หุ้นดาวโจนส์วันนี้ 6 พ.ย. 2569 ลดลง 1,833.06 จุด ผวาเดโมแครตคุมเข้ม AI

ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดร่วงลงอย่างหนักในวันพฤหัสบดีที่ 5 พฤศจิกายน 2569 โดยดัชนีดาวโจนส์ดิ่งลงกว่า 1,800 จุด หรือ 3.44% ขณะที่ดัชนี Nasdaq ทรุดหนัก 5.52% และเข้าสู่ภาวะปรับฐานทางเทคนิค (Correction) หลังนักลงทุนเทขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและบริษัทผลิตชิป ท่ามกลางความกังวลว่าพรรคเดโมแครตอาจเดินหน้าควบคุมธุรกิจปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเข้มงวดกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดาต้าเซ็นเตอร์ หลังคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ
ดาวโจนส์ร่วง 1,833 จุด Nasdaq ดิ่งหนักสุดในรอบ 19 เดือน
ดัชนีตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดตลาดวันที่ 5 พ.ย. ปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงทั้ง 3 ตลาด โดยมีรายละเอียดดังนี้
- ดัชนีดาวโจนส์ (Dow Jones) ปิดที่ 51,523.06 จุด ลดลง 1,833.06 จุด หรือ 3.44%
- ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 7,353.73 จุด ลดลง 334.89 จุด หรือ 4.36%
- ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 24,315.00 จุด ลดลง 1,421.52 จุด หรือ 5.52%
การร่วงลงของ Nasdaq ถือเป็นการปรับตัวลดลงในวันเดียวรุนแรงที่สุดในรอบ 19 เดือน และทำให้ดัชนีลดลงมากกว่า 10% จากระดับปิดสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อวันที่ 6 ต.ค. ส่งผลให้เข้าสู่ภาวะปรับฐานทางเทคนิคแล้ว
ขณะที่หุ้นทั้ง 11 กลุ่มในดัชนี S&P 500 ปิดตลาดในแดนลบ โดยหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีร่วงลงหนักที่สุด 7.3% ตามด้วยกลุ่มอุตสาหกรรมที่ลดลง 4.1%
ผวาเดโมแครตคุมเข้ม AI หวั่นกระทบลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์
ปัจจัยสำคัญที่กดดันตลาดหุ้นมาจากความกังวลของนักลงทุนต่อผลการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ หลังพรรคเดโมแครตคว้าชัยชนะทั้งในวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร รวมถึงการเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐในรัฐสำคัญหลายแห่ง
นักลงทุนประเมินว่า ชัยชนะดังกล่าวอาจเปิดทางให้มีการออกกฎระเบียบควบคุมธุรกิจ AI ที่เข้มงวดขึ้น โดยเฉพาะการขยายการลงทุนและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ทั่วสหรัฐฯ เนื่องจากพรรคเดโมแครตมีแนวทางคุมเข้มการก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ และคัดค้านมาตรการลดหย่อนภาษีให้บริษัทเทคโนโลยี
ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ให้ความสำคัญกับการเร่งก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ โดยกำหนดให้เป็นวาระสำคัญด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงแห่งชาติ
ขณะที่ Morgan Stanley คาดการณ์ว่า บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ระดับโลก ได้แก่ Microsoft, Amazon, Alphabet และ Meta Platforms จะลงทุนในโครงการต่าง ๆ รวมกันมากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2570
อย่างไรก็ตาม กระแสต่อต้านการก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์กำลังขยายตัวในหลายรัฐ เนื่องจากประชาชนในพื้นที่กังวลเกี่ยวกับการใช้พลังงานไฟฟ้าและทรัพยากรน้ำในปริมาณมหาศาล ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพและค่าไฟฟ้าภาคครัวเรือน
หุ้นชิป-เทคโนโลยีถูกเทขาย Nvidia ร่วง 9.2%
ความกังวลเกี่ยวกับทิศทางการลงทุน AI ส่งผลให้หุ้นบริษัทผลิตชิปและผู้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน AI ถูกเทขายอย่างหนัก โดยหุ้น Nvidia ร่วงลง 9.2% หุ้น Broadcom ลดลง 10% หุ้น Oracle ร่วง 7% และหุ้น Qualcomm ดิ่งลง 9.5%
ส่วนหุ้นบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ก็ปรับตัวลดลงเช่นกัน โดยหุ้น Meta Platforms ร่วง 4% ขณะที่ Amazon.com และ Alphabet ลดลง 2.2% เท่ากัน
ด้านหุ้นผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์สำหรับ AI หรือ Neocloud ปรับตัวลงอย่างหนัก ได้แก่
- CoreWeave ร่วง 9.8%
- Nebius ร่วง 15%
- IREN ดิ่ง 17%
- Core Scientific ลดลง 10.8%
- Applied Digital ร่วง 14.7%
ขณะที่หุ้นกลุ่มสาธารณูปโภคและบริษัทจัดหาอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน AI ก็ได้รับแรงกดดัน โดยหุ้น GE Vernova ลดลง 7.5% และ Constellation Energy ลดลง 2.5%
นอกจากนี้ หุ้น Tesla ยังร่วงลง 10.7% และหุ้น SpaceX ลดลง 9% หลังพรรครีพับลิกันพ่ายแพ้การเลือกตั้งกลางเทอม โดยอีลอน มัสก์ ทุ่มเงินจำนวนมากเพื่อสนับสนุนผู้สมัครจากพรรครีพับลิกัน รวมถึงความพยายามรักษาฐานเสียงของพรรคในรัฐเทกซัส ซึ่งเป็นที่ตั้งของทั้งสองบริษัท
ส่วนดัชนี Philadelphia SE Semiconductor (SOX) ซึ่งสะท้อนความเคลื่อนไหวของหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ ร่วงลงถึง 12%
จับตาตัวเลขจ้างงานสหรัฐฯ ลุ้นทิศทางดอกเบี้ยเฟด
นอกจากประเด็นการเมืองและความกังวลเกี่ยวกับธุรกิจ AI แล้ว นักลงทุนยังจับตาการเปิดเผยตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ (Nonfarm Payrolls) ประจำเดือนตุลาคม ซึ่งจะประกาศในวันที่ 6 พ.ย. เพื่อประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจและทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)
นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า การจ้างงานนอกภาคเกษตรจะเพิ่มขึ้น 63,000 ตำแหน่งในเดือนตุลาคม หลังจากเพิ่มขึ้นเพียง 29,000 ตำแหน่งในเดือนกันยายน ขณะที่อัตราว่างงานคาดว่าจะทรงตัวที่ระดับ 4.2%
ด้านโธมัส บาร์กิน ประธานเฟดสาขาริชมอนด์ แสดงความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อ พร้อมประเมินว่าเฟดอาจจำเป็นต้องเดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย และระบุว่านโยบายการเงินจำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับสถานการณ์
ขณะที่เครื่องมือ FedWatch Tool ของ CME Group ระบุว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 80.9% ต่อการคาดการณ์ว่า เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 4.00–4.25% ในการประชุมเดือนธันวาคม
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เผชิญแรงกดดันทั้งจากความไม่แน่นอนด้านนโยบาย AI ความเสี่ยงในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยี และแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่ยังเป็นปัจจัยสำคัญซึ่งนักลงทุนต้องติดตาม
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
