รีเซต

“ความสงสารไม่ได้ช่วยให้ใครพ้นทุกข์” เปิดชีวิต 15 ปี ชัญญ่า ทามาดะ จากไฮโซสู่คนกู้ภัยสัตว์

“ความสงสารไม่ได้ช่วยให้ใครพ้นทุกข์” เปิดชีวิต 15 ปี ชัญญ่า ทามาดะ จากไฮโซสู่คนกู้ภัยสัตว์
TNN ช่อง16
8 พฤศจิกายน 2569 ( 19:29 )
4

Exclusive Interview | ชัญญ่า ทามาดะ ผู้ก่อตั้ง Little Paws Adoption Center กับชีวิตที่ต้องสลับระหว่างความสะดวกสบายกับการลุยน้ำท่วมช่วยสัตว์ นอนลานจอดรถที่หาดใหญ่ และบทเรียนจากการทำงานอาสาสมัครตลอด 15 ปี ซึ่งเริ่มต้นจากไม้กวาดหนึ่งด้าม ก่อนพบว่าความสงสารอย่างเดียวไม่สามารถช่วยชีวิตใครได้

“น่าจะเป็นมะเร็งผิวหนังนะ แต่ก็ไม่ใช่หมอนะ คิดว่าน่าจะใช่”

ชัญญ่า ทามาดะ ตอบหลังถูกถามถึงสุนัขตัวหนึ่งที่เพิ่งพบระหว่างลงพื้นที่ช่วยเหลือสัตว์ สภาพผิวหนังของมันทำให้เธอสงสัยว่าอาจมีอาการป่วยรุนแรง แต่ยังไม่สามารถยืนยันได้จนกว่าจะผ่านการตรวจจากสัตวแพทย์

เมื่อถามต่อว่าจะช่วยเหลือสุนัขตัวนี้อย่างไร เธอตอบทันทีว่า “ถ้าเขามีที่อยู่ เราจะรักษาแล้วเอามาไว้ที่เดิม”

บทสนทนาสั้นๆ เกิดขึ้นระหว่างการทำงานของผู้หญิงที่หลายคนรู้จักในชื่อ “ไฮโซชัญญ่า” แต่ชีวิตอีกส่วนหนึ่งของเธอกลับอยู่กับการช่วยเหลือสัตว์จรจัด การหาบ้านให้สุนัขและแมว รวมถึงการเดินทางเข้าพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วม ซึ่งทำต่อเนื่องมาประมาณ 15 ปี

การลงพื้นที่หาดใหญ่ครั้งล่าสุด เธอเล่าว่าต้องนอนอยู่ในลานจอดรถเป็นเวลานาน ใช้ชีวิตกับความไม่สะดวกและความเหนื่อยล้าจากการทำงาน จนอดบ่นกับตัวเองไม่ได้ว่าอยากกลับไปใช้ชีวิตตามปกติ

“เบื่อมาก เมื่อไหร่น้ำจะแห้ง อยากกลับไปเป็นไฮโซละ”

ชัญญ่าหัวเราะกับเรื่องที่เล่า แต่เมื่อถามว่าทำไมยังออกไปช่วยสัตว์ทุกครั้งที่เกิดน้ำท่วม เธอกลับตอบด้วยความคุ้นเคยของคนที่เห็นเหตุการณ์ลักษณะนี้มาหลายครั้ง

“พอน้ำท่วมเราก็จะรู้แล้วว่า เฮ้ย มันต้องมีหมาเกาะอยู่บนที่นอนลอยแพอยู่ที่ไหนสักที่แน่เลย”

ความกังวลว่ายังมีสัตว์ติดอยู่ในพื้นที่ทำให้เธอเลือกออกจากบ้าน แม้จะรู้ว่าการเดินทางแต่ละครั้งอาจต้องใช้เวลาหลายวัน และไม่มีใครบอกได้ล่วงหน้าว่าจะกลับเมื่อไร


15 ปีที่เริ่มต้นจากไม้กวาดหนึ่งด้าม

ชัญญ่าย้อนถึงวันแรกที่เริ่มทำงานอาสาสมัครว่า ตอนนั้นไม่ได้มีแผนจะก่อตั้งศูนย์ช่วยเหลือสัตว์หรือทำงานด้านนี้อย่างจริงจัง เธอเพียงเดินเข้าไปที่มูลนิธิซอยด็อก (Soi Dog Foundation) และถามเจ้าหน้าที่ว่ามีงานอะไรให้ช่วยบ้าง

สิ่งที่ได้รับในวันนั้นคือไม้กวาดและหน้าที่ทำความสะอาดกรงสุนัข

“เดินเข้าไปถามมูลนิธิซอยด็อกว่ามีอะไรให้ช่วยไหม แล้วเขาให้ไม้กวาดมา แล้วก็ช่วยล้างกรงน้องหมาที่อยู่ที่นั่น ก็นับตั้งแต่วันนั้น 15 ปีแล้วค่ะ”

จากงานทำความสะอาดกรง เธอเริ่มเรียนรู้เรื่องการดูแลสัตว์ ได้พบสุนัขและแมวที่ถูกทอดทิ้ง รวมถึงสัตว์ป่วยที่ต้องได้รับการรักษา ก่อนจะขยายบทบาทมาสู่การช่วยเหลือสัตว์อย่างต่อเนื่อง และก่อตั้ง Little Paws Adoption Center

ชัญญ่ายอมรับว่าตอนเริ่มต้น สิ่งที่ทำให้เธออยากเข้าไปช่วยคือความสงสาร แต่การได้ทำงานจริงทำให้เข้าใจว่าความรู้สึกดังกล่าวไม่ได้ทำให้ชีวิตของสัตว์ดีขึ้น หากไม่มีคนลงมือจัดการปัญหา

“ความสงสารมันไม่ได้ช่วยให้เขาพ้นจากความทุกข์ มันคือแค่ความรู้สึกของเรา แต่ถ้าเราอยากให้เขาพ้นจากทุกข์ เราก็ต้องลงมือช่วยเขา เพราะฉะนั้นแค่ความรู้สึกสงสารมันไม่พอ”

ความคิดนี้กลายเป็นหลักในการทำงานของเธอตลอดหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะการช่วยเหลือสัตว์ที่ถูกทอดทิ้ง ซึ่งมีทั้งการรักษา การดูแลระหว่างพักฟื้น และการหาบ้านใหม่ให้สัตว์ที่ไม่มีเจ้าของ

สำหรับชัญญ่า สุนัขและแมวควรมีบ้านที่ปลอดภัยและมีคนดูแล เธอมองว่าสัตว์เหล่านี้มีความซื่อสัตย์ต่อมนุษย์ แต่กลับต้องเผชิญการทอดทิ้งจากเจ้าของบางส่วน

“จริงๆ แล้วมันไม่ควรที่จะมาอยู่ข้างถนน ยังไงก็ควรที่จะมีบ้านที่อบอุ่น เพราะด้วยความซื่อสัตย์และความบริสุทธิ์ของจิตใจเขา เขาไม่ควรที่จะโดนทอดทิ้งเลย”

แม้จะช่วยเหลือสัตว์มานาน แต่เธอยอมรับว่าปัญหาสัตว์จรจัดยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง เพราะในขณะที่อาสาสมัครพยายามหาบ้านให้สัตว์ ก็ยังมีเจ้าของบางรายนำสัตว์มาปล่อยทิ้ง

“คนทำก็ทำไป คนทิ้งก็ทิ้งไป มันก็ไม่มีวันจบ”

ชัญญ่ามองว่าการช่วยเหลือสัตว์เป็นงานที่ทำแล้วสบายใจ เพราะสัตว์ไม่สามารถร้องขอหรือเรียกร้องอะไรจากคนช่วยได้

“การช่วยเหลือสัตว์รู้สึกไม่เคยเหนื่อยเลย เพราะเขาไม่เคยร้องขออะไร แล้วเขาก็ไม่เคยโวยวาย ก็เลยคิดว่าช่วยสัตว์ได้สบายใจที่สุด”

น้ำท่วมเมื่อไรต้องเตรียมลงน้ำ อยู่จนกว่าน้ำจะแห้ง

ตลอดเวลาที่ทำงานช่วยเหลือสัตว์ ชัญญ่าเข้าไปเกี่ยวข้องกับภารกิจกู้ภัยในพื้นที่น้ำท่วมหลายครั้ง จนการเตรียมเสื้อผ้าสำหรับลุยน้ำกลายเป็นเรื่องปกติ

เธอบอกว่าเมื่อทราบข่าวน้ำท่วม สิ่งที่ต้องคิดตามมาคือการเตรียมอุปกรณ์และประเมินว่าจะเข้าไปช่วยสัตว์ในพื้นที่ได้อย่างไร เพราะจากประสบการณ์ที่ผ่านมา มักมีสุนัขและแมวติดอยู่ตามบ้านเรือนที่ถูกน้ำท่วม

“มันเหมือนเป็นชีวิตของเราไปแล้ว เมื่อไหร่ที่น้ำท่วมก็ต้องรู้สึกว่า เออ ก็ต้องเอาเสื้อผ้า พวกกางเกงที่ต้องเอามาลุย เพราะว่าก็ต้องลงจนน้ำแห้ง”

ภารกิจแต่ละครั้งไม่ได้จบลงทันทีที่ช่วยสัตว์ออกมาได้ แต่ยังต้องดูแลอาการเบื้องต้น ประสานงานกับสัตวแพทย์ และจัดการเรื่องอาหารหรือที่พักชั่วคราวตามสภาพของสัตว์ที่พบ

ส่วนการลงพื้นที่หาดใหญ่ครั้งล่าสุด ชัญญ่าเล่าว่าเป็นช่วงที่เหนื่อยมาก เพราะต้องใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่ประสบภัยเป็นเวลานาน โดยมีลานจอดรถเป็นสถานที่พักระหว่างทำงาน

ความลำบากจากการใช้ชีวิตหน้างานทำให้เธอคิดถึงบ้านและอยากกลับไปใช้ชีวิตตามปกติ แต่ก็ยังเป็นห่วงสัตว์ที่อาจติดอยู่ในพื้นที่

ชัญญ่าอธิบายว่า หากไม่เคยเข้าไปเห็นสภาพความเสียหายด้วยตัวเอง อาจไม่เข้าใจว่าสัตว์ต้องเผชิญอะไรบ้างเมื่อเกิดอุทกภัย

บางตัวติดอยู่ในบ้าน บางตัวไม่มีอาหาร และบางตัวต้องแช่น้ำเป็นเวลาหลายวันจนร่างกายอ่อนแรง

ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้เธอรู้สึกว่าการอยู่บ้านเฉยๆ ในช่วงที่มีสัตว์กำลังเดือดร้อนเป็นเรื่องยาก

“พอเราลงมาคลุกคลีกับคนที่ลำบากจริงๆ มันมีอีกหลายอย่างที่ถ้าเรานอนอยู่บ้าน เราจะไม่ได้เห็น”

เธอยอมรับว่าชีวิตส่วนตัวมีความสะดวกสบายอยู่แล้ว การแบ่งเวลาออกมาช่วยเหลือผู้ประสบภัยจึงเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ แม้ต้องแลกกับความเหนื่อยและการใช้ชีวิตที่ต่างจากเดิม

“เราแค่สละเวลาไม่กี่วันของชีวิตสบายๆ ของเราออกมา มันก็รู้สึกว่ามันมีประโยชน์”

ที่น่าสนใจคือ แม้ชัญญ่าจะลงพื้นที่ช่วยเหลือสัตว์มาหลายครั้ง แต่เธอบอกว่าทีมทำงานประจำของตัวเองมีขนาดเล็กมาก

“จริงๆ แล้วทีมเราน้อยมาก จริงๆ ทีมเรามีแค่คนเดียว แล้วไปหาเอาหน้างาน”

การทำงานจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากอาสาสมัครและผู้คนในพื้นที่เป็นหลัก ทั้งการเข้าถึงจุดที่มีสัตว์ติดอยู่ การขนย้าย และการประสานความช่วยเหลือในแต่ละวัน

ทรายแมว ยา และผ้าห่ม สิ่งของจำเป็นที่คนบริจาคอาจนึกไม่ถึง

การลงพื้นที่ช่วยเหลือสัตว์ในช่วงน้ำท่วมต้องเตรียมอุปกรณ์แตกต่างจากการช่วยเหลือสัตว์จรจัดทั่วไป โดยเฉพาะสัตว์ที่ติดอยู่ในน้ำเป็นเวลานาน ซึ่งอาจมีอาการบาดเจ็บ อ่อนแรง หรือเจ็บป่วย

ชัญญ่าเล่าว่าเธอมีสัตวแพทย์คอยให้คำปรึกษาระหว่างทำงาน แม้บางครั้งแพทย์จะไม่ได้อยู่ในพื้นที่เดียวกัน แต่สามารถติดต่อผ่าน FaceTime เพื่อประเมินอาการและปรึกษาแนวทางรักษาเบื้องต้นได้

“เรามีคุณหมอที่คอยประกบอยู่กับเราตลอด ไม่ว่าจะทาง FaceTime หรือทางอะไรแบบนี้ เราสามารถเอายาพวกนี้ไปคอนซัลต์หน้างานว่าน้องมีอาการแบบนี้”

นอกจากยาแล้ว ยังต้องเตรียมผ้าห่มสำหรับสัตว์ที่เปียกหรือแช่น้ำเป็นเวลาหลายวัน รวมถึงอาหารสุนัขที่แบ่งเป็นถุงขนาดเล็กเพื่อแจกจ่ายให้ชาวบ้านที่ยังดูแลสัตว์อยู่ แต่ไม่สามารถเดินทางออกไปซื้ออาหารได้

ส่วนสิ่งของที่ชัญญ่าให้ความสำคัญเป็นพิเศษคือทรายแมว เพราะเป็นของที่ผู้บริจาคบางคนอาจมองข้าม

“สิ่งที่คนชอบลืมก็คือทรายแมว ถ้าคนไม่เลี้ยงแมวจะไม่รู้เลย”

เธออธิบายว่าแมวบางตัวไม่ยอมขับถ่ายหากไม่มีพื้นที่หรือวัสดุที่คุ้นเคย และอาจกลั้นปัสสาวะจนเกิดปัญหาสุขภาพได้ โดยเฉพาะในช่วงที่สัตว์กำลังเครียดจากการย้ายที่อยู่หรือเผชิญภัยพิบัติ

ทรายแมวจึงเป็นสิ่งของจำเป็นสำหรับการดูแลแมวในศูนย์พักพิงชั่วคราว เช่นเดียวกับอาหาร น้ำสะอาด และอุปกรณ์ทำความสะอาด

จากประสบการณ์ของชัญญ่า การบริจาคสิ่งของให้ตรงกับความต้องการของสัตว์และคนในพื้นที่มีความสำคัญ เพราะอุปกรณ์บางอย่างที่ดูเป็นเรื่องเล็กสำหรับคนทั่วไป อาจจำเป็นต่อการดูแลสัตว์ระหว่างรอความช่วยเหลือ

จากร้องไห้ขณะช่วยสัตว์ ถึงวันที่ต้องเก็บน้ำตาไว้ก่อน

การทำงานช่วยเหลือสัตว์ตลอด 15 ปีทำให้ชัญญ่าต้องเผชิญทั้งเหตุการณ์ที่ช่วยชีวิตสัตว์ได้สำเร็จ และเหตุการณ์ที่สัตว์เสียชีวิตก่อนจะได้รับการช่วยเหลือ

เธอยอมรับว่าช่วงแรกของการทำงานยังควบคุมความรู้สึกตัวเองได้ยาก โดยเฉพาะเมื่อเห็นสัตว์บาดเจ็บหนักหรืออยู่ในสภาพที่ช่วยเหลือได้ลำบาก

“ทำแรกๆ คือร้องไห้ไป แต่มือก็ทำไป น้ำตานี่กลั้นไม่อยู่”

แต่เมื่อผ่านเหตุการณ์ลักษณะนี้มาหลายครั้ง เธอเริ่มเรียนรู้วิธีจัดการอารมณ์ของตัวเอง เพราะหากมัวเสียใจกับสัตว์ที่ไม่สามารถช่วยชีวิตไว้ได้ ก็อาจทำให้เสียโอกาสช่วยสัตว์ตัวอื่นที่ยังรออยู่

“เดี๋ยวนี้ก็คือโปรมาก ตายก็ยกมือไหว้ อุทิศส่วนกุศล แล้วก็ตัวต่อไป ตัวต่อไป”

ชัญญ่าบอกว่าแม้จะทำงานมานาน แต่ก็ยังมีเหตุการณ์ที่ทำให้เสียใจจนอยากร้องไห้ เพียงแต่บางครั้งภารกิจที่อยู่ตรงหน้าไม่เปิดโอกาสให้หยุดพัก

เธอยกตัวอย่างเหตุการณ์ที่เพิ่งพบก่อนให้สัมภาษณ์ ซึ่งทำให้รู้สึกเสียใจอย่างมาก แต่ยังต้องทำงานต่อ

“เมื่อวานก็มีเคสที่แบบไม่ไหวแล้ว อยากร้องไห้มาก แต่แบบไม่ว่าง มันไม่ว่าง เราเสียเวลากับการเสียใจไม่ได้ เราต้องเข้มแข็ง”

เมื่อถามถึงความเหนื่อยจากการช่วยเหลือสัตว์ ชัญญ่ากลับบอกว่างานที่ต้องใช้แรงไม่ใช่ปัญหาใหญ่สำหรับเธอ เพราะสิ่งที่จัดการยากกว่าคืออารมณ์ของตัวเองและผู้คนที่ต้องพบระหว่างทำงาน

โดยเฉพาะสถานการณ์ที่มีความขัดแย้ง การไม่เข้าใจกัน หรือข้อจำกัดจากระบบและกฎหมาย ซึ่งบางครั้งทำให้การช่วยเหลือล่าช้าหรือทำงานได้ยากขึ้น

“ส่วนมากจะเหนื่อยกับอารมณ์ที่ต้องคุม เพราะว่าอันนี้เป็นอุปสรรคที่ยากที่สุดจริงๆ”

“ทำไมไม่ช่วยคน” คำถามที่เคยถูกตะโกนด่ากลางน้ำท่วมปี 54

หนึ่งในเหตุการณ์ที่ชัญญ่ายังจำได้คือการลงพื้นที่น้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ซึ่งมีคนบางส่วนไม่พอใจที่เธอเข้าไปช่วยเหลือสุนัขแทนที่จะช่วยผู้ประสบภัยที่เป็นมนุษย์

เธอเล่าว่าเคยถูกตะโกนต่อว่าและขับไล่ออกจากพื้นที่ เพราะคนเหล่านั้นไม่เข้าใจเหตุผลที่เธอเลือกช่วยสัตว์

“มีคนตะโกนด่าเราว่าทำไมเราถึงช่วยหมา ให้ไล่เราออกบ้าง หรือตะโกนด่าบ้าง”

ชัญญ่าเข้าใจว่าผู้ประสบภัยแต่ละคนกำลังเผชิญความเดือดร้อนและความเครียด แต่เธอก็มองว่าสัตว์ที่ติดอยู่ในพื้นที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้เช่นกัน

ประสบการณ์ดังกล่าวทำให้เธอต้องปรับวิธีทำงาน ทั้งการเตรียมคนร่วมลงพื้นที่ การสื่อสารกับชาวบ้าน และการรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดความขัดแย้ง

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เธอพบว่าปัญหาการช่วยเหลือสัตว์ไม่ได้มีแค่เรื่องจำนวนอาสาสมัครหรืออุปกรณ์ แต่ยังเกี่ยวข้องกับระบบการทำงาน คน และกฎหมายที่ต้องปฏิบัติตาม

“การทำงานมันยากลำบากเพราะว่าระบบ แล้วก็คน แล้วก็กฎหมาย แล้วก็อะไรหลายๆ อย่าง อันนี้คือสิ่งที่ท้าทายที่สุดที่เจอ”

ส่วนคำถามว่าทำไมถึงช่วยสัตว์แต่ไม่ช่วยคน ชัญญ่าอธิบายว่าความเป็นจริงของการลงพื้นที่ไม่ได้แยกออกจากกันอย่างนั้น

เพราะเมื่อเข้าไปช่วยสัตว์ในชุมชนที่ถูกน้ำท่วม เธอก็ได้พบชาวบ้านที่กำลังเดือดร้อน และช่วยเหลือตามกำลังที่สามารถทำได้

“พอเราเข้ามาช่วยสัตว์ เราก็จะเห็นว่าชาวบ้านเดือดร้อนมากๆ นะคะ เพราะฉะนั้นเราก็จะช่วยชาวบ้านไปด้วย”

การทำงานอาสาสมัครจึงทำให้เธอได้สัมผัสปัญหาของผู้ประสบภัยมากขึ้น และเข้าใจสภาพชีวิตของคนที่ต้องเผชิญความลำบาก ซึ่งแตกต่างจากชีวิตที่เธอคุ้นเคยก่อนเริ่มทำงานช่วยเหลือสัตว์

ชีวิตไฮโซกับงานกู้ภัย ชัญญ่ายืนยันทำอะไรต้องทำให้สุด

สำหรับภาพลักษณ์บนโซเชียลมีเดียที่หลายคนรู้จัก ชัญญ่าไม่ได้ปฏิเสธว่าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเธอ

แต่เมื่อถึงเวลาทำงานช่วยเหลือสัตว์ เธอก็พร้อมเปลี่ยนจากชีวิตที่สะดวกสบายมาอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ต้องใช้แรงและความอดทน

“ในโซเชียลเหรอคะ จริงๆ ชีวิตก็เป็นแบบนั้นแหละค่ะ เหลือแค่เวลาที่ทำงานในมูลนิธิก็จะเป็นอีกแบบนึง”

เธออธิบายว่าตัวเองเป็นคนทำอะไรแล้วต้องทำอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ชีวิตส่วนตัวหรือการลงพื้นที่ช่วยเหลือสัตว์

“เราจะเป็นไฮโซก็เป็นให้สุด มาช่วยเราก็ต้องช่วยจริงๆ”

ชัญญ่าบอกว่าไม่ได้ต้องการลงพื้นที่เพื่อถ่ายภาพการแจกของหรือสร้างภาพว่ากำลังช่วยเหลือผู้ประสบภัย เพราะงานที่ทำต้องลงมือจริง และหลายครั้งต้องใช้เวลาหลายวันกว่าจะเสร็จสิ้น

“เราไม่ได้แบบมาถือกล้วยถ่ายรูป ถือน้ำยื่นถ่ายรูป”

เธอยอมรับว่าตัวเองไม่ใช่คนพูดจาอ่อนหวานนัก มีบุคลิกค่อนข้างตรงและพูดห้วน แต่การทำงานมานานทำให้มีภูมิคุ้มกันต่อคำวิจารณ์มากขึ้น

จากคนที่เคยร้องไห้กับเหตุการณ์ต่างๆ ปัจจุบันเธอรู้ว่าควรรับมือกับปัญหาอย่างไร และต้องจัดลำดับความสำคัญของงานก่อนเรื่องอารมณ์ส่วนตัว

ส่วนการถูกมองว่าเป็นไฮโซก็ไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกว่าต้องเปลี่ยนภาพลักษณ์เพื่อให้คนยอมรับการทำงานอาสาสมัคร

เพราะสำหรับชัญญ่า ชีวิตทั้งสองแบบสามารถอยู่ด้วยกันได้ และเธอก็เลือกทำทั้งสองอย่างตามที่ตัวเองต้องการ


15 ปีที่ได้เห็นโลกอีกใบ และความลำบากที่ไม่เคยรู้จัก

เมื่อถามว่างานช่วยเหลือสัตว์เปลี่ยนแปลงชีวิตของเธออย่างไร ชัญญ่าตอบว่า สิ่งที่ได้รับมากที่สุดคือโอกาสเข้าไปเห็นชีวิตของผู้คนที่มีความเป็นอยู่แตกต่างจากตัวเอง

เธอยอมรับว่าเติบโตมาในสภาพแวดล้อมแบบหนึ่ง และก่อนเริ่มทำงานอาสาสมัครก็ไม่ได้มีโอกาสสัมผัสความลำบากของผู้คนอย่างใกล้ชิดมากนัก

“เราโตมาแบบนึง แต่ว่าการที่เรามาทำแบบนี้ เราจะได้เห็นอีกอย่างนึง”

การลงพื้นที่ช่วยเหลือสัตว์ทำให้เธอพบปัญหาที่ไม่เคยรู้มาก่อน ทั้งสภาพความเป็นอยู่ของชาวบ้าน ความยากลำบากระหว่างเกิดภัยพิบัติ และข้อจำกัดที่ผู้ประสบภัยต้องเผชิญ

ชัญญ่าบอกว่าประสบการณ์เหล่านี้ทำให้ได้เรียนรู้เรื่องใหม่ทุกครั้งที่ออกไปทำงาน และสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปใช้กับงานอื่นได้

“มันได้ความรู้เยอะมากค่ะ มันได้ความรู้ที่ถ้าอยู่บ้านไม่มีทางได้เห็น ทุกครั้งที่ออกลงพื้นที่ก็จะได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ เยอะมาก”

จากคนที่เคยทำอะไรไม่เป็นหลายอย่าง ปัจจุบันเธอบอกว่ามีทักษะเพิ่มขึ้นมาก ทั้งจากการทำงานเองและการเรียนรู้จากคนที่พบระหว่างทาง

“จากการที่เราทำอะไรไม่เป็น จนทุกวันนี้เราก็แทบจะทำเป็นทุกอย่าง”

อีกเรื่องที่ชัญญาพูดถึงคือความช่วยเหลือที่ได้รับจากคนรอบข้าง เธอเล่าว่าแม้หลายครั้งจะเริ่มทำงานด้วยตัวเอง แต่เมื่อพบปัญหาก็มักมีคนเข้ามาช่วยเหลืออยู่เสมอ

เธอเชื่อว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการทำความดีและบุญกุศลที่สะสมมา แม้จะเป็นความเชื่อส่วนบุคคล แต่ก็เป็นกำลังใจให้ทำงานอาสาสมัครต่อเนื่อง

“เมื่อไหร่ที่เรามีปัญหาหรืออะไร มันก็จะมีคนยื่นมือเข้ามา”

เมื่อมองย้อนกลับไปตลอด 15 ปี ชัญญ่าบอกว่าได้เรียนรู้ชีวิตมากกว่าที่เคยคิดไว้ และเริ่มมองเวลาของตัวเองต่างออกไป

เพราะในขณะที่เธอมีชีวิตที่ค่อนข้างสะดวกสบาย ยังมีคนและสัตว์อีกมากที่ต้องการความช่วยเหลือ การแบ่งเวลาส่วนหนึ่งออกไปทำงานจึงเป็นสิ่งที่เธออยากทำต่อไป

“วันนึงเราตายไป อย่างน้อยมันก็จะทิ้งอะไรไว้บนโลกนี้”

อยากช่วยสัตว์ไม่ต้องรอให้เกิดน้ำท่วม เริ่มจากสิ่งที่ทำได้

หลังทำงานช่วยเหลือสัตว์มานาน ชัญญ่าบอกว่าไม่จำเป็นที่ทุกคนจะต้องลงพื้นที่น้ำท่วมหรือทำงานกู้ภัยเหมือนเธอ เพราะการช่วยเหลือผู้อื่นสามารถเริ่มต้นจากเรื่องใกล้ตัวได้

หากพบสุนัขหิวก็สามารถให้อาหาร หรือหากเห็นคนกำลังเดือดร้อนก็ช่วยตามกำลังที่มี

“คนที่มีเมตตาในหัวใจอยู่แล้ว มันก็ช่วยได้ทุกคนแหละ ใครเห็นใครลำบากก็ช่วยเขา เห็นหมาหิวก็ให้ข้าวเขา”

สำหรับคนที่สนใจงานอาสาสมัคร เธอแนะนำให้เริ่มจากการเข้าไปช่วยงานกับองค์กรหรือกลุ่มที่ทำงานด้านนี้อยู่แล้ว เพื่อเรียนรู้วิธีทำงานและประเมินว่าตัวเองสามารถช่วยอะไรได้บ้าง

ส่วนคนที่ไม่สะดวกเดินทางหรือไม่มีเวลาลงพื้นที่ก็สามารถสนับสนุนสิ่งของและเงินบริจาคให้กับกลุ่มช่วยเหลือตามความเหมาะสม

“เรามีแรงก็ลงแรง ถ้าเรามีทรัพย์เราก็ลงทรัพย์ ไม่จำเป็นที่จะต้องมาลงน้ำแบบนี้ก็ได้ อยู่ที่บ้านก็มีอะไรอยากบริจาคก็ส่งมา”

จากวันแรกที่เดินเข้าไปขอช่วยกวาดพื้นและล้างกรงสุนัขที่มูลนิธิซอยด็อก จนถึงวันที่ต้องเตรียมอุปกรณ์ลงพื้นที่น้ำท่วม ชัญญ่าใช้เวลากว่า 15 ปีเรียนรู้การทำงานช่วยเหลือสัตว์ รวมถึงการรับมือกับความสูญเสียและปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างทาง

แม้จะยอมรับว่าบางครั้งเหนื่อยจนอยากกลับบ้าน แต่เธอก็ยังออกไปช่วยเหลือเมื่อทราบว่ามีสัตว์ติดอยู่ในพื้นที่ประสบภัย เพราะรู้ว่าการรอคอยอาจทำให้สัตว์บางตัวหมดโอกาสรอดชีวิต

ก่อนจบบทสัมภาษณ์ ชัญญ่าฝากถึงคนที่อยากทำงานช่วยเหลือสังคมว่า ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากเรื่องใหญ่หรือทำตามคนอื่น ขอให้เลือกสิ่งที่ตัวเองถนัดและสามารถทำได้จริง

“ถนัดอะไรก็ทำไปเถอะค่ะ ทำอะไรก็ได้ที่มันมีประโยชน์ ทำไปเถอะ”

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง