รีเซต

พฤติกรรมไถฟีดเสพข่าวร้าย ยิ่งตามข่าว ยิ่งเครียดโดยไม่รู้ตัว

พฤติกรรมไถฟีดเสพข่าวร้าย ยิ่งตามข่าว ยิ่งเครียดโดยไม่รู้ตัว
TNN ช่อง16
3 พฤศจิกายน 2569 ( 14:28 )

ในยุคที่สมาร์ตโฟนทำให้เราเข้าถึงข่าวสารและโซเชียลมีเดียได้ตลอด 24 ชั่วโมง การติดตามเรื่องราวที่เกิดขึ้นรอบโลกกลายเป็นเรื่องง่าย แต่บางครั้งการไถหน้าจอเพื่ออัปเดตข่าวสารกลับพาเราไปเจอกับเรื่องราวด้านลบซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกลายเป็นความเครียดและส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตโดยไม่รู้ตัว

พฤติกรรมนี้เรียกว่า Doomscrolling หรือการไถฟีดเสพข่าวร้ายอย่างต่อเนื่อง แม้จะรู้สึกหดหู่หรือกังวล แต่ก็ยังหยุดเลื่อนหน้าจอไม่ได้

Doomscrolling คืออะไร ทำไมยิ่งดูยิ่งหยุดไม่ได้?

Doomscrolling เป็นคำที่เริ่มใช้ในปี 2018 เพื่ออธิบายพฤติกรรมการเสพข่าวหรือคอนเทนต์ด้านลบมากเกินไป โดยเฉพาะบนโซเชียลมีเดียที่มีเนื้อหาใหม่ ๆ ปรากฏขึ้นอย่างไม่รู้จบ

คำนี้ได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงการระบาดของโควิด-19 เมื่อผู้คนต้องอยู่บ้านและติดตามข่าวสารผ่านโลกออนไลน์ แต่แม้สถานการณ์จะเปลี่ยนไป พฤติกรรมนี้ก็ยังเกิดขึ้นได้ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการตามข่าวภัยพิบัติ โรคระบาด ความขัดแย้งทางการเมือง หรือประเด็นร้อนที่กระตุ้นความกลัวและความโกรธ

สาเหตุหนึ่งมาจากธรรมชาติของโซเชียลมีเดียที่ออกแบบมาให้เราเลื่อนดูเนื้อหาได้ต่อเนื่อง ยิ่งมีเรื่องใหม่ ๆ ให้ติดตาม สมองก็ยิ่งอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นต่อไป ขณะเดียวกัน อัลกอริทึมยังเรียนรู้จากสิ่งที่เราสนใจและนำเสนอเนื้อหาคล้ายเดิมซ้ำ ๆ ทำให้เราเจอข่าวด้านลบมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว

จากที่ตั้งใจเข้ามาอ่านข่าวเพียงไม่กี่นาที จึงกลายเป็นการไถฟีดต่อเนื่องเป็นชั่วโมง และอาจทำให้รู้สึกสิ้นหวัง หมดพลัง หรือมองโลกในแง่ร้ายมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การอยากรู้ข่าวสารไม่ใช่เรื่องผิด เพราะการติดตามเหตุการณ์รอบตัวช่วยให้เราเข้าใจโลกและเห็นอกเห็นใจผู้อื่นมากขึ้น ปัญหาอยู่ที่การเสพข่าวมากเกินไปจนกระทบความรู้สึกและการใช้ชีวิต ดังนั้น การรู้จักพักจากหน้าจอบ้างจึงไม่ใช่การเพิกเฉยต่อสังคม แต่เป็นการดูแลตัวเองอย่างเหมาะสม

ไถฟีดข่าวร้ายบ่อย ๆ ส่งผลต่อสมองอย่างไร?

เมื่อเราเห็นข่าวหรือข้อความที่กระตุ้นความกลัวและความกังวล สมองจะกระตุ้นระบบตอบสนองต่อความเครียด โดยมีอะมิกดะลา ซึ่งเกี่ยวข้องกับการรับรู้ภัยอันตรายเป็นส่วนสำคัญ ก่อนส่งสัญญาณไปยังสมองส่วนไฮโปทาลามัส เพื่อกระตุ้นระบบประสาทให้ร่างกายเข้าสู่โหมดเตรียมพร้อมรับมือกับภัยคุกคาม หรือที่เรียกว่า Fight or Flight

กระบวนการนี้ทำให้ต่อมหมวกไตหลั่งฮอร์โมนความเครียด เช่น อะดรีนาลีนและคอร์ติซอล เพื่อเพิ่มความตื่นตัวและเตรียมร่างกายให้พร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน

กลไกดังกล่าวมีประโยชน์ต่อการเอาตัวรอด แต่หากถูกกระตุ้นซ้ำ ๆ จากการรับข่าวร้ายอย่างต่อเนื่อง ร่างกายก็อาจไม่มีโอกาสกลับเข้าสู่ภาวะผ่อนคลาย ส่งผลให้เกิดความเครียดสะสม และอาจกระทบต่อความดันโลหิต การทำงานของสมอง สมาธิ การตัดสินใจ และการควบคุมอารมณ์

ลองนึกภาพว่าเราเห็นข่าวภัยพิบัติที่น่ากังวลบนโซเชียลมีเดีย จึงเริ่มค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อให้มั่นใจว่าตัวเองปลอดภัย แต่ระหว่างนั้นกลับเจอข่าวร้ายอื่น ๆ ตามมาอีกมากมาย ยิ่งอ่านก็ยิ่งกังวล และยิ่งอยากรู้รายละเอียดเพิ่มขึ้น กลายเป็นวงจรที่ทำให้สมองอยู่ในภาวะตื่นตัวตลอดเวลา

5 วิธีหยุดวงจร Doomscrolling ลดเสพข่าวร้าย ดูแลใจให้สมดุล

การเลิก Doomscrolling ไม่ได้หมายความว่าต้องเลิกติดตามข่าวสารหรือปิดรับเรื่องราวที่เกิดขึ้นในสังคมทั้งหมด แต่คือการกำหนดขอบเขตการใช้สื่อให้เหมาะสม เพื่อให้เราได้รับข้อมูลที่จำเป็นโดยไม่ปล่อยให้ความเครียดเข้ามาครอบงำชีวิต

ลองเริ่มต้นจากวิธีง่าย ๆ เหล่านี้

1. สังเกตความรู้สึกตัวเองระหว่างไถฟีด

ลองหยุดพักทุก 5-10 นาที แล้วถามตัวเองว่าตอนนี้รู้สึกอย่างไร การอ่านข่าวทำให้เข้าใจสถานการณ์มากขึ้น หรือกลับยิ่งรู้สึกกังวล หงุดหงิด และหมดพลัง หากรู้สึกแย่ลงเรื่อย ๆ อาจเป็นสัญญาณว่าถึงเวลาต้องพักจากหน้าจอแล้ว

2. กำหนดเวลาเสพข่าวให้ชัดเจน

แทนที่จะเปิดโซเชียลมีเดียทุกครั้งที่มีเวลาว่าง ลองกำหนดช่วงเวลาสำหรับติดตามข่าว เช่น วันละ 30 นาที หรือ 1 ชั่วโมง เมื่อครบเวลาแล้วให้หยุด และเปลี่ยนไปทำกิจกรรมอื่นที่ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย เช่น ออกกำลังกาย ทำงานอดิเรก หรือออกไปใช้เวลากลางแจ้ง

3. แยกเรื่องที่ควบคุมได้ออกจากเรื่องที่ควบคุมไม่ได้

ข่าวสารหลายเรื่องเป็นเหตุการณ์ที่เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ การพยายามติดตามทุกความเคลื่อนไหวจึงอาจไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น ลองเขียนบันทึกความรู้สึก หรือทำกิจกรรมสร้างสรรค์เพื่อจัดการอารมณ์ หากมีโอกาสก็อาจช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบด้วยการทำความดีเล็ก ๆ น้อย ๆ หรือบริจาคตามกำลัง

4. ถามตัวเองว่าจำเป็นต้องรู้มากแค่ไหน

เมื่อเจอข่าวที่น่าตกใจ เราอาจเผลอค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมไปเรื่อย ๆ จนใช้เวลาหลายชั่วโมง ทั้งที่จริงแล้วอาจไม่จำเป็นต้องรู้ทุกรายละเอียด ลองประเมินว่าข้อมูลที่มีเพียงพอต่อการตัดสินใจหรือการเตรียมตัวแล้วหรือยัง หากไม่ได้เกี่ยวข้องกับสถานการณ์โดยตรง อาจพักไว้ก่อนแล้วค่อยกลับมาติดตามในภายหลัง

5. กลับมาใช้เวลากับชีวิตนอกหน้าจอ

ลองสังเกตว่าการไถฟีดกำลังเบียดบังเวลาในการนอนหลับ การทำงาน การออกกำลังกาย หรือการใช้เวลากับคนใกล้ชิดมากแค่ไหน จากนั้นลองจัดสรรเวลาให้กิจกรรมเหล่านี้มากขึ้น เพื่อไม่ให้ชีวิตประจำวันหมุนอยู่กับข่าวสารบนหน้าจอเพียงอย่างเดียว

การรู้เท่าทันข่าวสารเป็นเรื่องสำคัญ แต่การดูแลสุขภาพจิตของตัวเองก็สำคัญไม่แพ้กัน เราไม่จำเป็นต้องรับรู้ทุกเรื่องที่เกิดขึ้นบนโลกตลอดเวลา เพราะบางครั้งการวางโทรศัพท์ลง แล้วกลับมาใช้ชีวิตตรงหน้า อาจเป็นวิธีดูแลตัวเองที่ดีที่สุด

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง