เอสซีจีห่วงพนักงาน 2,000 คนในเมียนมา เร่งดูแลความปลอดภัยหลังการเมืองปะทุ

เอสซีจีห่วงพนักงาน 2,000 คนในเมียนมา เร่งดูแลความปลอดภัยหลังการเมืองปะทุ
มติชน
10 กุมภาพันธ์ 2564 ( 11:41 )
23
เอสซีจีห่วงพนักงาน 2,000 คนในเมียนมา เร่งดูแลความปลอดภัยหลังการเมืองปะทุ

เอสซีจีห่วงพนักงาน 2,000 คนในเมียนมา เร่งดูแลความปลอดภัยหลังการเมืองปะทุ เปิดแผนธุรกิจปีนี้ ชูกลยุทธ์ 2 ด้าน รับโควิด-19เดาอนาคตยากแต่ต้องปรับตัวสร้างโอกาสช่วงวิกฤต

 

นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน) หรือ เอสซีจี เปิดเผยถึงการลงทุนของเอสซีจีในประเทศเมียนมาซึ่งล่าสุดมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ว่า เอสซีจีไม่สามารถแสดงความเห็นทางการเมืองของเมียนมาได้ ต้องติดตามสถานการณ์ต่อไป อย่างไรก็ตามการลงทุนในปัจจุบันมีพนักงานของเอสซีจีประมาณ 2,000 คน พนักงานเป็นชาวเมียนมา เวลานี้เอสซีจีจึงอยู่ระหว่างดูแลความปลอดภัยของพนักงานไม่ให้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

 

นายรุ่งโรจน์ กล่าวว่า ทิศทางการดำเนินธุรกิจเอสซีจี ประจำปี 2564 เอสซีจี มุ่งดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ตลอดกระบวนการทำงาน โดยพร้อมปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ ด้วยการให้ความสำคัญกับการบริหารความต่อเนื่องของธุรกิจ และการลงมือปฏิบัติให้รวดเร็วทันต่อสถานการณ์ ควบคู่กับการดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันและสร้างการเติบโตระยะยาว ด้วยกลยุทธ์ 2 ด้าน

 

1.) ดำเนินธุรกิจตามแนวทาง ESG (Environment, Social, Governance) โดยนำหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) มาปรับใช้ในการดำเนินธุรกิจ เพื่อลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ และนำของเหลือใช้จากกระบวนการผลิตกลับเข้าสู่กระบวนการ
รีไซเคิลให้ได้มากที่สุด ตั้งเป้าเดินหน้าองค์กรสู่ Net Zero ภายในปี 2050 และมุ่งต่อยอดนวัตกรรมสู่ธุรกิจ
Solar Energy เพื่อตอบโจทย์การใช้พลังงานทางเลือก

 

2.) ปรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจสู่ New Normal Digitalization โดยให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาพัฒนาช่องทางออนไลน์ เพื่อเสนอสินค้าและบริการ พร้อมโซลูชันครบวงจร ตอบสนองความต้องการและวิถีชีวิตของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไป ตลอดจนการพัฒนานวัตกรรมมูลค่าสูง (High Value Added Products & Services – HVA) ด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง รวมถึงมองหาโอกาสในตลาดใหม่ที่เริ่มฟื้นตัวจากสถานการณ์โควิด-19 และขยายธุรกิจเพิ่มเติมในกลุ่มสินค้าและบริการที่มีความต้องการสูงขึ้น เช่น การต่อยอดธุรกิจสู่ Health & Well-Being Business”

 

“การดำเนินธุรกิจของเอสซีจีในปีนี้ ปัจจัยที่ต้องคำนึงคือ ความต้องการของผู้บริโภค ขณะเดียวกันบริษัทต้องปรับตัวอย่างรวดเร็วให้สอดรับกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 รอบนี้ที่รุนแรงมาก ปัจจุบันยังไม่สามารถประเมินได้ว่าจะกระทบไปยาวนานแค่ไหน แต่ในวิกฤตมีโอกาส ดังนั้นเอสซีจีเองต้องปรับตัวเพื่อ พัฒนา ให้อยู่ได้ในระยะยาว”นายรุ่งโรจน์กล่าว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง