‘มอร์แกน สแตนลีย์’ยกไทย มีศักยภาพดึงดาต้าลงทุน

#Morgan Stanley #ทันหุ้น - มอร์แกน สแตนลีย์ วิเคราะห์ปีนี้เศรษฐกิจเอเชียฟื้นวงกว้าง GDP พุ่ง 6.1% และภาคส่งออกไทยได้ประโยชน์ตามกระแสพบศักยภาพดึงดูดดาต้าเซ็นเตอร์-AI แต่ต้องยกระดับห่วงโซ่คุณค่าด้านการผลิตเชื่อมสู่ระดับโลกให้ได้ ส่วนดาวเด่นคือ อินเดีย พื้นทั้งภาคบริโภคและส่งออก
นายเดอร์ริก คัม ผู้อำนวยการบริหารและนักเศรษฐศาสตร์ประจำภูมิภาคเอเชีย มอร์แกน สแตนลีย์ เปิดเผยว่า แนวโน้มเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียปี 2569 มีภาพที่เด่นชัด ด้านการเปลี่ยนผ่านก้าวข้ามการพึ่งพาเพียงกลุ่มเทคโนโลยี ไปสู่การฟื้นตัวในวงกว้างของภาคการส่งออกทั่วไปด้วย ขณะที่ประเทศไทยก็มีศักยภาพดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ด้าน Data Center และ AI หากสามารถสร้างสภาพแวดล้อมที่ดึงดูดการลงทุนได้เพียงพอ
@จุดเด่นประเทศไทย
อย่างไรก็ตามไทยมีความจำเป็นต้องยกระดับห่วงโซ่คุณค่าด้านการผลิตเพื่อเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีระดับโลกให้ได้มากขึ้น แทนที่จะเป็นเพียงฐานการผลิตขั้นพื้นฐาน ซึ่งประเทศไทยมีจุดเด่นในฐานะประเทศที่มีสัดส่วนการส่งออกสินค้าที่ไม่ใช่กลุ่มเทคโนโลยี (Non-tech Exports) ต่อ GDP สูงที่สุดเป็นอันดับต้นๆ ในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งถ้าเศรษฐกิจเอเชียเริ่มเข้าสู่ระยะฟื้นตัวประเทศไทยจะได้รับประโยชน์โดยตรงอย่างมาก และการฟื้นตัวของการส่งออกนี้จะส่งผลดีต่อเนื่อง ไปยังการจ้างงานในประเทศ การเติบโตของค่าจ้าง และกระตุ้นการบริโภคในกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยหรือสินค้าทั่วไปในเขตเมือง
พร้อมกันนี้ประเมินปัจจัยสำคัญที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจในอนาคตคือ การใช้นโยบายการเงินและนโยบายการคลังที่ต้องสอดประสานกันเพื่อแก้ปัญหาความท้าทายภายในประเทศ ผนวกกับต้องมุ่งปรับปรุงขีดความสามารถในการแข่งขัน หากไทยมีการบริหารจัดการเศรษฐกิจที่ดีในช่วงเริ่มต้นของรอบเศรษฐกิจ จะช่วยให้ไทยคว้าโอกาสจากเมกะเทรนด์ของโลกได้
@ดาวเด่นภูมิภาค
สำหรับภาพใหญ่ระดับภูมิภาคเริ่มพบปัจจัยบวกจากความตึงเครียดทางการค้าที่เริ่มผ่อนคลาย และอุปสงค์ภายในประเทศของสหรัฐที่ฟื้นตัว ส่งผลให้ดัชนีคำสั่งซื้อใหม่ภาคการส่งออก (PMI) กลับมาอยู่ที่ระดับ 50 ซึ่งสูงสุดนับตั้งแต่กลางปีที่ผ่านมา จึงคาดการณ์ว่าอัตราการเติบโตของ GDP (Nominal GDP : ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศที่เป็นตัวเงิน) ในเอเชียที่ไม่รวมญี่ปุ่นจะเร่งตัวขึ้นจาก 5% ในช่วงปลายปี 2568 สู่ระดับ 6.1% ในไตรมาส 4/2569 โดยมีการฟื้นตัวของการส่งออกและวงจรการลงทุน (Capex) จะช่วยกระตุ้นการจ้างงานและการเติบโตของค่าจ้าง ส่งผลบวกโดยตรงต่อการบริโภคในเขตเมือง
ส่วนอินเดียถูกยกให้เป็นประเทศที่จะสร้างเซอร์ไพรส์และมีการเติบโตของ Nominal GDP สูงที่สุดและปรับตัวดีขึ้นชัดเจนที่สุดในปี 2569 โดยได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของการบริโภคและการส่งออก รวมถึงมาตรการผ่อนคลายทางนโยบาย เช่น การลดภาษีเงินได้และอัตราดอกเบี้ยที่ลดลง ซึ่งจะช่วยกระตุ้นกำลังซื้อในภาคอสังหาริมทรัพย์และสินค้าคงทน
@จีน-ญี่ปุ่นท้าทาย
ส่วนจีนยังคงเผชิญความท้าทายจากแรงกดดันเงินฝืด (Deflation) และปัญหาภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยังต้องใช้เวลาปรับตัว คาดว่าจะหลุดพ้นจากภาวะเงินฝืดได้อย่างชัดเจนในปี 2570 เป็นต้นไป ทว่าจีนก็ยังคงแข็งแกร่งและครองส่วนแบ่งการตลาดโลกในกลุ่มเทคโนโลยีขั้นสูงและอุตสาหกรรมการผลิต เช่น รถยนต์ไฟฟ้า (EV), แบตเตอรี และหุ่นยนต์
ด้านเศรษฐกิจญี่ปุ่นมีแนวโน้มรักษาการเติบโตของ Nominal GDP ไว้ได้ที่ระดับประมาณ 2.8% ในปี นี้โดยอาศัยการดำเนินนโยบายการเงินที่ระมัดระวังของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ควบคู่ไปกับการขยายตัวทางการคลังที่พอเหมาะ ขณะที่การฟื้นตัวของค่าจ้างที่แท้จริงจะเป็นกุญแจสำคัญในการผลักดันการบริโภคภาคเอกชนให้กลับมาเป็นบวก
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
