยืมและรักษาสถานะทางการคลัง

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง