รีเซต

Meta เปิดตัว Muse Spark ชิงเกม AI โลก ดันโมเดลใหม่สู้ ChatGPT และ Gemini

Meta เปิดตัว Muse Spark ชิงเกม AI โลก ดันโมเดลใหม่สู้ ChatGPT และ Gemini
TNN ช่อง16
10 เมษายน 2569 ( 01:54 )
10

การเปิดตัวครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อกอบกู้สถานการณ์และช่วงชิงพื้นที่ในตลาด AI ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วและถูกยึดครองโดยบริษัทยักษ์ใหญ่ เช่น OpenAI, Anthropic และ Google หลังจากที่โมเดลเรือธงรุ่นก่อนหน้าอย่าง Llama 4 มีผลตอบรับที่ไม่ค่อยน่าประทับใจนักจากกลุ่มนักพัฒนา 

โปรเจกต์สำคัญ Muse Spark ตัวใหม่นี้อยู่ภายใต้การนำทัพของอเล็กซานเดอร์ หวัง (Alexandr Wang) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่าย AI ที่เข้ามาร่วมงานกับ Meta ได้เพียง 9 เดือน หลังจากที่บริษัทได้ทุ่มเม็ดเงินลงทุนมูลค่า 1.43 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ 458,000 ล้านบาท ในบริษัท Scale AI ที่เขาเคยดำรงตำแหน่งซีอีโอ

ความสามารถและเทคโนโลยีที่ก้าวกระโดด Muse Spark ได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมดให้เป็นโมเดลที่มีขนาดเล็กและทำงานได้รวดเร็วขึ้น แต่ยังคงขีดความสามารถสูงในการใช้เหตุผลเพื่อแก้ปัญหาที่ซับซ้อนในด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และสุขภาพ

โมเดลนี้เป็นระบบ Multimodal หรือระบบที่ถูกสร้างขึ้นมาให้สามารถบูรณาการข้อมูลทางภาพ (Visual information) มาตั้งแต่เริ่มต้น และรองรับการใช้งานเครื่องมือต่าง ๆ และมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ด้วยภาพ (Visual chain of thought) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ไฮไลต์สำคัญของการเปิดตัวครั้งนี้ คือ ฟีเจอร์ Contemplating mode ซึ่งเป็นการใช้ AI หลายเอเจนต์ (Multi-agent) ช่วยกันประมวลผลและคิดอย่างขนานกัน ทำให้ Muse Spark สามารถยกระดับความสามารถในการให้เหตุผลขั้นสูงจนสามารถแข่งขันกับโมเดลชั้นแนวหน้าอย่าง Gemini Deep Think และ GPT Pro ได้

นอกจากนี้ การยกเครื่องสถาปัตยกรรมและการปรับปรุงข้อมูลใหม่ทำให้ Muse Spark ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูง โดยใช้พลังงานประมวลผล (Compute) น้อยกว่าโมเดลรุ่นเก่าอย่าง Llama 4 Maverick ถึงหนึ่งออเดอร์ออฟแมกนิจูด (Order of magnitude) แต่ยังคงให้ขีดความสามารถที่ทัดเทียมกัน

กลยุทธ์ทางธุรกิจและการลงทุนเพื่ออนาคต แตกต่างจากแนวทางโอเพนซอร์สของตระกูล Llama ที่ผ่านมาซึ่งเป็นระบบเปิดโอเพนซอร์ส (Open Source ) แต่โมเดล Muse Spark ในช่วงแรกนี้จะเป็นระบบปิด (Proprietary) แม้ว่าทางบริษัท Meta จะระบุถึงความหวังที่จะเปิดเป็นโอเพนซอร์ส (Open Source ) ในเวอร์ชันอนาคตก็ตาม

บริษัทยังอยู่ระหว่างการทดลองโมเดลการหารายได้รูปแบบใหม่ โดยเปิดให้บุคคลที่สามสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีผ่าน API ได้ ซึ่งในปัจจุบันยังเปิดพรีวิวแบบส่วนตัวให้เฉพาะพาร์ทเนอร์ที่ได้รับเลือก และมีแผนจะขยายการให้บริการแบบเสียเงินสู่สาธารณะต่อไป

และเพื่อรองรับการแข่งขันระดับโลกบริษัท Meta ได้เพิ่มการใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI อย่างมหาศาล โดยประเมินว่ารายจ่ายฝ่ายทุน (Capex) สำหรับปี 2026 จะสูงถึง 1.15 ถึง 1.35 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 115,000-135,000 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าจากปีที่ผ่านมา

คาดว่าการบูรณาการเข้ากับผลิตภัณฑ์และประสบการณ์ผู้ใช้ที่เหนือกว่า Muse Spark จะกลายมาเป็นขุมพลังขับเคลื่อนผู้ช่วยดิจิทัลในแอป Meta AI ทั้งบนสแตนด์อโลนแอปและเว็บไซต์ โดยเตรียมจะเปิดตัวเพื่อบูรณาการเข้ากับระบบนิเวศน์ทั้งหมดของบริษัทในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Instagram, WhatsApp, Messenger รวมถึงแว่นตาอัจฉริยะ Ray-Ban Meta AI และจะถูกนำไปใช้ในฟีเจอร์สร้างวิดีโอ Vibes AI ในอนาคตอีกด้วย

ผู้ใช้งานจะสามารถสลับโหมดการทำงานของโมเดลได้ตามระดับความซับซ้อนของคำสั่ง เช่น โหมดสำหรับตอบคำถามทั่วไป หรือการทำงานซับซ้อนที่ต้องวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพ ซึ่งในประเด็นสุขภาพนี้ Muse Spark ได้รับการฝึกอบรมข้อมูลร่วมกับแพทย์กว่า 1,000 คน ทำให้สามารถแสดงผลข้อมูลสุขภาพเชิงโต้ตอบได้อย่างแม่นยำ เช่น ข้อมูลโภชนาการ หรือการระบุกล้ามเนื้อที่ใช้งานระหว่างออกกำลังกาย รวมไปถึงการเพิ่มฟีเจอร์ Shopping mode ที่สามารถดึงแรงบันดาลใจจากครีเอเตอร์บนแพลตฟอร์มมาช่วยผู้ใช้งานในการเลือกซื้อเสื้อผ้าหรือตกแต่งบ้านได้อย่างตรงใจ

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง