รีเซต

นายกฯ สั่งเข้มชายแดนไทย-เมียนมา กองทัพยันไม่ละเมิดหยุดยิงกัมพูชา

นายกฯ สั่งเข้มชายแดนไทย-เมียนมา กองทัพยันไม่ละเมิดหยุดยิงกัมพูชา
TNN ช่อง16
3 พฤศจิกายน 2569 ( 09:19 )
11

สถานการณ์ความมั่นคงตามแนวชายแดนไทยยังอยู่ภายใต้การเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ทั้งชายแดนไทย-เมียนมาและไทย-กัมพูชา หลังการสู้รบในฝั่งเมียนมาส่งผลกระทบต่อบ้านเรือนประชาชนในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ขณะที่กัมพูชากล่าวหาฝ่ายไทยเคลื่อนย้ายกำลังพลและรถถังเข้าสู่พื้นที่ชายแดนจังหวัดสระแก้ว โดยกองทัพบกยืนยันว่าไทยยังคงปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงอย่างเคร่งครัด และไม่มีการเพิ่มกำลังทหารเพื่อคุกคามฝ่ายใด

รายการ TNN News ข่าวเช้า ทาง TNN ช่อง 16 รายงานความคืบหน้ามาตรการด้านความมั่นคงของรัฐบาลและกองทัพไทย โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กำชับหน่วยงานความมั่นคงเพิ่มความเข้มงวดในการดูแลอธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชน พร้อมใช้ช่องทางการทูตประสานประเทศเพื่อนบ้านเพื่อลดผลกระทบจากการสู้รบ ขณะที่กระทรวงกลาโหมลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมกำลังพลและติดตามสถานการณ์ชายแดนอย่างต่อเนื่อง

ระเบิดเมียนมากระทบฝั่งไทย บ้านเรือนแม่ฮ่องสอนเสียหาย 17 หลัง

สถานการณ์ชายแดนไทย-เมียนมากลับมาอยู่ในความสนใจอีกครั้ง หลังเครื่องบินรบของกองทัพเมียนมาทิ้งระเบิดขนาดใหญ่จำนวน 2 ลูก บริเวณฐานซอแลท่า ซึ่งเป็นฐานกำลังของสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง หรือ KNU ฝั่งประเทศเมียนมา ตรงข้ามบ้านแม่สามแลบ อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน เมื่อช่วงค่ำวันที่ 31 ตุลาคม 2569

แรงสั่นสะเทือนจากการระเบิดและสะเก็ดระเบิดส่งผลกระทบข้ามมายังฝั่งประเทศไทย ทำให้บ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหายรวม 17 หลัง ขณะที่ประชาชนบางส่วนต้องอพยพออกจากพื้นที่ชั่วคราวเพื่อความปลอดภัย ก่อนเดินทางกลับเข้าพักอาศัยตามปกติภายหลังสถานการณ์คลี่คลาย

ล่าสุด พันเอก รัชตะ ท้าวคำลือ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจสิงหนาท พร้อมด้วยพันเอก ต่อพงษ์ ชำนาญอาสา ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 36 นำกำลังพลลงพื้นที่บ้านแม่สามแลบ เพื่อตรวจเยี่ยมและติดตามสถานการณ์ พร้อมพูดคุยให้กำลังใจประชาชนที่ได้รับผลกระทบ

เจ้าหน้าที่ได้มอบสิ่งของช่วยเหลือแก่ประชาชนจำนวน 5 ครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากสะเก็ดระเบิด ก่อนเดินทางโดยเรือตรวจสอบสถานการณ์ตามแนวแม่น้ำสาละวินไปยังบ้านท่าตาฝั่ง อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน

พบสะเก็ดระเบิด 5 ชิ้น คาดมาจากระเบิดขนาด 500 ปอนด์ขึ้นไป

จากการตรวจสอบพื้นที่ เจ้าหน้าที่ได้รับมอบสะเก็ดระเบิดจำนวน 5 ชิ้นที่ประชาชนเก็บได้ในเขตประเทศไทย เพื่อนำไปตรวจสอบลักษณะและประเภทของวัตถุระเบิด

ผลการตรวจสอบเบื้องต้นระบุว่า สะเก็ดระเบิดดังกล่าวมีลักษณะเกี่ยวข้องกับระเบิดขนาดใหญ่ที่มีน้ำหนักตั้งแต่ 500 ปอนด์ขึ้นไป ซึ่งสามารถสร้างแรงสั่นสะเทือนเป็นวงกว้างและส่งผลกระทบต่อบ้านเรือนที่อยู่ใกล้พื้นที่เกิดเหตุ

พันเอก รัชตะ ยืนยันว่า กองทัพไทยได้จัดกำลังพลเฝ้าระวังและลาดตระเวนตลอดแนวชายแดนแม่น้ำสาละวินตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อดูแลความปลอดภัยของประชาชนและป้องกันการรุกล้ำอธิปไตยของประเทศไทย

พร้อมขอให้ประชาชนในพื้นที่ชายแดนติดตามข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ ไม่ตื่นตระหนก และหากพบวัตถุต้องสงสัยหรือสิ่งผิดปกติ ให้รีบแจ้งหน่วยงานความมั่นคงทันที

นายกฯ สั่งใช้ช่องทางการทูตแจ้งเมียนมา หลีกเลี่ยงกระทบพลเรือน

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-เมียนมาว่า รัฐบาลรับทราบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและความเสียหายต่อบ้านเรือนประชาชนในฝั่งไทยแล้ว โดยได้มอบหมายให้นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ประสานแจ้งข้อกังวลไปยังรัฐบาลเมียนมา

รัฐบาลไทยขอให้ฝ่ายเมียนมาดำเนินปฏิบัติการทางทหารด้วยความระมัดระวัง และหลีกเลี่ยงการกระทำที่อาจส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสู้รบ ทั้งประชาชนในประเทศไทยและเมียนมา

ขณะเดียวกัน ผู้บัญชาการทหารสูงสุดได้ดำเนินการผ่านช่องทางฝ่ายทหารแล้ว และจะมีการเชิญเจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตเมียนมาประจำประเทศไทยมารับทราบข้อกังวลของฝ่ายไทยด้วย

นายกรัฐมนตรียืนยันว่า รัฐบาลพร้อมดำเนินการทั้งทางทหารและการทูตเพื่อปกป้องอธิปไตยของประเทศ โดยได้กำชับผู้บัญชาการทหารสูงสุดและผู้บัญชาการเหล่าทัพให้เพิ่มความพร้อมในการลาดตระเวนและดูแลพื้นที่ชายแดนอย่างเต็มที่

อย่างไรก็ตาม การดำเนินการต้องหลีกเลี่ยงความขัดแย้งและการปะทะให้มากที่สุด เนื่องจากการสู้รบที่เกิดขึ้นเป็นความขัดแย้งภายในประเทศเมียนมา ซึ่งประเทศไทยไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่กลับได้รับผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่และทรัพย์สินของประชาชน

ส่วนกระแสข่าวที่ระบุว่าทหารเมียนมาข่มขู่จะทำลายคลังสินค้าของไทย หากมีการส่งสินค้าให้กลุ่ม KNU นายกรัฐมนตรีระบุว่ายังไม่ได้รับทราบรายละเอียดเรื่องดังกล่าว

ระงับผ่อนผันการค้าชายแดนแม่สอด 7 วัน ไม่ปิดด่านทั้งหมด

นอกจากมาตรการด้านความมั่นคงแล้ว รัฐบาลยังเพิ่มความเข้มงวดในการควบคุมการค้าชายแดนไทย-เมียนมา เพื่อป้องกันการลำเลียงสิ่งของที่อาจถูกนำไปสนับสนุนการสู้รบในฝั่งเมียนมา

โดยมีคำสั่งระงับการผ่อนผันนำเข้าและส่งออกสินค้าผ่านช่องทางอื่นนอกเหนือจากช่องทางที่ได้รับอนุมัติ บริเวณพื้นที่ทางทิศใต้ของสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา แห่งที่ 1 ในพื้นที่อำเภอแม่สอดและอำเภอพบพระ จังหวัดตาก

มาตรการดังกล่าวกำหนดระยะเวลา 7 วัน ตั้งแต่วันที่ 30 ตุลาคม ถึงวันที่ 5 พฤศจิกายน 2569 หรือจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย

ทั้งนี้ การดำเนินการไม่ได้เป็นการปิดด่านชายแดนทั้งหมด โดยการนำเข้าและส่งออกสินค้าผ่านช่องทางหลักที่ได้รับอนุมัติยังสามารถดำเนินการได้ตามปกติ ภายใต้เงื่อนไขและหลักเกณฑ์ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

สำหรับผู้ประกอบการที่มีการค้าขายตามแนวชายแดน ขอให้ตรวจสอบรายละเอียดและเงื่อนไขการดำเนินพิธีการศุลกากรกับด่านศุลกากรแม่สอดก่อนดำเนินการ เพื่อให้การขนส่งสินค้าเป็นไปอย่างถูกต้องและไม่กระทบต่อมาตรการด้านความมั่นคง

กองทัพบกโต้กัมพูชา ยันไม่มีเคลื่อนรถถังเพิ่มกำลังบ้านหนองจาน

ขณะที่สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา มีความเคลื่อนไหวจากกรณีฝ่ายกัมพูชาเตรียมส่งเอกสารรายงานต่อคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน หรือ ASEAN Observer Team (AOT) โดยกล่าวหาว่าฝ่ายไทยมีการเคลื่อนย้ายกำลังพลและนำรถถังเข้าสู่พื้นที่บ้านหนองจาน อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ซึ่งฝ่ายกัมพูชามองว่าเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง

พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ชี้แจงว่า ข้อกล่าวหาดังกล่าวคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง โดยยืนยันว่าฝ่ายไทยไม่ได้มีการเพิ่มเติมกำลังพลหรือเคลื่อนย้ายยุทโธปกรณ์เข้าสู่พื้นที่เพื่อเพิ่มศักยภาพทางทหารแต่อย่างใด

การวางกำลังของหน่วยทหารในพื้นที่รับผิดชอบของกองกำลังบูรพายังคงเป็นไปตามกรอบและแนวทางเดิมทุกประการ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงลักษณะการวางกำลังเพื่อสร้างความตึงเครียดหรือคุกคามฝ่ายกัมพูชา

สำหรับกรณีรถถังที่ถูกกล่าวอ้างนั้น เป็นการปรนนิบัติบำรุงและตรวจสอบความพร้อมของยุทโธปกรณ์ตามแผนปฏิบัติงานประจำของหน่วยทหารในพื้นที่เดิม เพื่อรักษาความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจตามปกติ ไม่ใช่การเคลื่อนย้ายกำลังหรือเพิ่มขีดความสามารถทางทหารเพื่อคุกคามฝ่ายใด

กองทัพบกยืนยันว่า ประเทศไทยยังคงยึดมั่นและปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง รวมถึงหลักกฎหมายระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด โดยให้ความสำคัญกับการรักษาความสงบเรียบร้อย ความปลอดภัยของประชาชน และการป้องกันความเข้าใจผิดที่อาจส่งผลต่อสถานการณ์ชายแดน

รมว.กลาโหมลงพื้นที่ตรวจชายแดน ย้ำรักษาอธิปไตย

ด้านพลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พร้อมด้วยพลเอก สรัน เพชรานนท์ ปลัดกระทรวงกลาโหม และคณะ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมกองกำลังสุรนารีและกองกำลังสุรศักดิ์มนตรี ก่อนเข้าร่วมการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรที่จังหวัดอุดรธานี

การลงพื้นที่ครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อติดตามสถานการณ์ความมั่นคงตามแนวชายแดน รับฟังรายงานผลการปฏิบัติงานของหน่วยทหาร และมอบสิ่งของบำรุงขวัญแก่กำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ดูแลความปลอดภัยของประชาชน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมแสดงความเชื่อมั่นในความพร้อมของกองทัพไทยในการรักษาอธิปไตยและความมั่นคงของประเทศ พร้อมยืนยันว่าฝ่ายไทยยังสามารถควบคุมพื้นที่สำคัญไว้ได้ทั้งหมด

ขณะเดียวกัน ได้กำชับให้กำลังพลติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ไม่ประมาท และปฏิบัติตามกฎการใช้กำลังอย่างเคร่งครัด เพื่อให้การดำเนินภารกิจเป็นไปอย่างเหมาะสมและลดความเสี่ยงต่อการเกิดเหตุเผชิญหน้า

ไทยชะลอเจรจารัฐบาลกัมพูชา เปิดช่องหารือระดับเลขานุการ

สำหรับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชา การเจรจาในระดับรัฐบาลยังคงชะลอไว้ก่อน แต่ยังเปิดช่องทางให้มีการหารือผ่านระดับกองเลขานุการ เพื่อประสานข้อมูลและสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการปฏิบัติตามข้อตกลงร่วมกัน

แนวทางดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อรักษาช่องทางการสื่อสารระหว่างสองฝ่าย และลดความเสี่ยงจากความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของกำลังทหารตามแนวชายแดน

ขณะเดียวกัน กระทรวงกลาโหมยังให้ความสำคัญกับการดูแลสวัสดิภาพและคุณภาพชีวิตของกำลังพลแนวหน้า ภายใต้นโยบาย "น้ำไหล ไฟสว่าง ทางดี มีสัญญาณโทรศัพท์" เพื่อยกระดับความพร้อมของหน่วยทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ชายแดน

นโยบายดังกล่าวครอบคลุมการพัฒนาระบบน้ำอุปโภคบริโภค การจัดหาไฟฟ้า การปรับปรุงเส้นทางคมนาคม และการเพิ่มประสิทธิภาพระบบสื่อสาร เพื่อให้กำลังพลสามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่างต่อเนื่องและมีคุณภาพชีวิตที่เหมาะสม

รัฐบาลย้ำปกป้องอธิปไตย ควบคู่ลดความตึงเครียดชายแดน

สถานการณ์ความมั่นคงตามแนวชายแดนทั้งสองด้านยังเป็นประเด็นที่รัฐบาลและกองทัพให้ความสำคัญ โดยชายแดนไทย-เมียนมามุ่งเน้นการป้องกันผลกระทบจากการสู้รบในประเทศเพื่อนบ้าน การลาดตระเวนป้องกันการรุกล้ำอธิปไตย และการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเสียหาย

ส่วนชายแดนไทย-กัมพูชา กองทัพไทยยังคงยืนยันการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง พร้อมรักษาความพร้อมของกำลังพลและยุทโธปกรณ์ตามภารกิจปกติ โดยไม่ดำเนินการที่อาจนำไปสู่ความตึงเครียดเพิ่มเติม

รัฐบาลยังคงใช้กลไกด้านความมั่นคงและช่องทางการทูตควบคู่กัน เพื่อดูแลความปลอดภัยของประชาชน รักษาผลประโยชน์ของประเทศ และป้องกันไม่ให้สถานการณ์ความขัดแย้งตามแนวชายแดนส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตและกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประชาชนในพื้นที่

ข่าวที่เกี่ยวข้อง