ยกระดับคุมเข้ม “อีโบลา” กักตัวผู้เดินทางจาก “ดีอาร์คองโก-ยูกันดา” ฝ่าฝืนมีโทษ

ยกระดับคุมเข้ม “อีโบลา” เห็นชอบแนวทางกักตัวผู้เดินทางจาก “ดีอาร์คองโก – ยูกันดา”
นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ ครั้งที่ 3/2569 ว่า จากสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา สายพันธุ์ Bundibugyo ในทวีปแอฟริกา ซึ่งองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ประกาศให้เป็นภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขระหว่างประเทศ (PHEIC)
ปัจจุบันพบการระบาดหลักในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (มีผู้ป่วยสงสัย 867 ราย เสียชีวิต 214 ราย) และสาธารณรัฐยูกันดา (พบผู้ป่วยยืนยัน 5 ราย เสียชีวิต 1 ราย) แม้ประเทศไทยจะยังไม่พบผู้ติดเชื้อ แต่เนื่องจากโรคนี้มีความรุนแรงสูงและมีระยะฟักตัวนานถึง 21 วัน กระทรวงสาธารณสุขจึงได้ประกาศให้ทั้ง 2 ประเทศดังกล่าวเป็นเขตติดโรคติดต่ออันตราย เพื่อดำเนินมาตรการสกัดกั้นโรคอย่างเข้มงวด
มาตรการแยกกักหรือกักกันผู้เดินทางเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 21 วัน
นายแพทย์มณเฑียร กล่าวต่อว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ยกระดับมาตรการสำหรับผู้ที่มีประวัติเดินทางมาจากหรือผ่านประเทศที่เป็นเขตติดโรคติดต่ออันตราย กรณีโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา ทั้ง 2 ประเทศ โดยปรับแนวทางเพื่อให้เจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อนำไปดำเนินการ จาก “คุมไว้สังเกต” เป็นการแยกกักหรือกักกันผู้เดินทางเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 21 วัน ดังนี้
- 1) กรณีไม่มีอาการ ให้ “กักกัน” (Quarantine) ณ สถานที่ที่เจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อกำหนด
- 2) กรณีมีอาการ ให้ “แยกกัก” (Isolation) ณ สถานพยาบาลของรัฐที่เจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อกำหนด พร้อมทั้งเห็นชอบให้เสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการกำหนดให้ผู้เดินทางที่มาจากหรือผ่านสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกและสาธารณรัฐยูกันดา เดินทางเข้ามาประเทศไทยผ่านทางท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเพียงแห่งเดียว และให้กรมควบคุมโรคจัดเตรียมความพร้อมสถานที่กักกัน
สำหรับผู้เดินทางที่เข้ามาประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 27 พฤษภาคม 2569 เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป โดยกรมควบคุมโรคจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินมาตรการที่เหมาะสมเป็นระยะ
ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อ มีโทษทั้งจำทั้งปรับ
สำหรับผู้เดินทางที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อ ตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 มีบทกำหนดโทษที่สำคัญ
- กรณีฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อ ที่สั่งให้แยกกักหรือกักกัน ตามมาตรา 34 (1) มีโทษปรับไม่เกิน 20,000 บาท (ตามมาตรา 51)
- กรณีฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อที่สั่งห้ามไม่ให้ออกจากสถานที่แยกกักหรือกักกัน ตามมาตรา 34 (7) มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (ตามมาตรา 52)
ขอความร่วมมือผู้เดินทางทุกคนให้ข้อมูลประวัติการเดินทางตามความเป็นจริง เพื่อป้องกันและควบคุมโรคอย่างมีประสิทธิภาพ และขอให้ประชาชนมั่นใจในระบบการเฝ้าระวังของประเทศไทยที่มีความพร้อมทั้งด้านบุคลากร เวชภัณฑ์ และห้องปฏิบัติการระดับสูง
ทั้งนี้ โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลาติดต่อผ่านการสัมผัสสารคัดหลั่ง เลือด ของผู้ติดเชื้อ ไม่แพร่ผ่านการไอ จาม หรือฝอยละอองเหมือนโควิด 19 และไข้หวัดใหญ่ จึงทำให้การแพร่กระจายเกิดได้ช้ากว่า โดยระยะฟักตัวของโรคอยู่ที่ 2 - 21 วัน อาการเริ่มต้นคล้ายไข้หวัดใหญ่ ได้แก่ ไข้สูงเฉียบพลัน ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อาเจียน ท้องเสีย ในกรณีรุนแรงอาจจะมีเลือดออกผิดปกติ อัตราการเสียชีวิตสูงถึงร้อยละ 40 - 80 จากสถานการณ์ที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น องค์การอนามัยโลก หรือ WHO ได้ประกาศให้การระบาดครั้งนี้เป็น “ภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขระหว่างประเทศ” เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2569 และยืนยันว่ายังไม่ถึงขั้นแพร่กระจายไปทั่วโลก
"กักกัน" กับ "แยกกัก" ต่างกันอย่างไร ในสถานการณ์เฝ้าระวังโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา
ข้อมูลจาก กรมควบคุมโรค
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
