รีเซต

เมื่อทุกสินทรัพย์ทำ All Time High นักลงทุนควรดีใจ…หรือเริ่มระวัง?

เมื่อทุกสินทรัพย์ทำ All Time High นักลงทุนควรดีใจ…หรือเริ่มระวัง?
TNN ช่อง16
3 กุมภาพันธ์ 2569 ( 13:59 )
19

ช่วงต้นปีนี้ ภาพตลาดการลงทุนสร้างความรู้สึกประหลาดใจให้กับนักลงทุนจำนวนมาก เพราะไม่ว่าจะมองไปทางไหน สินทรัพย์แทบทุกประเภทต่างทยอยทำ All Time High พร้อมกันถ้วนหน้า


ตลาดหุ้นสหรัฐฯ อย่าง S&P 500 ยังคงเดินหน้าทำจุดสูงสุดใหม่ หุ้นเอเชียทั้งเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ไปจนถึงหุ้นไทยที่เงียบเหงามาหลายปี ก็กลับมาโดดเด่นให้ผลตอบแทนแซงหลายตลาด ขณะที่ฝั่งโลหะมีค่าอย่าง ทองคำพุ่งทะลุ 5,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และราคาเงิน (Silver) ขยับขึ้นแรงไม่แพ้กัน


ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นท่ามกลางฉากหลังที่เต็มไปด้วยความเสี่ยง ตั้งแต่ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ นโยบายภาษีและการใช้กำลังของสหรัฐฯ ภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์ ไปจนถึงความไม่แน่นอนด้านนโยบายการเงิน ค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่า และแรงกดดันต่อความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐฯ


คำถามสำคัญคือ
ทำไมสินทรัพย์เสี่ยงและสินทรัพย์ปลอดภัยถึงขึ้นพร้อมกันได้?
 
และในจังหวะแบบนี้ นักลงทุนควร “ลุยต่อ” หรือ “ถอยมาตั้งหลัก”?


อารมณ์ตลาดและแรงส่งจากปีที่แล้ว

หากมองให้ลึกลงไป การปรับขึ้นพร้อมกันของหลายสินทรัพย์ไม่ได้เกิดจากเหตุผลเดียว แต่เป็นผลรวมของหลายปัจจัย


ประเด็นแรกคือ โมเมนตัมทางอารมณ์ของนักลงทุน ที่ต่อเนื่องมาตั้งแต่ปีที่ผ่านมา สินทรัพย์ส่วนใหญ่ในปีที่แล้วให้ผลตอบแทนโดดเด่น โดยเฉพาะทองคำและ Silver  ทำให้นักลงทุนจำนวนมากเกิดความเชื่อมั่นว่า “ใครลงทุนอะไรก็ขึ้น”


ยิ่งเข้าสู่ช่วงต้นปี ซึ่งเป็นฤดูกาลของการปรับพอร์ต เงินใหม่จากโบนัส เงินออม และเงินลงทุนรอบใหม่ก็ไหลเข้าสู่ตลาดตามปกติ จึงยิ่งเสริมแรงให้ตลาดปรับตัวขึ้นต่อ


อย่างไรก็ตาม แรงส่งลักษณะนี้มักมาพร้อมกับ ความเปราะบาง เพราะเป็นการขึ้นจาก “ความคาดหวัง” มากกว่าพื้นฐานในบางช่วง ซึ่งนักลงทุนจำเป็นต้องเริ่มระมัดระวังแรงกระแทกที่อาจเกิดขึ้นตามมา

หุ้นสหรัฐฯ ยังไปต่อได้ แต่ไม่ใช่ทุกตัว


ในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ต้องยอมรับว่าตลาดปรับขึ้นมาต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 แล้ว และในเชิงมูลค่า หุ้นสหรัฐฯ ที่ทำ All Time High แบบไม่พัก มาถึงเวลานี้ แม้จะยังไม่ถึงขั้นแพงสุดโต่ง แต่ก็จัดว่าไม่ได้ถูกอีกต่อไป 


เครื่องยนต์หลักที่จะพาหุ้นสหรัฐฯ ไปต่อจากนี้ เหลืออยู่ไม่มากนัก โดยหัวใจสำคัญคือ ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน ซึ่งกำลังจะเข้าสู่ฤดูกาลประกาศงบในช่วงกุมภาพันธ์–มีนาคม


ช่วงเวลานี้จึงเป็นช่วงที่ตลาดมีแนวโน้มผันผวนสูง หุ้นที่ราคาสะท้อนความคาดหวังไปไกล หากผลประกอบการออกมาผิดหวัง อาจปรับตัวลงแรงได้ในเวลาอันสั้น ในทางกลับกัน บริษัทที่งบแข็งแกร่ง หรือมีข่าวบวกเฉพาะตัว ก็ยังสามารถปรับขึ้นต่อได้


ตัวอย่างที่เห็นชัดคือหุ้นกลุ่มประกันสุขภาพในสหรัฐฯ ซึ่งเมื่อมีข่าวเชิงนโยบายออกมาเพียงเล็กน้อย ราคาหุ้นสามารถปรับลงทั้งกลุ่มได้ทันที เพราะระดับราคาปัจจุบันไม่ได้เผื่อความผิดพลาดไว้มากนัก


ดอกเบี้ยคือแรงเสริม แต่ไม่ใช่คำตอบทั้งหมด


อีกหนึ่งปัจจัยที่นักลงทุนจับตาคือ ทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ แม้ตลาดคาดว่าในระยะยาวเฟดจะเข้าสู่รอบการลดดอกเบี้ย แต่ในระยะสั้น เฟดมีแนวโน้ม “คงดอกเบี้ย” และเลือกผ่อนคลายอย่างระมัดระวังในช่วงครึ่งหลังของปีมากกว่า


ดังนั้น ดอกเบี้ยอาจเป็นแรงสนับสนุนในระยะถัดไป แต่ในช่วงใกล้นี้ยังไม่ใช่ตัวช่วยหลักที่จะดันตลาดหุ้นให้พุ่งต่อโดยไร้แรงต้าน


ในมุมของการจัดพอร์ต นักลงทุนที่มีกำไรจากหุ้นสหรัฐฯ แล้ว ควรเริ่ม ทยอยขายลดความเสี่ยง คุณอาจจะไม่จำเป็นต้องขายออกทั้งหมด แต่ผมแนะนำให้ลองลดสัดส่วนลงบางส่วน เพื่อนำเงินไปพักในสินทรัพย์ที่ผันผวนน้อยกว่า เช่น พันธบัตร เพื่อรอจังหวะตลาดปรับฐานอีกครั้ง


เงินทุนไหลสู่เอเชีย และตลาดเกิดใหม่


ขณะที่ฝั่งสหรัฐฯ เริ่มเผชิญคำถามเรื่องความแพง เงินทุนจำนวนหนึ่งเริ่มไหลกลับเข้าสู่ เอเชียและตลาดเกิดใหม่ อย่างชัดเจน


หุ้นจีน ฮ่องกง ญี่ปุ่น เวียดนาม รวมถึงไทย ต่างได้รับอานิสงส์จาก Fund Flow ที่ย้อนกลับ หลังจากเฟดส่งสัญญาณเข้าสู่รอบผ่อนคลาย และนักลงทุนต้องการกระจายความเสี่ยงออกจากตลาดสหรัฐฯ


สำหรับจีน ตลาดยังคงมี “เรื่องราวการเติบโต” (Growth Story) ที่น่าสนใจ ทั้งเศรษฐกิจดั้งเดิมและเศรษฐกิจใหม่ ตั้งแต่ AI พลังงานสะอาด เทคโนโลยีสุขภาพ ไปจนถึงการบริโภคภายในประเทศ ขณะที่ Valuation ยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับศักยภาพ


ทองคำขึ้นแรง ควรเพิ่มหรือควรลด?


ราคาทองคำที่ปรับขึ้นแรงในช่วงนี้ สะท้อนความไม่มั่นใจต่อระบบการเงินโลก โดยเฉพาะต่อเงินดอลลาร์สหรัฐฯ หลายประเทศ ธนาคารกลาง และนักลงทุนสถาบัน เริ่มลดการถือครองพันธบัตรสหรัฐฯ และหันมาถือทองคำแทนเงินสด


อย่างไรก็ตาม ไม่มีใครสามารถคาดเดาราคาทองคำในระยะ 3–6–12 เดือนได้อย่างแม่นยำ สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การทำนายราคา แต่คือ การจัดสัดส่วนให้เหมาะสมครับ


หากคุณตั้งใจถือทองคำไว้ที่ 10% ของพอร์ต เมื่อราคาปรับขึ้นจนเกินสัดส่วน ผมแนะนำให้ทยอยขายเพื่อรักษาสัดส่วนให้กลับเข้าสู่ระดับเป้าหมาย ไม่ใช่เพิ่มน้ำหนักตามอารมณ์ตลาด เพราะความโลภมักทำให้ความเสี่ยงพุ่งสูงเกินจำเป็น


หุ้นไทย ฟื้นตัวจริงหรือแค่รีบาวด์?


ตลาดหุ้นไทยในรอบนี้มีสัญญาณที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน โดยผ่านจุดต่ำสุดมาแล้วในช่วงกลางปีที่ผ่านมา ระดับ Valuation ปัจจุบันไม่ถือว่าถูกมาก แต่ก็ไม่ได้แพงจนเกินไป


ณ เวลานี้ตลาดรอคือ ตัวกระตุ้นใหม่ (Catalyst) โดยเฉพาะความชัดเจนทางการเมืองและนโยบายเศรษฐกิจ หากสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติได้ เงินลงทุนที่ชะลออยู่มีโอกาสไหลกลับเข้ามา


อย่างไรก็ตาม หุ้นไทยอาจไม่ใช่ตลาดที่ให้ผลตอบแทนหวือหวาเหมือนหุ้นเทคสหรัฐฯ แต่เหมาะกับบทบาท “กองหลังของพอร์ต” โดยเลือกหุ้นปันผลดี ธุรกิจมั่นคง ให้กระแสเงินสดสม่ำเสมอ


กลยุทธ์จัดพอร์ตในโลกที่ไม่ปกติ


แม้ต้นปี 2569 ภาพการลงทุนจะดูสดใสหลายตลาด แต่อย่าลืมว่าในโลกการลงทุนความผันผวนถือเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้เสมอ กลยุทธ์สำคัญไม่ใช่การไล่หาผลตอบแทนสูงสุด แต่คือ การทำให้พอร์ตอยู่รอดและเติบโตได้อย่างยั่งยืน


แนวทางหนึ่งที่ยังใช้ได้ดี คือการแบ่งพอร์ตแบบ Core & Satellite 


กล่าวคือ Core Portfolio หรือพอร์ตหลักที่เป็นการลงทุนกระจายทั่วโลก หุ้นสหรัฐฯ หุ้นประเทศพัฒนาแล้ว ตลาดเกิดใหม่ และพันธบัตร เพื่อสร้างเสถียรภาพให้กับพอร์ต โดยสัดส่วนที่เหมาะสมอยู่ที่ 80% 


อีก 20% คือ Satellite Portfolio หรือพอร์ตรองที่จะเพิ่มโอกาส ด้วยการลงทุนรายประเทศหรือธีมเฉพาะ เช่น หุ้นจีน ธีมสุขภาพ หรืออุตสาหกรรมที่ยังมีมูลค่าน่าสนใจ


หากต้องการถือทองคำ ก็สามารถปรับลดสัดส่วนพันธบัตรบางส่วนเข้ามาแทนได้ โดยจะต้องอยู่ในระดับที่พอร์ตรับความเสี่ยงได้


ตลาดอาจไม่ได้น่ากลัว แต่พอร์ตของคุณแกร่งพอหรือไม่


ก่อนจากกันผมอยากทิ้งไว้ให้คิดสักนิดนึงครับ ในช่วงที่สินทรัพย์หลายประเภทปรับขึ้นพร้อมๆ กันแบบนี้ ผมไม่อยากให้คอยคาดการณ์ หรือแสวงหาคำตอบว่า “ตลาดจะตกเมื่อไร” แต่อยากให้คุณกลับมาถามตัวเองอีกครั้งว่า พอร์ตของเราแข็งแรงรองรับแรงกระแทกได้แค่ไหน


การทยอยปรับสมดุล ลดสินทรัพย์ที่ขึ้นมาแรง เก็บกำไรบางส่วน และเตรียมเงินสดไว้รอโอกาสใหม่ อาจไม่ได้ทำให้คุณได้ผลตอบแทนสูงที่สุดในระยะสั้น แต่จะช่วยให้คุณ “อยู่รอด” และ “ไปต่อ” ได้ในระยะยาว


เพราะในโลกการลงทุน  ผู้ที่ชนะจริง ไม่ใช่คนที่วิ่งเร็วที่สุด แต่คือคนที่เดินไปได้ไกลที่สุดอย่างมั่นคง

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง