"รัฐบาล" สั่งเร่งแก้ความแออัดสุวรรณภูมิ

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ และนายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อประชุมหารือบูรณาการความร่วมมือในการยกระดับประสบการณ์และอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว โดยให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาความแออัดในช่วงเวลาเร่งด่วน การเพิ่มประสิทธิภาพขั้นตอนตรวจคนเข้าเมือง และการสร้างความประทับใจตั้งแต่ก้าวแรกที่นักเดินทางเดินทางถึงประเทศไทย
ทั้งนี้ รัฐบาลมองการเดินทางและการท่องเที่ยวเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจในภาพรวม เพราะนักเดินทางหนึ่งคนไม่ได้สร้างรายได้เฉพาะธุรกิจท่องเที่ยว แต่เชื่อมโยงตั้งแต่สายการบิน สนามบิน การเดินทาง โรงแรม ร้านอาหาร การค้าปลีก ไปจนถึงบริการต่าง ๆ ดังนั้น ประสบการณ์ตั้งแต่เดินทางถึงสนามบิน ผ่านขั้นตอนตรวจคนเข้าเมือง จนถึงการเดินทางออกจากสนามบิน จึงเป็นห่วงโซ่ที่ทุกหน่วยงานต้องร่วมกันดูแล
ข้อมูลจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิระบุว่า ในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว สนามบินมีผู้โดยสารสูงสุดเฉลี่ยประมาณ 190,000 คนต่อวัน ขณะที่ช่วงนอกฤดูกาลอยู่ที่ประมาณ 140,000–150,000 คนต่อวัน โดยเฉพาะผู้โดยสารขาเข้าระหว่างประเทศมีประมาณ 70,000 คนต่อวัน และในช่วงเวลาเร่งด่วนประมาณ 13.00–17.00 น. อาจมีผู้โดยสารเข้าสู่พื้นที่ตรวจคนเข้าเมืองประมาณ 5,000–6,000 คนต่อชั่วโมง จึงจำเป็นต้องบริหารทั้งกำลังเจ้าหน้าที่ ช่องตรวจ และพื้นที่ให้สอดคล้องกับปริมาณผู้โดยสารในแต่ละช่วงเวลา
สำหรับมาตรการเร่งด่วน ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจะเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พื้นที่ตรวจคนเข้าเมืองทั้ง 3 โซน โดยบริหารการเปิดใช้และกระจายผู้โดยสารไปยังพื้นที่ที่มีความหนาแน่นน้อยกว่า รวมถึงใช้พื้นที่โถงส่วนกลางเพื่อเพิ่มความสามารถในการระบายผู้โดยสาร พร้อมจัดกำลังเจ้าหน้าที่ให้สอดคล้องกับช่วงเวลาที่มีเที่ยวบินและผู้โดยสารหนาแน่น
อีกมาตรการสำคัญคือการขยายการใช้ช่องตรวจหนังสือเดินทางอัตโนมัติ หรือ Auto Gate โดยสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองได้เห็นชอบในหลักการให้เพิ่มสิทธิ์อีก 31 สัญชาติ จากกลุ่มที่สามารถใช้บริการอยู่ในปัจจุบัน และขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการลงนาม คาดว่าจะสามารถดำเนินการได้ภายในสิ้นเดือนสิงหาคม 2569
การพิจารณาสัญชาติที่จะเพิ่มสิทธิ์ใช้ Auto Gate อาศัยข้อมูลหลายด้าน ทั้งสถิติการปฏิเสธการเข้าเมือง ดัชนี Henley Passport Index ตลอดจนข้อพิจารณาด้านกฎหมายและความมั่นคง โดยเมื่อดำเนินการแล้ว คาดว่าจะเพิ่มกลุ่มผู้โดยสารที่มีโอกาสใช้ Auto Gate ได้ประมาณ 6.5 ล้านคน รวมถึงผู้ถือวีซ่าระยะยาวบางกลุ่มอีกราว 900,000 คน
หากระบบสามารถดำเนินการได้เต็มประสิทธิภาพ คาดว่าผู้โดยสารขาเข้าประมาณร้อยละ 53 จะสามารถผ่าน Auto Gate ขณะที่อีกร้อยละ 47 ยังคงผ่านการตรวจโดยเจ้าหน้าที่ ทั้งนี้ การเปิดใช้จะทยอยดำเนินการตามความพร้อมของอุปกรณ์ ระบบรักษาความปลอดภัย และข้อมูลชีวมิติ โดยผู้ที่เคยเดินทางเข้าประเทศไทยและมีข้อมูลในระบบอาจสามารถใช้ช่องอัตโนมัติได้ก่อน ส่วนผู้เดินทางครั้งแรกยังจำเป็นต้องผ่านกระบวนการจัดเก็บข้อมูลชีวมิติ
“เป้าหมายไม่ใช่เพียงทำให้คิวสั้นลง แต่ต้องทำให้ประสบการณ์ตั้งแต่นักท่องเที่ยวก้าวลงจากเครื่องบินเป็นไปอย่างสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย การเพิ่ม Auto Gate และการบริหารพื้นที่ตรวจคนเข้าเมืองให้เหมาะกับช่วงเวลาที่ผู้โดยสารหนาแน่น เป็นสิ่งที่สามารถเร่งดำเนินการได้ ขณะเดียวกันมาตรฐานด้านความมั่นคงและการตรวจสอบบุคคลที่จำเป็นต้องตรวจเป็นพิเศษยังคงต้องดำเนินการอย่างเข้มงวด” นางสาวลลิดากล่าว
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ประชุมยังให้ความสำคัญกับปัญหาการกรอก Thailand Digital Arrival Card หรือ TDAC หลังพบว่านักท่องเที่ยวบางรายค้นหาช่องทางกรอกข้อมูลผ่านเครื่องมือค้นหาแล้วเข้าสู่เว็บไซต์ที่ไม่ใช่ช่องทางทางการ ซึ่งบางแห่งเรียกเก็บค่าบริการ และบางกรณีอาจสร้างความเข้าใจผิดหรือมีความเสี่ยงต่อการหลอกลวง
จึงจะเร่งประชาสัมพันธ์ช่องทางทางการและ QR Code ที่ถูกต้อง พร้อมประสานสายการบินให้ช่วยแจ้งผู้โดยสารตั้งแต่ก่อนเดินทาง โดยขอย้ำว่า การยื่น TDAC ผ่านระบบทางการไม่มีค่าธรรมเนียม นักเดินทางจึงควรตรวจสอบช่องทางให้ถูกต้องก่อนกรอกข้อมูลหรือชำระเงินใด ๆ
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังหารือถึงการเพิ่มพื้นที่พักคอยและสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้โดยสารที่เดินทางมาถึงสนามบินล่วงหน้า การจัดพื้นที่สำหรับผู้โดยสารต่อเครื่อง ตลอดจนแนวทางพัฒนาพื้นที่ในระยะยาว เพื่อรองรับการเติบโตของจำนวนผู้โดยสารและกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับการบิน
นางศุภจีย้ำว่า ประเด็นที่สามารถแก้ไขได้ทันทีจะเร่งประสานหน่วยงานให้ดำเนินการ ขณะที่ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย โครงสร้างพื้นฐาน หรือการลงทุนระยะยาว จะนำไปหารือและวางกรอบการดำเนินงานในระดับรัฐบาล โดยเป้าหมายสำคัญคือให้ทุกหน่วยงานทำงานร่วมกันตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง เพื่อให้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเป็นประตูประเทศที่สร้างความประทับใจ อำนวยความสะดวกแก่นักเดินทาง และสนับสนุนความสามารถในการแข่งขันของการท่องเที่ยวไทยในระยะยาว.
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
