รีเซต

ส.อ.ท. จับตาสถานการณ์น้ำหลายพื้นที่ ย้ำภาคอุตสาหกรรมรับมือเชิงรุก–ทบทวน BCP

ส.อ.ท. จับตาสถานการณ์น้ำหลายพื้นที่ ย้ำภาคอุตสาหกรรมรับมือเชิงรุก–ทบทวน BCP
TNN ช่อง16
28 กันยายน 2569 ( 09:11 )

สถาบันน้ำ สิ่งแวดล้อม และ Climate Change สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ติดตามสถานการณ์ฝนและน้ำอย่างต่อเนื่อง โดยประเมินว่า แม้แนวโน้มฝนโดยรวมเริ่มลดลง แต่ความเสี่ยงด้านน้ำยังไม่สิ้นสุดและแตกต่างกันตามพื้นที่จากทั้งฝนสะสม น้ำหลาก น้ำเหนือ การระบายน้ำในลุ่มน้ำหลัก และระดับน้ำในเขื่อนและอ่างเก็บน้ำ 

ข้อมูลวันที่ 28 กันยายน 2569 ระบุว่า ปริมาณน้ำในแหล่งน้ำทั่วประเทศอยู่ที่ 61,808 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 77% ของความจุเก็บกัก โดยภาคตะวันตกมีน้ำในอ่างประมาณ 89% และภาคตะวันออก 85% ขณะที่ฝนสูงสุดรายภาคพบที่ ระยอง 289 มิลลิเมตร กาญจนบุรี 238 มิลลิเมตร ระนอง 135 มิลลิเมตร อุทัยธานี 110 มิลลิเมตร และสุพรรณบุรี 92 มิลลิเมตร 

กรมอุตุนิยมวิทยาคาดว่า ช่วงวันที่ 29 กันยายน –3 ตุลาคม 2569 ประเทศไทยจะมีฝนลดลง แต่ยังมีฝนหนักบางแห่งด้านตะวันตกของภาคเหนือและภาคกลาง จึงยังต้องติดตามฝนสะสม น้ำหลาก และน้ำที่ส่งผ่านลงสู่พื้นที่ปลายน้ำ โดยพื้นที่เสี่ยงฝนหนักถึงหนักมาก ได้แก่ ตาก กำแพงเพชร นครสวรรค์ อุทัยธานี สุพรรณบุรี กาญจนบุรี ราชบุรี นครนายก ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ระนอง และพังงา โดยมีรายละเอียดดังนี้ 

1. ลุ่มเจ้าพระยา: 

น้ำเหนือเพิ่ม จับตาการระบายและพื้นที่ตอนกลาง–ตอนล่าง ข้อมูลวันที่ 28 กันยายน เวลา 06.00 น. สถานี C.2 อำเภอเมืองนครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 1,904 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพิ่มจากวันก่อน ระดับน้ำ 22.47 เมตรเทียบกับระดับน้ำทะเลปานกลาง ต่ำกว่าตลิ่ง 3.23 เมตร ขณะที่เขื่อนเจ้าพระยาระบาย 1,950 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที 

กรมชลประทานมีการพิจารณากรอบการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาที่ 2,000–2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยมีแนวทางควบคุมการระบายจริงไม่เกินประมาณ 2,300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ตามสถานการณ์น้ำเหนือและฝนในพื้นที่ หากเพิ่มการระบาย ระดับน้ำตอนกลางและตอนล่างอาจสูงขึ้น จึงต้องติดตามแนว ชัยนาท–สิงห์บุรี–อ่างทอง–พระนครศรีอยุธยา–ปทุมธานี–นนทบุรี ต่อเนื่องถึงกรุงเทพฯ โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำ นอกคันกั้นน้ำ พื้นที่ริมแม่น้ำ และพื้นที่เชื่อมโยงฐานการผลิตและโลจิสติกส์ 


สำหรับภาคอุตสาหกรรม ควรติดตาม C.2 การระบายเขื่อนเจ้าพระยา ระดับน้ำตามสถานีระหว่างทาง และ C.29 บางไทร เพื่อใช้เป็นสัญญาณปรับมาตรการและ BCP สำหรับพื้นที่ตอนล่าง 

2. ภาคตะวันตก–ลุ่มแม่กลอง: 

ติดตามใกล้ชิด หลังมีหนังสือแจ้งเตือนเพิ่มการระบาย ภาคตะวันตกเป็นพื้นที่สำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด จากทั้งฝนสะสมสูง ปริมาณน้ำในอ่างที่อยู่ในระดับสูง และน้ำจากพื้นที่ต้นน้ำที่ยังไหลลงสู่ระบบ โดยกาญจนบุรีมีฝนสูงสุดของภาค 238 มิลลิเมตร ขณะที่ปริมาณน้ำในอ่างของภาคตะวันตกอยู่ที่ประมาณ 89% ของความจุ 

ล่าสุด สำนักงานชลประทานที่ 13 ออกหนังสือแจ้งเตือนอย่างเป็นทางการ เรื่องการปรับเพิ่มการระบายน้ำผ่านเขื่อนแม่กลองมากกว่า 1,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เนื่องจากปริมาณน้ำในแม่น้ำแควน้อยและแควใหญ่ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และระดับน้ำท้ายเขื่อนมีแนวโน้มสูงขึ้น 

ข้อมูลวันที่ 28 กันยายน เวลา 06.00 น. เขื่อนแม่กลองระบายน้ำท้ายเขื่อนอยู่ที่ 1,313 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ระดับน้ำเหนือเขื่อน 22.40 เมตรเทียบกับระดับน้ำทะเลปานกลาง และท้ายเขื่อน 15.93 เมตรเทียบกับระดับน้ำทะเลปานกลางพื้นที่ กาญจนบุรี–ราชบุรี–สมุทรสงคราม โดยเฉพาะพื้นที่ริมแม่น้ำ พื้นที่ลุ่มต่ำ และนอกแนวป้องกันน้ำท่วม จึงต้องติดตามใกล้ชิด 

พร้อมกันนี้ยังต้องติดตามเขื่อนวชิราลงกรณ เขื่อนศรีนครินทร์ และเขื่อนแก่งกระจาน เนื่องจากฝนสะสมและปริมาณน้ำในระบบอ่างมีผลต่อการบริหารน้ำระยะต่อไป 

สำหรับภาคอุตสาหกรรม ความเสี่ยงครอบคลุมทั้งสถานประกอบการ แรงงาน เส้นทางขนส่ง วัตถุดิบ การส่งมอบสินค้าและระบบโลจิสติกส์ ที่เชื่อมพื้นที่ภาคตะวันตกกับสมุทรสาคร กรุงเทพฯ และภาคกลางตอนล่าง 

3. ภาคตะวันออก: 

ฝนสะสมสูง ขณะที่น้ำในอ่างอยู่ที่ 85% ภาคตะวันออกยังต้องติดตามต่อเนื่อง โดยระยองมีฝนสูงสุด 289 มิลลิเมตร ขณะที่น้ำในอ่างเก็บน้ำของภาคอยู่ที่ประมาณ 2,695 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 85% ของความจุ 

พื้นที่สำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ 

นครนายก ซึ่งมีน้ำจากเขาใหญ่ไหลลงเขื่อนขุนด่านปราการชลต่อเนื่อง 

ปราจีนบุรี ซึ่งรับมวลน้ำจากแควหนุมานและคลองพระปรง 

สระแก้ว ที่มีการบริหารการระบายน้ำคลองพระสะทึง 

ฉะเชิงเทรา ที่ต้องติดตามอ่างเก็บน้ำคลองสียัดและแม่น้ำบางปะกง 

รวมถึง ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด ซึ่งยังต้องเฝ้าระวังระดับน้ำ การระบายน้ำ และผลกระทบต่อพื้นที่ชุมชน คมนาคม และฐานอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง 

แม้ฝนบางพื้นที่เริ่มลดลง แต่ยังต้องติดตามระดับน้ำในลำน้ำ ปริมาณน้ำในอ่าง พื้นที่ท้ายอ่าง และสถานการณ์จริงรอบพื้นที่อุตสาหกรรม เนื่องจากน้ำจากพื้นที่ต้นน้ำยังสามารถส่งผลต่อการผลิต การขนส่ง และระบบสาธารณูปโภคในพื้นที่ปลายน้ำได้ 

4. พื้นที่อื่นยังต้องเฝ้าระวังตามสถานการณ์ 

สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติประกาศเฝ้าระวังน้ำหลากและน้ำท่วมขังช่วงวันที่ 26–30 กันยายน ครอบคลุมหลายพื้นที่ทั้งภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันตก ภาคตะวันออก กรุงเทพฯ–ปริมณฑล และบางส่วนของภาคใต้ โดยเฉพาะระนอง ซึ่งมีฝนสูงสุดของภาคใต้ประมาณ 135 มิลลิเมตร รวมถึงพื้นที่ลาดเชิงเขาและริมลำน้ำที่ยังมีความเสี่ยงน้ำป่าไหลหลากและน้ำท่วมฉับพลัน 

จากการประสานกับสภาอุตสาหกรรมจังหวัด พบว่าผลกระทบต่อสมาชิกแตกต่างกันตามพื้นที่ ส.อ.ท. จึงเน้นการบริหารสถานการณ์แบบ Area-based และปรับมาตรการตามระดับความเสี่ยงจริง 


ส.อ.ท. ย้ำรับมือเชิงรุก–ทบทวน BCP ให้พร้อมใช้งาน 

ส.อ.ท. ขอให้ผู้ประกอบการในพื้นที่เสี่ยง บริหารความเสี่ยงเชิงรุก โดยย้ายวัตถุดิบ สารเคมี อุปกรณ์ และทรัพย์สินสำคัญไปยังพื้นที่ปลอดภัย ตรวจสอบระบบไฟฟ้า เครื่องจักร ระบบสูบน้ำ แนวกั้นน้ำ และจุดเสี่ยงน้ำเข้าสถานประกอบการ พร้อมเตรียมมาตรการดูแลพนักงานและการเดินทางเข้า–ออกพื้นที่ พร้อมทบทวน แผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Plan: BCP) ให้พร้อมใช้งาน ครอบคลุมการผลิต แรงงาน การขนส่ง วัตถุดิบ ระบบไฟฟ้าและน้ำ ซัพพลายเออร์ ลูกค้า และซัพพลายเชน เพื่อรองรับกรณีการดำเนินธุรกิจได้รับผลกระทบหรือหยุดชะงัก 

สำหรับพื้นที่ที่มีน้ำเข้าท่วมแล้ว ให้เพิ่มความเข้มงวดด้านความปลอดภัยของบุคลากร ระบบไฟฟ้า เครื่องจักร สารเคมี น้ำมัน ระบบบำบัดน้ำเสีย กากอุตสาหกรรม และของเสียอันตราย เพื่อป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน 

“แม้แนวโน้มฝนโดยรวมเริ่มลดลง แต่ความเสี่ยงด้านน้ำยังไม่สิ้นสุด โดยเฉพาะลุ่มเจ้าพระยาและลุ่มแม่กลองที่ยังต้องติดตามน้ำจากพื้นที่ต้นน้ำและการบริหารการระบายอย่างใกล้ชิด ภาคอุตสาหกรรมจึงต้องบริหารความเสี่ยงแบบรายพื้นที่ และทบทวน BCP ให้พร้อมใช้งาน เพื่อรักษาความปลอดภัย ความต่อเนื่องของธุรกิจ และลดผลกระทบต่อ Supply Chain ชุมชน และสิ่งแวดล้อม” นายปรีดา วัชรเธียรสกุล รองประธาน ส.อ.ท. และประธานสถาบันน้ำ สิ่งแวดล้อม และ Climate Change กล่าว

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการควรต้องติดตามสถานการณ์จากกรมอุตุนิยมวิทยา ThaiWater/สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) กรมชลประทาน สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย รวมถึงสภาอุตสาหกรรมจังหวัด เพื่อประเมินสถานการณ์และปรับมาตรการรับมือให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่อย่างต่อเนื่อง


ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง