รีเซต

โลกเปลี่ยนไปหนุนยกเลิกฟรีวีซ่าคัดนทท.

โลกเปลี่ยนไปหนุนยกเลิกฟรีวีซ่าคัดนทท.
TNN ช่อง16
11 พฤษภาคม 2569 ( 20:19 )
4

ขณะนี้มีกระแสข่าวเรื่องของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาสร้างปัญหาและความวุ่นวายในประเทศไทยมากขึ้นต่อเนื่อง บางส่วนใช้เงินหมดไม่มีเงินเดินทางกลับประเทศ เร่รอนนอนตามที่สาธารณะ บางส่วนตั้งใจไม่อยากกลับประเทศและปักหลักในหลายพื้นที่เช่น เกาะพงันที่ขณะนี้มีข่าวว่ามีการยึดครองซื้อของที่อยู่อาศัของกลุ่มชาวอิสราเอลอย่างคึกคัก

ทั้งนี้หากย้อนไปในยุครัฐบาลพรรคเพื่อไทย ได้ประกาศรายชื่อ 93 ประเทศ/ดินแดน ที่ได้รับสิทธิยกเว้นการตรวจลงตรา (Visa Exemption) หรือ “ฟรีวีซ่า” ให้สามารถพำนักในราชอาณาจักรไทยเป็นการชั่วคราวได้ไม่เกิน 60 วันต่อครั้ง (ผ.60) เพื่อการท่องเที่ยว การติดต่อธุรกิจ และการทำงานระยะสั้น และสามารถยื่นขอต่ออายุพำนักเพิ่มได้อีก 30 วัน ที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง โดยเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 15 ก.ค. 2567 เพื่อกระตุ้นการฟื้นตัวในยุคสงครามแย่งชิงนักท่องเที่ยว (Tourism War) เกิดขึ้นอย่างดุเดือดทั่วโลก

ล่าสุดความเคลื่อนไหวของรัฐบาลพรรคภูมิใจไทย จากการให้สัมภาษณ์ของ สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุว่า เบื้องต้นรัฐบาลจะพิจารณาทบทวน “มาตรการฟรีวีซ่า  60 วัน” ในแต่ละประเทศให้มีความเหมาะสม หลังจากทดลองใช้มาระยะหนึ่งแล้ว โดยรวบรวมข้อมูลจากทุกภาคส่วนมาหารือกันว่าควรปรับอย่างไร เพื่อลดปัญหาที่เกิดจากนักท่องเที่ยวไม่พึงประสงค์

ศ.วิทวัส รุ่งเรืองผล อาจารย์ประจำภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เห็นด้วยที่รัฐบาลจะพิจารณายกเลิกมาตรการฟรีวีซ่า 60 วัน พร้อมกับปรับกลยุทธ์ในการให้ฟรีวีซ่าในรูปแบบอื่นๆ เพราะการให้ฟรีวีซ่าเหมารวมกับทุกประเทศมีข้อเสียคือเปิดช่องให้กลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพต่ำเข้ามาในประเทศ และอาจมีการแย่งอาชีพคนไทย

รวมถึงเปิดให้กลุ่มนักท่องเที่ยวที่เน้นจุดหมายปลายทางราคาประหยัด-ใช้จ่ายต่ำเข้ามาในปริมาณมาก หรือกระทั่งกลุ่มอาชญากรข้ามชาติ หรือกลุ่มทุนเทาแฝงตัวเข้ามา

นับตั้งแต่หลังโควิด-19 ประเทศไทยได้เปลี่ยนยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวโดยหันมาเน้นนักท่องเที่ยวที่มีศักยภาพสูงมากขึ้น แต่มาตรการฟรีวีซ่าเหมือนเป็นการเปิดประตูให้นักท่องเที่ยวไร้คุณภาพเข้ามาจำนวนมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง  ซึ่งอาจกระทบต่อภาพลักษณ์และการยกระดับ หรือดึงดูดนักท่องเที่ยวศักยภาพสูง และทำให้แหล่งท่องเที่ยวสำคัญหลายจุดจะมีปริมาณนักท่องเที่ยวมากเกินไปจนเกินขีดความสามารถในการจัดการ รวมทั้งส่งผลให้ค่าครองชีพในพื้นที่นั้นๆ พุ่งสูงขึ้น เช่น กรณีที่เกิดขึ้นช่วงหนึ่งที่ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน ไปจนถึงการเกิดกลุ่มทุนจากต่างประเทศเข้ามาซื้อ หรือเช่าพื้นที่เพื่อเปิดให้บริการด้านต่างๆ ให้กับนักท่องเที่ยวชาติเดียวกัน หรือชาติอื่นๆ รวมถึงการเกิดทัวร์ศูนย์เหรียญ

ขณะนี้จึงเห้นว่าเป็นจังหวะดีที่จะยกเลิกมาตรการฟรีวีซ่า 60 วัน เพราะปัจจุบันทั่วโลกอยู่ภาวะวิกฤตพลังงานทำให้ต้นทุนน้ำมันสูงขึ้น การท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศอยู่ในภาวะชะลอตัวอยู่ การปรับเปลี่ยนนโยบายช่วงนี้จึงส่งผลกระทบน้อยกว่าช่วงที่มีการท่องเที่ยวคึกคัก ขณะที่ผู้ประกอบการก็จะได้มีเวลาปรับตัว และวางแผน เพื่อรองรับกับการยกเลิกฟรีวีซ่าในครั้งนี้ด้วย โดยรัฐบาลสามารถหาเครื่องมือใหม่ๆ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวศักยภาพสูงเพิ่มเติม และลดจำนวนนักท่องเที่ยวที่มีศักยภาพต่ำควบคู่ด้วย เช่น การเก็บค่าเหยียบแผ่นดิน (Travel Fee)

นอกจากนี้ ควรพิจารณาให้ฟรีวีซ่าชั่วคราวรายประเทศ เช่น ทำเป็นทวิภาคีต่างฝ่ายต่างทำฟรีวีซ่าให้กันและกันหรือกำหนดเงื่อนไขอื่น อาทิ กำหนดให้มีการลงทะเบียนคัดกรองล่วงหน้าแบบที่เกาหลีหรือญี่ปุ่นทำ เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่หลายประเทศทำ ซึ่งหากเห็นว่าคนของประเทศใดแฝงเข้ามาหรือไม่ใช่นักท่องเที่ยวจริงแต่อาศัยประโยชน์จากฟรีวีซ่าก็ยกเลิกเป็นกรณีไป


ส่วนภาคเอกชนนายศิษฎิวัชร ชีวรัตนพร นายกกิตติมศักดิ์และประธานที่ปรึกษาอาวุโส สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) มองว่า หากรัฐบาลยกเลิกมาตรการฟรีวีซ่า 60 วัน แก่นักเดินทางต่างชาติจาก 93 ประเทศ/ดินแดน ด้วยการปรับลด “จำนวนวันพำนัก” และทบทวนเงื่อนไขให้เหมาะสมกับแต่ละประเทศ ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก อย่างน้อยก็ช่วยคัดกรองชาวต่างชาติ และดูแลมิติความมั่นคงของประเทศ

เนื่องจากชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยบางส่วนเป็นกลุ่มที่มาเพื่ออยู่อาศัย บางประเทศมาอยู่กันเต็มบ้านเต็มเมือง มีแค่บางส่วนที่มาเพื่อการท่องเที่ยวจึงน่าเป็นห่วงในจุดนี้อย่างมาก โดยในบางพื้นที่มีรวมตัวเป็นหมื่นคนมีการซื้อที่ดินไป และมีนอมินีเป็นคนไทยให้ต่างชาติครอบครองที่ดินได้ถือเป็นจุดที่น่ากลัว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องระมัดระวังและนึกถึงความมั่นคงของชาติด้วย ทางแอตต้าจึงสนับสนุนแนวคิดของรัฐบาลเกี่ยวกับการปรับมาตรการฟรีวีซ่า ต้องนึกถึงความมั่นคงของประเทศไทยเพราะไม่ว่านักเดินทางจากชาติใดมาพำนักในไทยนานเกินไป ย่อมไม่เป็นผลดี เพราะคนที่เป็นนักท่องเที่ยวจริงๆ มาพำนักในไทยไม่กี่วันเท่านั้น ไม่มีเวลามาเที่ยวนาน 2-3 เดือน โดยพฤติกรรมการเข้าพักของนักท่องเที่ยวตลาดระยะไกล (Long-haul) จากยุโรป พำนักยาวสุดไม่ถึง 1 เดือนต่อทริป ส่วนนักท่องเที่ยวตลาดระยะใกล้ (Short-haul) ส่วนใหญ่พำนัก 5-12 วันต่อทริป

ดังนั้นจึงรู้สึกเป็นห่วงสถานการณ์ชาวต่างชาติเดินทางเข้าไทยที่บางส่วนไม่ได้เข้ามาเพื่อการท่องเที่ยว แต่พอมีมาตรการฟรีวีซ่า ถ้าเราไม่กลั่นกรองดีๆ ก็เข้ามาได้ง่าย และพอเข้ามามากเกินไปก็สร้างผลกระทบตามมา เช่น ปัญหาสแกมเมอร์  ดังนั้นประเด็น “ความมั่นคง” จึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะตอนนี้ “โลกเปลี่ยนไปแล้ว” มาตรการอำนวยความสะดวกด้านวีซ่าของประเทศไทยก็ต้องปรับเปลี่ยนให้ทันโลกทันสถานการณ์ เงื่อนไขการออกวีซ่าต้องเปลี่ยนตามเพื่อให้ประเทศไทยแข็งแรง อยู่รอด มีความมั่นคง ประชาชนไม่ต้องกังวลหน้ากังวลหลัง

ทาง แอตต้า ยังประเมินแนวโน้มล่าสุดว่าตลอดปี 2569 จะมี “นักท่องเที่ยวต่างชาติ” เดินทางเข้าไทยในระดับ “30-32 ล้านคน” ขณะที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) คาดการณ์ว่าจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 30-34 ล้านคน ลดลง 18% จากเป้าหมายเดิม 36.7 ล้านคน ภายใต้สมมติฐานว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางจะคลี่คลายภายใน 1-3 เดือน

อย่างไรก็ตามคงต้องติดตามว่าสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะลามไปถึงไฮซีซันในไตรมาส 4 หรือไม่ เพราะการเมืองระหว่างประเทศไม่ใช่เรื่องที่จะเคลียร์กันได้ง่ายๆ และมีหลายประเทศเกี่ยวข้อง ทั้งสหรัฐ อิหร่าน และอิสราเอล ถ้าจบลงเร็ว ก็หวังว่าราคาน้ำมันจะปรับตัวลดลง และทำให้การท่องเที่ยวกลับเข้าสู่ภาวะปกติในไฮซีซันไตรมาส 4 ปีนี้แต่ล่าสุดสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อมานานครบ 2 เดือน ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันโลกปรับสูงขึ้น ทำให้ราคาตั๋วเครื่องบินแพง แนวโน้มนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยในไตรมาส 2 น่าจะน้อยลงกว่าเดิม และลามไปถึงครึ่งหลังของปี 2569 ด้วย

โดยภาพรวมการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติในปัจจุบัน พบว่าชอปปิงในไทยลดลง ต่างจากยุคก่อนโควิด-19 ที่เห็นอะไรก็อยากซื้อไปหมด ทั้งสินค้าแบรนด์เนมและสินค้าแบรนด์ท้องถิ่นที่ซื้อเป็นของฝากหรือของที่ระลึก แต่ตอนนี้ไม่ได้หวือหวาเหมือนเดิมแล้ว อย่างนักท่องเที่ยวจีนที่เคยขึ้นชื่อว่าชอปปิงเก่ง ตอนนี้เลือกซื้อแต่สินค้าอุปโภคบริโภคที่ไม่มีขายในบ้านเขา ขณะที่นักท่องเที่ยวอาเซียนยังชอปปิงอยู่บ้าง เพราะสนใจสินค้าของเมืองไทย ส่วนนักท่องเที่ยวยุโรปเขาเที่ยวอย่างเดียว ไม่ค่อยชอปปิงอยู่แล้ว

สถานการณ์ตอนนี้เรียกได้ว่าภาคการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบ 2 เด้ง จากทั้งภาวะเงินบาทผันผวนและเหตุสู้รบในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ราคาตั๋วเครื่องบินแพงขึ้น ทำให้ภาพรวมต้นทุนการใช้จ่ายต่อทริปสูงขึ้น ขณะเดียวกันสายการบินต่างๆ ประกาศยกเลิกเส้นทางบินชั่วคราวหรือลดเที่ยวบินในช่วงตารางบินฤดูร้อนนี้ ส่วนเที่ยวบินที่ยังทำการบินได้ก็ต้องอัปราคาตั๋วเครื่องบินจากต้นทุนน้ำมันพุ่ง จึงทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติน่าจะเลือกชะลอการเดินทางออกไปก่อน


ด้านนายธนพล ชีวรัตนพร นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว อยากให้ภาครัฐสนับสนุนภารกิจและมาตรการรองรับผลกระทบวิกฤตสงครามตะวันออกกลางในภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวอีก 2 ประเด็นหลัก ประกอบด้วยการขอให้จัดสรรงบประมาณสนับสนุนเที่ยวบินเช่าเหมาลำ (Character Flights) จำนวน 3,000 เที่ยวบิน วงเงิน 1,000 ล้านบาท และ สนับสนุนงบประมาณสำหรับดำเนินโครงการ “ไทยเที่ยวไทย” แบบ Copay จำนวน 1 ล้านสิทธิ์ ไม่เกินรายละ 3,000 บาท วงเงิน 3,000 ล้านบาท

โดยมองว่าตลาดนักท่องเที่ยวขาเข้า (Inbound) ได้รับผลกระทบจากต้นทุนค่าเชื้อเพลิงสูงขึ้น และส่งผลให้ตลาดระยะไกลต้องหดตัว จำเป็นต้องใช้ตลาดระยะใกล้ (Short Haul) มาทดแทน เช่น จีน อินเดีย และในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งการสนับสนุนเที่ยวบินเช่าเหมาลำต่อจากปีที่แล้วจะทำให้ลดการหดตัวของตลาดทดแทนได้เป็นอย่างดี

ขณะที่การทำ Copay เป็นการสนับสนุนคนไทยเดินทางในประเทศ ซึ่งถือเป็นภูมิคุ้มกันที่สำคัญของภาคการท่องเที่ยว และการชะลอคนไทยไปเที่ยวต่างประเทศ รวมทั้งยังจะช่วยสนับสนุนปัญหาการยกเลิกเที่ยวบินระหว่างประเทศที่เกิดขึ้นในปัจจุบันให้มีผลกระทบน้อยลงด้วย


ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง