“สหรัฐฯ” เลือกตั้งกลางเทอม พลิกเศรษฐกิจ ?

วันที่ 3 พฤศจิกายน ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐฯ เป็นวันเลือกตั้งกลางเทอม ซึ่งชาวอเมริกันจะต้องออกไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาคองเกรส ทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา โดยผลการเลือกตั้งครั้งนี้จะชี้วัดว่าพรรครีพับลิกันของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และพรรคเดโมแครตที่เป็นฝ่ายค้านในขณะนี้ พรรคใดจะได้ควบคุมสภาคองเกรส และจะมีส่วนต่อการผลักดันนโยบายต่าง ๆ ของรัฐบาลที่ยังเหลือเวลาอีก 2 ปีนับจากนี้ โดยในปัจจุบันพรรครีพับลิกันมีคะแนนเสียงข้างมากในทั้ง 2 สภา ส่งผลให้สามารถผลักดันนโยบายต่าง ๆ ได้ค่อนข้างราบรื่น แต่หากพรรคเดโมแครตสามารถพลิกขึ้นมาครองอำนาจในสภาผู้แทนราษฎรหรือคว้าชัยทั้ง 2 สภา ก็จะทำให้การผลักดันนโยบายของรัฐบาลมีอุปสรรคมากขึ้น
การเลือกตั้งครั้งนี้ถูกจับตามองอย่างมาก เพราะต่างฝ่ายต่างก็สู้กันอย่างเต็มที่ และแม้พรรครีพับลิกันจะครองเสียงข้างมาก แต่ก็ห่างกันไม่กี่ที่นั่ง ในขณะที่พรรคเดโมแครตมีโอกาสจะยึดอำนาจควบคุมคองเกรสกลับมา เนื่องจากคะแนนนิยมของประธานาธิบดีทรัมป์ลดลงอย่างมากจากการสำรวจของ Silver Bulletin โดยในช่วงเริ่มต้นดำรงตำแหน่งมีคะแนนมากกว่าร้อยละ 50 แต่ลดลงเหลือร้อยละ 42 เมื่อผู้นำสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ ก่อนจะลดลงเหลือร้อยละ 37 ในปัจจุบัน
สำหรับสภาผู้แทนราษฎรจะมีการเลือกตั้งทั้งหมด 435 ที่นั่ง พรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมาก 218 ที่นั่ง ซึ่งเป็นจำนวนที่นั่งขั้นต่ำในการคว้าชัย บวกกับสมาชิกอิสระ 1 รายที่โหวตร่วมกับรีพับลิกัน เท่ากับรีพับลิกันมีเสียงรวม 219 ที่นั่ง ส่วนพรรคเดโมแครตมี 214 ที่นั่ง ขณะที่วุฒิสภามีทั้งหมด 100 ที่นั่ง แต่เนื่องจากดำรงตำแหน่งวาระละ 6 ปี ทำให้ราว 1 ใน 3 จะมีการเลือกตั้งใหม่ทุก 2 ปี ในครั้งนี้มีการเลือกตั้งเพียง 35 ที่นั่ง ทั้งนี้ พรรครีพับลิกันมีเสียงข้างมากในวุฒิสภา 53 ที่นั่ง และเดโมแครตมี 45 ที่นั่ง ส่วนอีก 2 ที่นั่งมาจากสมาชิกอิสระที่โหวตหนุนพรรคเดโมแครต เท่ากับพรรคเดโมแครตมีเสียงในสภาสูง 47 ที่นั่ง ดังนั้น หากพรรคเดโมแครตชนะการเลือกตั้งและครองเสียงข้างมาก ไม่ว่าจะในสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภา ประธานาธิบดีทรัมป์ก็จะเผชิญความยากลำบากในการผลักดันกฎหมายต่าง ๆ ผ่านสภาคองเกรส
ปัจจัยชี้ขาดการเลือกตั้งครั้งนี้ หนีไม่พ้นเรื่องเศรษฐกิจ ซึ่ง “พิว รีเสิร์ช” ระบุว่า ร้อยละ 84 ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวอเมริกันให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอันดับแรก ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับราคาน้ำมันที่พุ่งสูงจากสงครามสหรัฐฯ กับอิหร่าน และอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นมากกว่าค่าจ้าง ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีทรัมป์ก็ให้คำมั่นในวันแรกของการเข้ารับตำแหน่งที่จะทำให้สหรัฐฯ เข้าสู่ยุคทองด้านเศรษฐกิจ แต่หากเทียบกับช่วงก่อนหน้าที่เขาจะรับตำแหน่ง ตัวเลข GDP ในปัจจุบันก็ไม่ได้ดีกว่ากันมากนัก
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเศรษฐกิจล่าสุด สะท้อนว่า GDP ของสหรัฐฯ ยังคงเติบโต แต่เป็นการเติบโตในอัตราที่ไม่หวือหวา โดยในไตรมาส 3 GDP ขยายตัวที่ร้อยละ 3.4 มากสุดในรอบ 1 ปี ขยับขึ้นจากไตรมาส 2 ที่โตร้อยละ 2.2 และไตรมาสแรกที่โตร้อยละ 2.5 เนื่องจากผู้บริโภคยังคงใช้จ่ายอย่างแข็งแกร่ง ทั้งนี้ การใช้จ่ายของผู้บริโภค ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 2 ใน 3 ของเศรษฐกิจสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 3.8 ในไตรมาสเดือนกรกฎาคม-กันยายน ส่วนใหญ่มาจากการใช้จ่ายในภาคบริการ ประกอบกับภาคธุรกิจก็เพิ่มการลงทุนในด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างต่อเนื่อง
ขณะที่ภาพรวมด้านการค้าไม่ได้เป็นไปตามที่รัฐบาลคาดหวังไว้ แม้ประธานาธิบดีทรัมป์จะต้องการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศต่าง ๆ เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าและดึงงานด้านการผลิตกลับมายังสหรัฐฯ แต่ข้อมูลการย้ายฐานการผลิตเข้าสหรัฐฯ ก็ยังไม่ชัดเจน นอกจากนี้ การนำเข้าก็ยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง การปรับขึ้นภาษีทำให้ราคาสินค้าสูงขึ้นดันอัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นห่างจากเป้าหมายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) แต่การนำเข้าส่วนหนึ่งมาจากความต้องการชิ้นส่วนสำหรับสร้างศูนย์ข้อมูล (Data Center) เพื่อรองรับการลงทุนด้าน AI ประกอบกับกฎหมายปฏิรูปภาษี One Big Beautiful Bill Act ก็มีส่วนจูงใจโครงการลงทุนขนาดใหญ่ ซึ่งการลงทุนเกี่ยวกับ AI มีส่วนอย่างมากต่อการเติบโตของ GDP สหรัฐฯ
แต่นักเศรษฐศาสตร์บางส่วนประเมินว่า การใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับ AI จะชะลอตัวลงบ้าง เนื่องจากนักลงทุนกำลังให้ความสำคัญกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นของโครงการระยะยาวที่ผลตอบแทนไม่แน่นอน บริษัทเทคโนโลยีได้กู้ยืมเงินจำนวนมหาศาลในช่วงปีที่ผ่านมาเพื่อใช้จ่ายในด้าน AI ซึ่งเป็นความเสี่ยงเชิงลบที่อาจเกิดขึ้นตามมา
การเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ในระดับมากกว่าร้อยละ 2 ถือว่าสูงเมื่อเทียบกับเขตเศรษฐกิจพัฒนาแล้วหลายแห่ง กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระบุในรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลกล่าสุดเดือนตุลาคม โดยคาดการณ์ว่า ในปีนี้สหรัฐฯ น่าจะมีการขยายตัวของ GDP อยู่ที่ราวร้อยละ 2.3 สูงสุดเมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ 7 แห่ง หรือ G7 ส่วน “เยอรมนี” ซึ่งเป็นเขตเศรษฐกิจขนาดใหญ่สุดของยุโรปที่มีแนวโน้มเติบโตที่ร้อยละ 1.3 เท่ากับ “อังกฤษ” ตามด้วย “แคนาดา” ที่น่าจะโตร้อยละ 1.1 ขณะที่อีก 3 ประเทศในกลุ่ม G7 มีแนวโน้ม GDP ขยายตัวไม่ถึงร้อยละ 1 ได้แก่ อิตาลี ที่น่าจะโตเพียงร้อยละ 0.8, ญี่ปุ่นร้อยละ 0.7 และฝรั่งเศสร้อยละ 0.4
แม้ตัวเลข GDP ของสหรัฐฯ จะเป็นผลงานที่ดีกว่าหลาย ๆ ประเทศ แต่สำหรับผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวอเมริกันอาจจะรู้สึกแตกต่างออกไป เพราะคำมั่นสัญญาของประธานาธิบดีทรัมป์ที่จะทำให้ค่าครองชีพลดลง กลับสวนทางกับความเป็นจริงที่ราคาสินค้ากลับสูงขึ้นเรื่อย ๆ ส่วนหนึ่งของปัญหาคือค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นไม่ทันกับราคาสินค้าที่พุ่งขึ้นแรงกว่า โดยค่าจ้างเฉลี่ยต่อชั่วโมงในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 3 ในปีที่แล้ว ขณะที่ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.7
นักวิเคราะห์บางรายอธิบายว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งตัดสินสภาวะเศรษฐกิจจากประสบการณ์ที่ได้รับ ไม่ใช่ตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจ และกรณีของราคาสินค้าที่สูงขึ้นในปัจจุบันก็เป็นผลมาจากนโยบายของประธานาธิบดีทรัมป์ ไม่ว่าจะเป็นภาษีนำเข้าที่สูงขึ้น รวมไปถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ทั้งนี้ ผลการศึกษาของ “เฟด” สาขานิวยอร์กพบว่า การปรับขึ้นภาษีนำเข้าส่งผลให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 2.9 ขณะเดียวกัน ผลกระทบอาจรุนแรงกว่านี้ หากไม่มีการระงับภาษีบางส่วนในภายหลัง และหากศาลสูงสุดไม่ได้เพิกถอนการบังคับใช้ภาษีต่าง ๆ ของประธานาธิบดีทรัมป์
น่าสังเกตว่า ไม่ว่าการเลือกตั้งกลางเทอมจะออกมาอย่างไร แต่สหรัฐฯ ยังคงเผชิญความท้าทายจากหนี้สาธารณะและแรงกดดันทางการคลัง เนื่องจากค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการและการจ่ายดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นอาจผลักดันภาระหนี้ของรัฐบาล บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ “ฟิทช์ เรตติงส์” ประเมินว่า การที่พรรคเดโมแครตควบคุมเสียงข้างมากใน 1 หรือ 2 สภา อาจเพิ่มโอกาสที่จะเกิดการต่อรองทางการเมืองเกี่ยวกับเพดานหนี้ของรัฐบาลกลางและการจัดสรรงบประมาณ ซึ่งอาจสร้างแรงกดดันเพิ่มเติมต่อการขาดดุลทางการคลังที่สูงอยู่แล้ว
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยพื้นฐานที่ขับเคลื่อนแนวโน้มทางการคลังของสหรัฐฯ จะยังคงอยู่ ไม่ว่าพรรคใดจะควบคุมสภาคองเกรส โดยรายจ่ายด้านสวัสดิการและการชำระหนี้ที่เพิ่มสูงขึ้นเป็นความท้าทายที่สำคัญของสหรัฐฯ ปัจจุบัน การขาดดุลงบประมาณของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ อยู่ที่เกือบ 2 ล้านล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นร้อยละ 6.1 ของ GDP ในปี2026 ส่วนการขาดดุลงบประมาณของรัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่นจะอยู่ที่ร้อยละ 7.5 ของ GDP ในปี 2026 การขาดดุลในระดับดังกล่าวเป็นระดับสูงที่สุดในบรรดาประเทศที่ได้รับการจัดอันดับเครดิตในระดับ 'AA'
ING ประเมิน 3 ฉากทัศน์ของการเลือกตั้งกลางเทอม โดยฉากทัศน์ 1 กรณีพรรครีพับลิกันชนะเด็ดขาด 2 สภา รัฐบาลประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศจะแจกเงิน 5,000 ดอลลาร์ รวมทั้งน่าจะมีท่าทีแข็งกร้าวต่ออิหร่านมากขึ้น รวมถึงเดินหน้ามาตรการกำแพงภาษีต่อไป ในส่วนผลกระทบต่อเงินดอลลาร์และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (บอนด์ยีลด์) มีแนวโน้มจะพุ่งสูง ส่วนฉากทัศน์ 2 พรรคเดโมแครตชนะสภาล่าง ส่วนพรรครีพับลิกันชนะสภาสูง มีความเป็นไปได้ที่จะเผชิญภาวะชัตดาวน์ หรือปิดทำการหน่วยงานรัฐบาลกลางในปี 2027 รวมถึงประธานาธิบดีทรัมป์จะเน้นใช้นโยบายการค้าและต่างประเทศที่มีอำนาจอยู่ ส่วนผลกระทบดอลลาร์และบอนด์ยีลด์จะทรงตัว และฉากทัศน์สุดท้าย พรรคเดโมแครตชนะเบ็ดเสร็จ 2 สภา อาจนำไปสู่กระบวนการถอดถอนประธานาธิบดีครั้งใหม่ รวมถึงตรวจสอบนโยบายต่ออิหร่านเข้มงวดขึ้น ภาษีการค้าอาจเชื่อมโยงกับพันธมิตรในยุโรปและเอเชียที่กำลังเพิ่มงบประมาณด้านการป้องกันประเทศและการสนับสนุนการใช้จ่ายต่อต้านอิหร่าน ส่วนดอลลาร์อาจอ่อนค่าลงและบอนด์ยีลด์ขยับขึ้นไม่แรงมาก
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
