รีเซต

AI-China+1 ปลุกดีล M&A ไทย ต่างชาติเล็งซื้อกิจการ เจาะตลาดอาเซียน

AI-China+1 ปลุกดีล M&A ไทย ต่างชาติเล็งซื้อกิจการ เจาะตลาดอาเซียน
TNN ช่อง16
8 กันยายน 2569 ( 12:37 )

กระแสเงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้าไทยไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะการสร้างโรงงานใหม่ แต่กำลังเปิดโอกาสให้เกิด การควบรวมและซื้อกิจการ หรือ M&A มากขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจที่เชื่อมโยงกับ AI การผลิตขั้นสูง และรถยนต์ไฟฟ้า

ขณะที่กลยุทธ์ China+1 ทำให้นักลงทุนมองหาการซื้อโรงงานเดิมและจับมือพันธมิตรไทย เพื่อเข้าสู่ตลาดและเชื่อมต่อห่วงโซ่อุปทานอาเซียนได้รวดเร็วขึ้น

คลื่น M&A รอบใหม่ เน้น “คุณภาพและขนาดของดีล”

กิจกรรมควบรวมและซื้อกิจการ หรือ M&A ในกลุ่มอุตสาหกรรมและบริการทั่วโลก กำลังเข้าสู่คลื่นการลงทุนระลอกใหม่

แม้เศรษฐกิจโลกยังเผชิญความไม่แน่นอนทั้งด้านการค้า ดอกเบี้ย และภูมิรัฐศาสตร์ แต่นักลงทุนไม่ได้หยุดทำดีล สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ นักลงทุนมีความระมัดระวังมากขึ้น และเลือกซื้อเฉพาะกิจการที่ช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี การผลิตขั้นสูง และความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน

PwC หนึ่งในบริษัทตรวจสอบบัญชีและที่ปรึกษาทางธุรกิจรายใหญ่ของโลก ประเมินว่า ปี 2026 การทำ M&A ในกลุ่มอุตสาหกรรมและบริการยังถูกขับเคลื่อนด้วยการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล AI Infrastructure ระบบอัตโนมัติ การปรับพอร์ตธุรกิจ และการจัดระเบียบห่วงโซ่อุปทานใหม่

ภาพของตลาดจึงไม่ได้อยู่ที่การเร่งทำดีลจำนวนมาก แต่เป็นการเลือกลงทุนอย่างเฉพาะเจาะจงในสินทรัพย์ที่ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่น เสริมเทคโนโลยี หรือทำให้ธุรกิจสามารถปรับตำแหน่งเชิงยุทธศาสตร์ได้รวดเร็วขึ้น

สำหรับประเทศไทย PwC ระบุว่า ปริมาณดีลกำลังชะลอตัวเช่นเดียวกัน และยังไม่มีเมกะดีลเข้ามาช่วยพยุงตลาดเหมือนประเทศขนาดใหญ่

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนเชิงกลยุทธ์ยังคงมองหาโอกาสที่เชื่อมโยงกับ AI การผลิตขั้นสูง และการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงกิจการที่ช่วยให้ผู้ลงทุนเข้าสู่ตลาดอาเซียนได้รวดเร็วขึ้น หรือเสริมขีดความสามารถที่ยังขาดอยู่

ไทยจึงยังมีโอกาสดึงดูดเงินลงทุน หากสามารถนำเสนอสินทรัพย์ บุคลากร และฐานการผลิตที่ตอบโจทย์เหล่านี้ได้

ภาพรวมทั้งหมดจึงบอกว่า คลื่น M&A รอบใหม่ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยจำนวนดีลเพียงอย่างเดียว แต่ขับเคลื่อนด้วย คุณภาพและมูลค่าเชิงยุทธศาสตร์ของดีล กิจการที่มีเทคโนโลยี มีตำแหน่งชัดเจนในห่วงโซ่อุปทาน และสามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม จะมีโอกาสได้รับความสนใจมากกว่า

สำหรับบริษัทไทย นี่จึงเป็นทั้งโอกาสในการหาพันธมิตรและเงินทุนใหม่ รวมถึงแรงกดดันให้ต้องเร่งยกระดับความสามารถ เพราะเม็ดเงินลงทุนรอบนี้กำลังมุ่งไปยังธุรกิจที่มีคุณค่าเชิงยุทธศาสตร์และพร้อมแข่งขันในระยะยาว


3 แรงขับเคลื่อน M&A ไทย

คลื่นการควบรวมและซื้อกิจการระลอกใหม่ในประเทศไทยกำลังถูกขับเคลื่อนด้วยการเปลี่ยนผ่านของภาคอุตสาหกรรม โดย PwC มองเห็นปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนกำลังจับตา ได้แก่ AI และ Physical AI, กลยุทธ์ China+1 และการเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์ไฟฟ้า

ปัจจัยแรกคือ AI และ Physical AI แม้ขณะนี้ AI ยังไม่ได้เป็นแรงขับเคลื่อนหลักของการทำ M&A ในประเทศไทย แต่เทคโนโลยีดังกล่าวเริ่มมีบทบาทต่อการตัดสินใจลงทุน โดยเฉพาะการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในภาคการผลิตขั้นสูงและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล

โอกาสของไทยไม่ได้จำกัดอยู่ที่การพัฒนาหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ แต่รวมถึงการผลิตชิ้นส่วน หุ่นยนต์ และระบบอัตโนมัติ ซึ่งสามารถต่อยอดจากจุดแข็งเดิมของอุตสาหกรรมยานยนต์ การผลิตขั้นสูง และวิศวกรรมของไทยได้

ปัจจัยที่สองคือกลยุทธ์ China+1 ซึ่งยังเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนการลงทุนที่สำคัญ หลังผู้ผลิตต้องการกระจายฐานการผลิตและลดความเสี่ยงจากความตึงเครียดทางการค้า ภูมิรัฐศาสตร์ และปัญหาห่วงโซ่อุปทาน

ไทยได้รับความสนใจจากฐานอุตสาหกรรมเดิม การเชื่อมโยงในภูมิภาค และการเข้าถึงตลาดอาเซียน นักลงทุนที่ต้องการเริ่มดำเนินงานอย่างรวดเร็วจึงอาจเลือก ซื้อโรงงานหรือสินทรัพย์อุตสาหกรรมเดิม แทนการสร้างฐานการผลิตใหม่ทั้งหมด

ปัจจัยที่สามคือ การเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV ซึ่งกำลังสร้างโอกาสการลงทุนตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรมยานยนต์ ตั้งแต่แบตเตอรี่ มอเตอร์ขับเคลื่อน ระบบอิเล็กทรอนิกส์ ไปจนถึงชิ้นส่วนที่ไทยยังต้องพัฒนาขีดความสามารถเพิ่มเติม

การเข้ามาของผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าและซัพพลายเออร์ต่างชาติ จึงเปิดโอกาสให้เกิดการซื้อกิจการ การร่วมทุน และการสร้างพันธมิตรกับผู้ประกอบการไทยมากขึ้น

ต่างชาติเล็ง “ซื้อโรงงานเดิม” เร่งเข้าสู่ตลาดไทย

เมื่อมองรูปแบบดีล M&A ที่มีแนวโน้มเกิดขึ้นในไทย PwC ระบุว่า นักลงทุนต่างชาติกำลังให้ความสำคัญกับ ความรวดเร็วในการเข้าสู่ตลาด

หนึ่งในทางเลือกสำคัญคือ “ซื้อโรงงานเดิมเพื่อเร่งเข้าสู่ตลาด” แทนการลงทุนสร้างโรงงานและระบบการผลิตใหม่ทั้งหมด เพราะโรงงานเดิมมีกำลังการผลิต บุคลากร และเครือข่ายซัพพลายเออร์ที่สามารถนำมาใช้งานหรือปรับปรุงต่อได้

รูปแบบนี้จึงตอบโจทย์นักลงทุนที่ต้องการใช้ไทยเป็นฐานการผลิต และเชื่อมต่อไปยังตลาดอาเซียนอย่างรวดเร็ว

อีกรูปแบบที่ต้องจับตาคือ “การจับมือพันธมิตรไทย” ผ่านการร่วมทุนหรือสร้างความร่วมมือทางธุรกิจ นักลงทุนต่างชาติจะได้ประโยชน์จากความเข้าใจตลาด เครือข่ายธุรกิจ และความสามารถด้านการผลิตของบริษัทในประเทศ

ขณะที่ผู้ประกอบการไทยมีโอกาสเข้าถึงเงินทุน เทคโนโลยี และมาตรฐานการผลิตระดับสากล ความร่วมมือดังกล่าวจะช่วยให้ทั้งสองฝ่ายขยายธุรกิจได้เร็วขึ้น พร้อมลดความเสี่ยงจากการเริ่มต้นลงทุนเพียงลำพัง

สำหรับกลุ่มธุรกิจที่มีโอกาสได้รับความสนใจ จะอยู่ในอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงกับการเปลี่ยนผ่านของภาคการผลิต เช่น ชิ้นส่วน EV อิเล็กทรอนิกส์ ระบบอัตโนมัติ และธุรกิจที่มีเทคโนโลยีหรือความสามารถเฉพาะทาง

กิจการที่มีโรงงานพร้อมใช้ มีมาตรฐานการผลิต และสามารถปรับเทคโนโลยีรองรับอุตสาหกรรมใหม่ จะมีโอกาสดึงดูดดีลมากกว่า

คลื่น M&A รอบนี้จึงอาจไม่ได้เกิดจากเมกะดีลเท่านั้น แต่อาจมาในรูปของ การซื้อโรงงานเดิม การร่วมทุน และการหาพันธมิตรไทย เพื่อให้ต่างชาติสามารถเข้าสู่ตลาดและเชื่อมต่อห่วงโซ่อุปทานอาเซียนได้เร็วขึ้น


บริษัทไทยต้องเร่งสร้าง “มูลค่าเชิงยุทธศาสตร์”

สำหรับบริษัทไทย คลื่น M&A รอบใหม่นับเป็นทั้งโอกาสและความท้าทาย เพราะนักลงทุนไม่ได้มองเพียงรายได้หรือขนาดของกิจการ แต่กำลังมองหาธุรกิจที่มีเทคโนโลยี บุคลากร โรงงาน มาตรฐานการผลิต และตำแหน่งที่สำคัญในห่วงโซ่อุปทาน

บริษัทไทยที่สามารถยกระดับเทคโนโลยี ปรับเข้าสู่ระบบอัตโนมัติ พัฒนาบุคลากร และเชื่อมตัวเองเข้ากับอุตสาหกรรมใหม่อย่าง AI และ EV จึงมีโอกาสกลายเป็นเป้าหมายการลงทุนหรือพันธมิตรของบริษัทต่างชาติมากขึ้น

คลื่น M&A ระลอกใหม่จึงไม่ได้หมายถึงเพียง “ต่างชาติเข้ามาซื้อกิจการไทย” แต่ยังเป็นโอกาสให้บริษัทไทยใช้เงินทุน เทคโนโลยี และเครือข่ายจากต่างประเทศ เพื่อยกระดับตัวเองขึ้นไปอยู่ในห่วงโซ่มูลค่าที่สูงกว่าเดิม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง