รีเซต

TISCO ชี้นโยบายเศรษฐกิจไทย หนุน Wealth Effect ดันตลาดหุ้นไทยไปต่อ

TISCO ชี้นโยบายเศรษฐกิจไทย หนุน Wealth Effect ดันตลาดหุ้นไทยไปต่อ
TNN ช่อง16
11 กุมภาพันธ์ 2569 ( 09:44 )

นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยตอบรับผลการเลือกตั้งอย่างร้อนแรง จากความคาดหวังว่าจะเกิดเสถียรภาพทางการเมืองเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี และคาดว่ารัฐบาลใหม่จะสามารถจัดตั้งได้อย่างรวดเร็ว มีความมั่นคง และมีศักยภาพในการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจได้อย่างจริงจัง


โดยประเมินว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET Index) มีโอกาสปรับตัวขึ้นไปแตะระดับ 1,500 จุดภายในปีนี้ หากรัฐบาลใหม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนว่าเศรษฐกิจไทยจะกลับมาขยายตัวในระดับราว 4% ต่อปีในระยะถัดไป จากที่เติบโตเฉลี่ยเพียงประมาณ 2% ต่อปีในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยมองว่าอัตราการเติบโต 4% เป็นระดับขั้นต่ำที่ประเทศไทยควรทำให้ได้ เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันกับประเทศในภูมิภาค เช่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย และเวียดนาม รวมถึงเพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ


ทั้งนี้ รัฐบาลใหม่ควรเร่งสร้าง “เครื่องยนต์เศรษฐกิจชุดใหม่” ควบคู่กับการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย อาทิ อุตสาหกรรมดิจิทัล ยานยนต์แห่งอนาคต การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และอุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร พร้อมเดินหน้าแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมาเป็นเวลานาน เช่น ผลิตภาพต่ำ การใช้เทคโนโลยีในภาคการผลิตจำกัด ระดับการออมต่ำ และปัญหาหนี้ในทุกภาคส่วน โดยเห็นว่ารัฐบาลควรมีแผนปฏิบัติการที่ชัดเจน มีกรอบเวลาและตัวชี้วัดที่ตรวจสอบได้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนในระยะยาว


ส่วนในด้าน ความเสี่ยงทางการเมือง โอกาสที่ผลการเลือกตั้งจะเปลี่ยนแปลงมีค่อนข้างต่ำ เนื่องจากคะแนนเสียงของพรรคอันดับหนึ่งและอันดับสองห่างกันมาก แม้จะมีการร้องเรียนหรือนับคะแนนใหม่ในบางพื้นที่ก็ไม่น่ากระทบต่อภาพรวม ส่งผลให้นักลงทุนยังกล้าเข้าลงทุนต่อเนื่อง และมองว่าความเสี่ยงด้านขาลงของตลาดหุ้นในระยะนี้มีจำกัด


ขณะเดียวกัน นายเมธัส รัตนซ้อน หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) กล่าวว่า  เศรษฐกิจไทยในปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวเพียง 1.6% ซึ่งถือว่าต่ำที่สุดในรอบหลายทศวรรษ หากไม่นับรวมช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ สะท้อนถึงความอ่อนแอเชิงโครงสร้างที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง โดยศักยภาพการเติบโตของประเทศลดลงจากระดับ 7.3% ก่อนวิกฤตต้มยำกุ้ง เหลือเพียง 2.3% ในปัจจุบัน


ปัจจัยกดดันสำคัญมาจากการสูญเสียความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิตและการท่องเที่ยว การเข้าสู่สังคมสูงวัย การขาดแคลนแรงงานทักษะ รวมถึงความเสี่ยงจากภายนอกประเทศ เช่น มาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ และปัญหาชายแดน


อย่างไรก็ตาม ผลการเลือกตั้งที่พรรคภูมิใจไทยได้รับชัยชนะอย่างถล่มทลาย สร้างความคาดหวังว่านโยบาย “10+” ของรัฐบาลใหม่ ซึ่งครอบคลุมการปฏิรูประบบราชการ แก้ปัญหาหนี้เรื้อรัง ฟื้นฟูความสามารถในการแข่งขัน ปราบทุจริต เพิ่มการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ลดค่าครองชีพ และยกระดับการศึกษา อาจช่วยยกระดับอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจกลับขึ้นสู่ระดับประมาณ 3% ได้ในระยะต่อไป

ในระยะสั้น TISCO ESU ประเมินว่า รัฐบาลยังมีงบประมาณคงเหลือในงบกลางราว 2.7 หมื่นล้านบาท ซึ่งเพียงพอสำหรับการดำเนินโครงการคนละครึ่งพลัสเฟสสอง หากสามารถเดินหน้าได้ทันเวลา คาดว่าจะช่วยหนุนให้เศรษฐกิจไทยในปีนี้ขยายตัวจาก 1.6% เพิ่มขึ้นเป็นราว 1.8% โดยมองว่า หากรัฐบาลใหม่จัดตั้งได้รวดเร็ว มีเสถียรภาพ และสามารถเร่งรัดการจัดทำงบประมาณปี 2570 ได้โดยไม่ล่าช้า จะเป็นปัจจัยบวกสำคัญต่อเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของตลาดทุนไทย

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง