จนลงไม่รู้ตัว เพราะเงินไร้ค่า? วิกฤตเงินเฟ้อ "อิหร่าน" พุ่งสูงสุดรอบ 84 ปี

มีน้ำมันก็ไม่ช่วย! อิหร่านเงินเฟ้อพุ่ง 77% สูงสุดรอบ 84 ปี วิกฤตค่าครองชีพที่โลกต้องจับตา
หากพูดถึงประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก หลายคนคงนึกถึงภาพของความมั่งคั่ง รายได้มหาศาล และทรัพยากรที่ไม่มีวันหมดง่าย ๆ แต่อิหร่านกำลังพิสูจน์ให้โลกเห็นว่า การมีน้ำมันจำนวนมาก ไม่ได้หมายความว่าประชาชนจะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีเสมอไป
ล่าสุด อิหร่านกำลังเผชิญภาวะเงินเฟ้อรุนแรงที่สุดในรอบกว่า 8 ทศวรรษ โดยข้อมูลจากธนาคารกลางอิหร่านระบุว่า อัตราเงินเฟ้อรายปีพุ่งแตะ 77.2% ในช่วงระหว่างวันที่ 21 เมษายน ถึง 20 พฤษภาคมที่ผ่านมา
ถือเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 1942 หรือช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นยุคที่เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญปัญหาการขาดแคลนสินค้าและห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงักอย่างหนัก
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า ราคาสินค้าและบริการในประเทศกำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนกำลังซื้อของประชาชนลดลงอย่างรุนแรง แม้จะมีรายได้เท่าเดิม หรือแม้แต่ได้รับการปรับขึ้นค่าจ้างก็ตาม
เมื่อ "เศรษฐีน้ำมัน" เริ่มหมดมนต์ขลัง
อิหร่านเป็นหนึ่งในประเทศที่มีน้ำมันสำรองและก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่ที่สุดของโลก ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา รายได้จากการส่งออกพลังงานเป็นเสาหลักของเศรษฐกิจประเทศ รัฐบาลสามารถนำรายได้เหล่านี้มาอุดหนุนราคาพลังงาน อาหาร และสินค้าอุปโภคบริโภค รวมทั้งใช้ดูแลสวัสดิการประชาชนในหลายด้าน
แต่ความสำเร็จดังกล่าวกลับมีต้นทุนแฝง เพราะเมื่อเศรษฐกิจพึ่งพาน้ำมันมากเกินไป ภาคการผลิตอื่น ๆ จะเติบโตได้ยาก ความสามารถในการแข่งขันของประเทศลดลง และการลงทุนในภาคเศรษฐกิจใหม่ ๆ ไม่เกิดขึ้นมากพอ
เมื่อรายได้จากน้ำมันเริ่มสะดุด ปัญหาที่เคยถูกซ่อนไว้ก็เริ่มปรากฏออกมาพร้อมกัน วิกฤตที่เกิดขึ้นในวันนี้จึงไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน แต่เป็นผลสะสมของปัญหาเชิงโครงสร้างที่ยืดเยื้อมาหลายสิบปี
สัญญาณอันตรายจากชีวิตประจำวันของชาวอิหร่าน
สำนักข่าว Al Jazeera รายงานว่า ประชาชนจำนวนมากกำลังเผชิญกับวิกฤตค่าครองชีพอย่างหนัก หลายครอบครัวเริ่มลดการบริโภคเนื้อสัตว์ลง บางบ้านต้องคำนวณการใช้วัตถุดิบอาหารอย่างละเอียด แม้กระทั่งจำนวนไข่ที่ใช้ประกอบอาหารในแต่ละวัน
ขณะที่ผู้สูงอายุจำนวนมากพบว่า เงินบำนาญที่เคยเพียงพอต่อการดำรงชีวิต กำลังสูญเสียมูลค่าอย่างรวดเร็ว กำลังซื้อที่เคยมีในอดีตลดลงเหลือเพียงเศษเสี้ยวของเดิม นี่คือภาพสะท้อนของผลกระทบจากเงินเฟ้อที่ไม่ได้อยู่แค่ในรายงานเศรษฐกิจ แต่กำลังเกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวันของผู้คน
4 ปัจจัยสำคัญ ที่ผลักอิหร่านเข้าสู่วิกฤตเงินเฟ้อ
1. มาตรการคว่ำบาตรที่ยืดเยื้อมานานหลายทศวรรษ
ปัจจัยสำคัญที่สุดคือมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจจากชาติตะวันตก หลังการปฏิวัติอิสลามในปี 1979 ความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ และพันธมิตรตะวันตกเริ่มตึงเครียดต่อเนื่อง สถานการณ์ยิ่งรุนแรงขึ้นจากข้อพิพาทเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์
ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่แค่การส่งออกน้ำมัน แต่อิหร่านยังถูกจำกัดการเข้าถึงระบบการเงินโลก การลงทุนจากต่างประเทศ เทคโนโลยี เครื่องจักร และเงินทุน บริษัทต่างชาติจำนวนมากถอนการลงทุน ธนาคารหลายแห่งหลีกเลี่ยงการทำธุรกรรม ต้นทุนการนำเข้าและส่งออกจึงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เศรษฐกิจที่เคยเชื่อมโยงกับโลก เริ่มถูกตัดขาดมากขึ้นเรื่อย ๆ
2. การยกเลิกเงินอุดหนุน จุดเปลี่ยนที่ทำให้ราคาพุ่ง
อีกปัจจัยสำคัญคือการปรับนโยบายภายในประเทศ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา รัฐบาลอิหร่านใช้งบประมาณจำนวนมหาศาลในการอุดหนุนอัตราแลกเปลี่ยนและราคาสินค้าจำเป็น เป้าหมายคือทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสินค้าในราคาที่ไม่สูงเกินไป แต่เมื่อภาระทางการคลังเพิ่มขึ้น รัฐบาลเริ่มลดและยกเลิกมาตรการอุดหนุนบางส่วน
ผลลัพธ์เกิดขึ้นทันที ต้นทุนการนำเข้าสินค้าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคหลายประเภทปรับตัวขึ้นอย่างรุนแรง ประชาชนจึงต้องรับภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้นแทบทั้งหมด
3. ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และความเสี่ยงด้านการขนส่ง
ปัจจัยที่สามคือสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ภูมิภาคแห่งนี้เผชิญความตึงเครียดอย่างต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลก เมื่อเกิดความเสี่ยงจากการโจมตีหรือการเผชิญหน้าทางทหาร
บริษัทเดินเรือต้องเพิ่มค่าเบี้ยประกัน ต้นทุนการขนส่งสูงขึ้น บางเส้นทางต้องเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือ ต้นทุนทั้งหมดถูกส่งต่อมายังราคาสินค้าในที่สุด แม้สินค้าอาจยังไม่ขาดแคลน แต่ความกังวลในตลาดก็เพียงพอที่จะผลักดันราคาให้ปรับตัวสูงขึ้น
4. ความกลัวของประชาชน กลายเป็นเชื้อเพลิงเงินเฟ้อ
ในช่วงที่ความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น ประชาชนจำนวนมากเริ่มกักตุนสินค้า ไม่ว่าจะเป็นอาหารแห้ง แป้ง น้ำมันพืช ยา และสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น ความต้องการซื้อที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ราคาสินค้าพุ่งสูงขึ้นอีก กลายเป็นวงจรที่ยิ่งทำให้เงินเฟ้อรุนแรงกว่าเดิม
นักเศรษฐศาสตร์เรียกสถานการณ์ลักษณะนี้ว่า "Inflation Psychology" หรือจิตวิทยาเงินเฟ้อ เมื่อทุกคนเชื่อว่าราคาจะขึ้นต่อ ทุกคนก็เร่งซื้อ ส่งผลให้ราคาปรับตัวสูงขึ้นจริง
"ความยากจนฉับพลัน" เมื่อรายได้วิ่งไม่ทันราคา
หนึ่งในผลกระทบที่รุนแรงที่สุดของเงินเฟ้อ คือการทำลายกำลังซื้อของประชาชน ลองจินตนาการว่า เงินเดือนเพิ่มขึ้น 20% ดูเหมือนเป็นข่าวดี แต่หากราคาสินค้าพุ่งขึ้น 77% ความจริงแล้วประชาชนกำลังจนลง
นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับชาวอิหร่านจำนวนมากในเวลานี้ แม้รัฐบาลพยายามปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำและเพิ่มสวัสดิการบางส่วน แต่การเพิ่มขึ้นของรายได้ยังห่างไกลจากความเร็วของราคาสินค้า นักวิเคราะห์บางคนเรียกสถานการณ์นี้ว่า "Sudden Poverty" หรือ "ความยากจนฉับพลัน"
เพราะประชาชนไม่ได้ค่อย ๆ สูญเสียฐานะทางเศรษฐกิจ แต่ถูกผลักให้ตกชั้นทางรายได้อย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่นาน ชนชั้นกลางจำนวนมากเริ่มมีมาตรฐานชีวิตใกล้เคียงกับคนรายได้น้อย ขณะที่ผู้มีรายได้น้อยยิ่งเผชิญความยากลำบากมากขึ้น
บทเรียนสำคัญของโลก : คำสาปทรัพยากรยังมีอยู่จริง
กรณีของอิหร่านสะท้อนแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ที่เรียกว่า "Resource Curse" หรือ "คำสาปทรัพยากร" หลายประเทศมีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ แต่กลับไม่สามารถเปลี่ยนทรัพยากรเหล่านั้นให้เป็นการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนได้ เมื่อประเทศพึ่งพาสินค้าชนิดใดชนิดหนึ่งมากเกินไป
เศรษฐกิจจะเปราะบางต่อความผันผวนของราคาโลก ความขัดแย้งทางการเมือง และปัจจัยภายนอกต่าง ๆ สิ่งที่เกิดขึ้นกับอิหร่านจึงเป็นเครื่องเตือนใจว่า ความมั่งคั่งจากน้ำมันไม่ใช่หลักประกันของความมั่งคั่งในระยะยาว สิ่งที่สำคัญกว่า คือการสร้างเศรษฐกิจที่หลากหลาย แข็งแกร่ง และสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้
บทสรุป
วันนี้คำถามของชาวอิหร่านไม่ใช่ว่า "ราคาสินค้าจะลดลงเมื่อไร" แต่เป็นคำถามที่ใหญ่กว่านั้น คือ เศรษฐกิจของประเทศจะสามารถกลับมาสู่ภาวะปกติได้อีกหรือไม่ จากประเทศที่เคยนั่งอยู่บนขุมทรัพย์น้ำมันมหาศาล อิหร่านกำลังเผชิญบททดสอบครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจสมัยใหม่
และเรื่องราวนี้กำลังกลายเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับทุกประเทศทั่วโลกว่า ทรัพยากรเพียงอย่างเดียวไม่อาจรับประกันความมั่งคั่งได้ หากปราศจากเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ การเมือง และการบริหารจัดการที่ยั่งยืน
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
