ยุโรปย้ำจุดยืน “พลังงานสีเขียว” ลดพึ่งพาพลังงานฟอสซิล ไม่สนคำวิจารณ์จาก “ทรัมป์”

เยอรมนี อังกฤษ เดนมาร์ก และอีกหลายประเทศในยุโรปยืนยันจุดยืนเดิมในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด โดยร่วมกันเร่งขยายการผลิตพลังงานลมนอกชายฝั่งผ่านโครงการขนาดใหญ่แบบข้ามพรมแดน เพื่อบรรลุเป้าหมายการผลิตพลังงาน 300 กิกกะวัตต์ภายในปี 2050 ซึ่งการยืนยันแผนการดังกล่าวนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” แสดงความไม่เห็นด้วยต่อการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานคาร์บอนต่ำในยุโรป ในระหว่างการประชุม World Economic Forum ณ เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยทรัมป์กล่าวอ้างว่ายิ่งประเทศใดก็ตามมีกังหันลมมากขึ้นเท่าใด ประเทศนั้นก็จะยิ่งสูญเสียเงินมากขึ้น
แม้ทรัมป์จะโจมตีนโยบายพลังงานสีเขียวอย่างเปิดเผย แต่ทางด้านผู้นำของยุโรปหลายประเทศกลับมองว่า พลังงานลมยังคงเป็นหัวใจสำคัญของความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาว โดยรัฐบาลยุโรป 9 ประเทศ จะยังคงร่วมกันเร่งพัฒนาโครงการพลังงานลมนอกชายฝั่ง โดยเฉพาะในพื้นที่เขตทะเลเหนือ เพื่อให้ได้กำลังการผลิตอย่างน้อย 100 กิกกะวัตต์ จากเป้าหมายทั้งหมด
การขยายพลังงานหมุนเวียนนอกชายฝั่งจะช่วยทำให้เกิดเสถียรภาพ และความสามารถในการเข้าถึงพลังงานในราคาที่เหมาะสมและเป็นธรรม และยังช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับท้องถิ่น สร้างความแข็งแกร่งให้กับภาคอุตสาหกรรม เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของยุโรป เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานจากภาคนอก และยังลดการพึ่งพาการใช้พลังงานฟอสซิล ซึ่งเป็นต้นเหตุของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
แม้ว่ากลุ่มประเทศยุโรปจะมุ่งมั่นในการพัฒนาพลังงานลม แต่การขยายกำลังการผลิตยังคงเผชิญกับอุปสรรคสำคัญ โดยเฉพาะด้านต้นทุนที่เป็นสาเหตุให้การประมูลโครงการฟาร์มกังกันลมล้มเหลวในหลายประเทศในช่วงที่ผ่านมา แต่อย่างไรก็ตาม ในปี 2025 ที่ผ่านมา สหภาพยุโรปสามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ได้มากกว่าพลังงานฟอสซิลเป็นครั้งแรก สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมพลังงานสะอาดอย่างเป็นรูปธรรม
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
