เอกชนจี้รัฐบาลใหม่ ปราบทุนเทาทั้งระบบ

นายนาวา จันทนสุรคน รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ในช่วงเลือกตั้ง 2569 ที่มีข้อสังเกตเงินสดสะพัดแสนล้านบาทนั้นมองว่า หากจำนวนเงินที่พรรคการเมืองนำไปใช้ช่วงเลือกตั้ง เป็นการใช้สำหรับแค่การหาเสียงอย่างโปร่งใส หรือ การโฆษณานำไปใช้โฆษณาและประชาสัมพันธ์นโยบายของพรรคการเมือง ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่สามารถยอมรับได้ และอาจช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ในระดับหนึ่ง
ทั้งนี้ ค่าใช้จ่ายดังกล่าว อาทิ ค่าน้ำมันรถ ค่าใช้จ่ายด้านการเดินทาง ค่าป้ายหาเสียง ค่าโปสเตอร์ หรือค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการหาเสียง หากมีการใช้จ่ายอย่างถูกต้อง และแจ้งต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อย่างครบถ้วนและโปร่งใส ก็ถือว่าเป็นการใช้เงินในระบบที่ตรวจสอบได้
อย่างไรก็ตาม หากเงินที่ถูกกล่าวถึงเป็นการจ่าย ‘ใต้โต๊ะ’ เพื่อซื้อเสียง ถือเป็นเรื่องที่ไม่สามารถยอมรับได้ โดยให้เหตุผลสำคัญ 3 ประการ ดังนี้
1.เป็นเงินนอกระบบ โดย เม็ดเงินที่ใช้ซื้อเสียงไม่สามารถตรวจสอบที่มาได้ และรัฐไม่สามารถจัดเก็บภาษีเพื่อนำมาพัฒนาประเทศต่อได้
2.ตรวจสอบไม่ได้ ดังนั้น ตนจึงสนับสนุนให้พรรคการเมืองใช้งบประมาณตามที่แจ้งต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อความโปร่งใส
3.เชื่อมโยงทุนสีเทา โดยตั้งข้อสังเกตว่าเงินที่นำมาจ่ายใต้โต๊ะอาจมีความเชื่อมโยงกับธุรกิจผิดกฎหมายหรือ ‘ทุนเทา’ ซึ่งขัดกับหลักการของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ที่ยึดหลัก ‘ซีโร่คอร์รัปชัน’
สำหรับข้อเสนอแนะถึงการปราบทุนเทาทั้งระบบนั้น ภายหลังการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ตนต้องการให้รัฐบาลมีมาตรการที่เข้มข้นมากขึ้นในการสกัดและแก้ไขปัญหาทุนเทา โดยเฉพาะเงินนอกระบบที่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างเศรษฐกิจไทย
ย้ำว่าประเด็นดังกล่าวเป็นปัญหาเรื้อรังที่ต้องได้รับการจัดการอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ที่ผ่านมาหลายพรรคการเมืองได้เข้าหารือกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ซึ่งข้อเสนอสำคัญที่ภาคเอกชนย้ำกับทุกพรรค คือ การขจัดทุนเทานอกระบบ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจหวยใต้ดิน การพนันผิดกฎหมาย สแกมเมอร์ หรือการจ่ายเงินใต้โต๊ะ
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
