ปิดตำนานธารน้ำแข็ง “สโลวีเนีย” เศร้า ธารน้ำแข็งเก่าแก่ของชาติ ละลายหายไปตลอดกาล

สโลวีเนียเผชิญความสูญเสียครั้งสำคัญทางธรรมชาติ หลังธารน้ำแข็งทริกลาฟ (Triglav Glacier) บนยอดเขาที่สูงที่สุดของประเทศละลายหายไปจนหมดสิ้น หลังเผชิญคลื่นความร้อนรุนแรงในช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา นับเป็นอีกหนึ่งธารน้ำแข็งในเทือกเขาแอลป์ที่ตกเป็นเหยื่อของอุณหภูมิโลกที่เพิ่มสูงขึ้น ขณะที่นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า การสูญเสียครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติ แต่ยังหมายถึงการสูญเสียสัญลักษณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์และอัตลักษณ์ของชาวสโลวีเนียด้วย
“ธารน้ำแข็งทริกลาฟ” เคยเป็นมวลน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่ปกคลุมพื้นที่บนภูเขามานานหลายศตวรรษ แต่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้พื้นที่ธารน้ำแข็งลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยระหว่างปี 2526 ถึง 2546 ธารน้ำแข็งแห่งนี้สูญเสียพื้นที่ไปมากถึง 93% จนเหลือพื้นที่ไม่ถึง 1 เฮกตาร์ หรือประมาณ 6.25 ไร่ แม้ในเวลานั้นนักวิจัยจะคาดการณ์ว่าธารน้ำแข็งอาจหายไปในไม่ช้า แต่มวลน้ำแข็งที่เหลือกลับสามารถคงอยู่ต่อได้อีกกว่า 20 ปี
อย่างไรก็ตาม ตลอดช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ซึ่งครอบคลุม 3 ปีที่ยุโรปเผชิญอุณหภูมิสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ มวลน้ำแข็งที่หลงเหลืออยู่ได้ละลายจนแตกออกเป็นหย่อมเล็ก ๆ และเมื่อสิ้นสุดฤดูร้อนปี 2569 ธารน้ำแข็งส่วนหลักเหลือขนาดเพียงไม่กี่เมตร ก่อนที่ภาพถ่ายภูเขาในเดือนตุลาคมจะยืนยันว่า น้ำแข็งส่วนสุดท้ายได้ละลายหายไปแล้ว
“มาทิยา ซอร์น” ผู้อำนวยการสถาบันภูมิศาสตร์แอนตัน เมลิก (Anton Melik Geographical Institute) เปิดเผยว่า ภูเขาทริกลาฟมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออัตลักษณ์ประจำชาติของสโลวีเนีย การสูญเสียธารน้ำแข็งแห่งนี้จึงไม่เพียงส่งผลต่อสภาพแวดล้อม แต่ยังทำให้นักวิทยาศาสตร์สูญเสียแหล่งข้อมูลสำคัญที่ใช้ศึกษาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระยะยาว
ซอร์นกล่าวว่า แม้จะทราบดีว่าปริมาณน้ำแข็งลดลงทุกปี แต่สิ่งที่สร้างความตกใจคือความรวดเร็วของการละลาย โดยยกตัวอย่างเหตุการณ์ในปี 2545 ที่ทีมวิจัยเจาะแกนน้ำแข็งเพื่อนำไปวิเคราะห์องค์ประกอบทางธรณีเคมี และพบว่าน้ำแข็งบริเวณดังกล่าวมีความหนาถึง 5 เมตร แต่เมื่อกลับไปสำรวจในปีถัดมา พื้นที่เดิมกลับกลายเป็นพื้นหินที่ไม่มีน้ำแข็งปกคลุมอีกต่อไป
ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ยังสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน โดยในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 ธารน้ำแข็งทริกลาฟเคยมีพื้นที่ประมาณ 40 เฮกตาร์ หรือ 250 ไร่ ก่อนลดลงเหลือเพียง 14 เฮกตาร์ หรือ 87.5 ไร่ ในปี 2489 ซึ่งเป็นปีที่นักวิทยาศาสตร์เริ่มดำเนินการตรวจวัดอย่างเป็นทางการ
การสูญเสียธารน้ำแข็งทริกลาฟยังส่งผลกระทบทางจิตใจต่อชาวสโลวีเนีย เนื่องจากภูเขาแห่งนี้เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดของประเทศ และถือเป็นสัญลักษณ์สำคัญของชาติ ถึงขั้นปรากฏอยู่บนธงชาติสโลวีเนีย อีกทั้งยังมีความเชื่อทางวัฒนธรรมว่า ชาวสโลวีเนียควรพิชิตยอดเขาทริกลาฟให้ได้อย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิต
แม้ธารน้ำแข็งบนพื้นผิวภูเขาจะหายไปแล้ว แต่นักวิทยาศาสตร์ยังตรวจพบน้ำแข็งภายในถ้ำใต้ภูเขาทริกลาฟ หลังการถอยร่นของธารน้ำแข็งเผยให้เห็นโพรงและช่องเปิดใหม่ ขณะที่ธารน้ำแข็งอีกแห่งบนภูเขาสกูตา (Skuta) ก็มีขนาดเล็กลงและบางลงเช่นกัน อย่างไรก็ตาม เนื่องจากพื้นที่น้ำแข็งที่เหลืออยู่ได้รับร่มเงามากกว่า จึงคาดว่าอาจยังคงอยู่ได้อีกหลายปี
สถานการณ์ในสโลวีเนียเป็นส่วนหนึ่งของวิกฤตธารน้ำแข็งที่กำลังเกิดขึ้นทั่วเทือกเขาแอลป์ โดยคลื่นความร้อนที่ทวีความรุนแรงจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้เร่งให้ธารน้ำแข็งละลายอย่างรวดเร็ว จนภูมิประเทศบางแห่งที่เคยปกคลุมด้วยหิมะและน้ำแข็งสีขาว กลับกลายเป็นพื้นที่หินโล่งคล้ายพื้นผิวดวงจันทร์
เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา นักธารน้ำแข็งวิทยาของสวิตเซอร์แลนด์เปิดเผยว่า ประเทศสูญเสียปริมาณน้ำแข็งไปเกือบ 1 ใน 5 ภายในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในปี 2569 เพียงปีเดียว ปริมาตรธารน้ำแข็งลดลงถึง 5.5% สะท้อนถึงผลกระทบของอุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน ยุโรปตะวันตกยังเผชิญฤดูร้อนที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ในปีนี้ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจากความร้อนตามการประเมินอย่างน้อย 50,000 คน พร้อมสร้างความเสียหายต่อภาคเกษตรกรรมจากผลผลิตที่ลดลง และกระทบต่อระบบพลังงานจนโรงไฟฟ้าบางแห่งต้องหยุดดำเนินการ ขณะที่นักวิทยาศาสตร์ยังอยู่ระหว่างประเมินความเสียหายที่เกิดขึ้นกับระบบนิเวศ
“มิฮา พาฟเชก” นักธารน้ำแข็งวิทยาและไกด์นำเที่ยวภูเขา กล่าวว่า ธรรมชาติกำลังเปลี่ยนแปลงไปต่อหน้าต่อตามนุษย์ แต่ผู้คนจำนวนมากยังไม่ได้ตระหนักถึงความรุนแรงของปัญหานี้อย่างจริงจัง พาฟเชกซึ่งมีภาพถ่ายพ่อแม่ของเขาบริเวณธารน้ำแข็งทริกลาฟตั้งแต่ปี 2500 ยอมรับว่า การสูญเสียธารน้ำแข็งแห่งนี้เปรียบเสมือนการสูญเสียส่วนหนึ่งของชีวิต เพราะสิ่งที่มนุษย์เคยเชื่อว่าจะคงอยู่ตลอดไป อาจไม่ได้เป็นเช่นนั้นอีกแล้ว
การละลายหายไปของธารน้ำแข็งทริกลาฟจึงไม่ใช่เพียงการสูญเสียมรดกทางธรรมชาติของสโลวีเนีย แต่ยังเป็นสัญญาณเตือนถึงผลกระทบของภาวะโลกร้อนที่กำลังเปลี่ยนแปลงภูมิประเทศและระบบนิเวศทั่วโลกอย่างรวดเร็ว และตอกย้ำว่า แม้แต่ธารน้ำแข็งที่เคยดำรงอยู่มานานหลายศตวรรษ ก็ไม่อาจต้านทานอุณหภูมิโลกที่เพิ่มสูงขึ้นได้อีกต่อไป
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
