รีเซต

รัฐบาลเร่ง Quick Big Win ตั้งเป้า 6 เดือนเห็นผลงาน 4 ปีปฏิรูปประเทศครบวงจร

รัฐบาลเร่ง Quick Big Win ตั้งเป้า 6 เดือนเห็นผลงาน 4 ปีปฏิรูปประเทศครบวงจร
ทันหุ้น
19 มิถุนายน 2569 ( 13:57 )

#ทันหุ้น รัฐบาลเร่ง Quick Big Win ตั้งเป้า 6 เดือนเห็นผลงาน 4 ปีปฏิรูปประเทศครบวงจร โดยนายกฯ นำทีม กรอ. วางโรดแมปปฏิรูปลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน–พลังงาน–การศึกษา ยกระดับขีดความสามารถแข่งขัน

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกล่าวว่า รัฐบาลเตรียม Set Agenda ปฏิรูปประเทศใน 4 ปีข้างหน้า โดยในการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน(กรอ.)ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และมีตนเป็นรองประธานนั้น จะเน้นการวางโครงการระยะยาวเพื่อปฏิรูปประเทศ เน้นการขับเคลื่อนโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระยะยาว การปฏิรูปภาคพลังงาน ,ยกระดับการศึกษา และการหาตลาดใหม่ของประเทศ รวมถึงการแก้ไขกฎระเบียบที่ไม่เอื้อต่อการลงทุน ซึ่งเป็นประเด็นที่ทาง Rating Agency มองว่าประเทศไทยยังมีปัญหาในเรื่องนี้

เขากล่าวว่า การแก้ไขปัญหากฎระเบียบที่ไม่เอื้อต่อการลงทุนนั้น BOI จะทำผ่านโครงการ BOI Thailand Fast Pass ซึ่งจะเริ่มในวันอังคารนี้ ซึ่งจะช่วยปลดล็อคการลงทุนให้เร็วมากขึ้น

“รัฐบาลจะทำ Quick Big Win สำหรับการปฏิรูปประเทศ ว่า ใน 6 เดือน, 1 ปี จะเห็นอะไร และใน 4 ปีเราจะเห็นการปฏิรูปประเทศอย่างไร”

เขากล่าวอีกว่า การประชุม กรอ.ในวันจันทร์ที่  22 มิ..นี้  จะมีนายกสมาพันธ SME ไทยเข้าร่วมด้วยเพราะเราต้องการให้การเติบโตของประเทศ กระจายไปถึง SMEs ไทยด้วย หรือเป็นการเติบโตแบบInclusive  โดย BOI จะปรับยุทธศาสตร์การลงทุนของ FDI ให้ใช้ Local content มากขึ้น เพื่อให้เกิดSupply Chain ในประเทศไทย เช่นเดียวกับยุคปี 1981 ที่นักลงทุนญี่ปุ่นย้ายฐานการผลิตมาไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมรถยนต์ ทำให้ Supply Chain ในอุตสาหกรรมนี้เติบโต เช่น บริษัทไทยซัมมิต ขณะที่โลกยุคปัจจุบันต้องไปไกลกว่านั้นโดยใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่

เขากล่าวว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมสมัยใหม่อย่าง AI นั้น จะต้องมี Data Center  ซึ่งหากมี Data Center ในไทย จะทำให้สามารถต่อยอดไปสู่ อุตสาหกรรม Cloud Service  ซึ่ง BOI กำลังหาแนวทางในการใช้บริการ Cloud Service ที่ถูกลง

เขากล่าวว่า เราไม่เน้นการทำนโยบายระยะสั้น ดังนั้น GDP ในปีนี้ไม่ใช่เป้าหมายของรัฐบาล แต่เรายังต้องการทำให้ GDP ในปีนี้มากกว่า 2 % 

หัวใจคือ เราต้องรักษาจุดแข็งของเรา คือ เสถียรภาพ ของประเทศ และกำจัดจุดอ่อนของประเทศ คือการพึ่งพาพลังงานในระดับที่สูง ดังนั้นเราต้องทำโครงการเพื่อเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงาน รวมถึงยกทักษะแรงงาน และปรับปรุงกฎระเบียบการลงทุน” นายเอกนิติ กล่าว

ทั้งนี้ UMD ได้จัดอันดับขีดความสามารถแข่งขันของไทย ให้อยู่ในอันดับที่ 26  ดีขึ้นกว่าปีที่แล้วที่อยู่ที่อันดับ 30 จากประเทศที่ถูกจัดอับดับทั้งหมด 70 ประเทศ แต่ในประเด็นด้านพลังงาน ไทยอยู่ในอันดับท้าย คืออยู่ในอันดับ 67  เพราะเรามีการพึ่งพาพลังงานจากนอกประเทศสูง ( Energy Intensity) สะท้อนผ่านดุลบัญชีเดินสะพัดในเดือนเมษายนนี้ ที่ขาดดุล โดยไทยนำเข้าพลังงานคิดเป็นสัดส่วนเกือบ10 % ของ GDP

เขายังกล่าวถึงการจัดอันดับเครดิตของประเทศ ล่าสุดโดย S&P ว่า S&P ยังคงอันดับ Credit Rating ของประเทศ โดยไทยมีจุดแข็งจากเสถียรภาพภายนอก ที่มีทุนสำรองระหว่างประเทศสูงถึง 3 แสนล้านเหรียญสหรัฐ มากกว่าหนี้ระยะสั้นกว่า 2.5 เท่า ขณะที่อัตราการว่างงานในประเทศต่ำ และ S&P มองว่าการลงทุนของประเทศดีขึ้น

ขณะที่ S&P มองว่า การที่รัฐบาลมีเสถียรภาพ เป็นส่วนสำคัญที่เอื้อให้รัฐบาลสามารถปฏิรูป โครงสร้างประเทศได้

เราต้องมีการปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐาน ด้านพลังงาน,ทักษะแรงงาน,การศึกษา และระบบสาธารณสุข ซึ่งIMD ยังเป็นห่วงในเรื่องเหล่านี้” นายเอกนิติ กล่าว และว่า S&P ไม่ได้ห่วงในเรื่องระดับหนี้สาธารณะของรัฐบาล แต่ห่วงว่า ประเทศไทย จะใช้อะไรในการผลักดันการเติบโตประเทศ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง