เปิดชื่อ 5 ปท.-พื้นที่นำร่องท่องเที่ยว-เศรษฐกิจ รับเปิดเมือง พ.ย.-ธ.ค.นี้

เปิดชื่อ 5 ปท.-พื้นที่นำร่องท่องเที่ยว-เศรษฐกิจ รับเปิดเมือง พ.ย.-ธ.ค.นี้
มติชน
14 ตุลาคม 2564 ( 17:54 )
9
เปิดชื่อ 5 ปท.-พื้นที่นำร่องท่องเที่ยว-เศรษฐกิจ รับเปิดเมือง พ.ย.-ธ.ค.นี้

เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) เปิดเผยว่า ในที่ประชุม ศบค.ชุดใหญ่ ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน ได้มีการพิจารณาแผนรองรับการเปิดประเทศในเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคมนี้ เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวช่วงปลายปีซึ่งเป็นไฮซีชั่นของนักท่องเที่ยวทั่วโลก เพื่อนำรายได้เข้าประเทศ ตามที่นายกรัฐมนตรีได้แถลงการณ์ไปเมื่อวันที่ 11 ตุลาคมที่ผ่านมา

 

เบื้องต้นรับ 5 ประเทศมีความเสี่ยงต่ำ

“โดยมีการเอ่ยชื่ออยู่มี 5 ประเทศ คือ อังกฤษ สหรัฐอเมริกา เยอรมนี สิงคโปร์ จีน ซึ่งเข้าข่ายที่เป็นประเทศมีการติดเชื้อซึ่งควบคุมได้ดี“ โฆษก ศบค.กล่าวและว่า ในที่ประชุมให้ยกเลิกการกำหนดประเทศดินแดนความเสี่ยงของสถานการณ์โควิด-19 เนื่องจากว่าการจัดกลุ่มต่างๆเหล่านี้การปรับข้อมูลมาใช้เป็นเรื่องเดิม และเกณฑ์ต่างๆไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยให้ดูการกำหนดมาตรการส่วนบุคคลที่กำหนดการเข้าราชอาณาจักร เช่น การได้รับวัคซีน การตรวจ RT-PCR การกักกัน หรือแม้กระทั่งมีการเฝ้าระวังสถานการณ์ต่างๆ เหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญมากกว่า เพราะฉะนั้นในเรื่องต่างๆเหล่านี้ กำหนดประเทศต่างๆที่เป็นความเสี่ยงก็ขอยกเลิกไป

 

เพิ่มพื้นที่นำร่องการท่องเที่ยว-เศรษฐกิจ

ยังหารือว่า ถ้าจะเปิดประเทศ เมื่อเข้ามาแล้วจะต้องมีพื้นที่ที่จะนำร่องในเรื่องการท่องเที่ยว จะเป็นพื้นที่สีฟ้า จากเดิมมี 4 จังหวัด ได้แก่ ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี (เกาะสมุย เกาะพะงัน เกาะเต่า) พังงา และกระบี่ ซึ่งช่วงวันที่ 1-30 พฤศจิกายน จะขยายเพิ่มเป็น 17 จังหวัด ในพื้นที่นำร่องเกี่ยวกับเศรษฐกิจ เช่น กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการเฉพาะสนามบินสุวรรณภูมิ กระบี่ทั้งจังหวัด พังงาทั้งจังหวัด ประจวบคีรีขันธ์เฉพาะหัวหิน เพชรบุรีที่ชะอำ รอเข้าที่ประชุมพิจารณาต่อไป

 

ในเดือนธันวาคม จะปรับพื้นที่สีฟ้าเพิ่มขึ้นอีก 16 จังหวัด รวมเป็น 33 จังหวัด เช่น เชียงราย แม่ฮ่องสอน ลำพูน แพร่ สุโขทัย ฯลฯ จะเป็นพื้นที่นำร่องที่เกี่ยวข้องในเมืองหลักหรือมีสัดส่วนรายได้น้อยลงมา

 

ลดวันกักตัว-ตรวจหาเชื้อ-ค่าประกัน

มาพูดถึงแผนการรองรับการเปิดประเทศ การเข้าราชอาณาจักรแบบไม่กักตัวและไม่จำกัดพื้นที่ เป็นแนวคิดของนายกรัฐมนตรีในฐานะ ผอ.ศบค. ชุดใหญ่ ทางทีมงานได้แปลงออกมาเป็นแผนเพื่อรองรับการเปิดประเทศ ต้องมีกลยุทธ์ต่างๆ วางเรียงกัน ต้องมีความเชื่อมั่น ฟื้นฟูเศรษฐกิจ สร้างเสริมวัฒนธรรม สังคมต่างๆ ในเรื่องต่างๆ เกิดเป็นแผนขึ้นมา

 

สิ่งที่จะต้องเกิดขึ้นในแผนนั้น กลยุทธ์ที่หนึ่ง การเปิดประเทศอย่างปลอดภัยหรือสมาร์ทเอ็นทรี ความสำคัญคือจะต้องมีการปรับมาตรการผู้เข้าราชอาณาจักร มีวางแผนการเปิดประเทศ ลดวันกักตัว ปรับการตรวจหาเชื้อ ลดค่าประกัน ส่วนจะมีผลต่อการรักษาอย่างไรหรือไม่ รายละเอียดจะไปพูดคุยกันต่อ

 

รวมถึงการเฝ้าระวังการลักลอบหลบหนีเข้าออกประเทศ ต้องมอบให้กระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหมรับดำเนินการไป การจัดระบบแรงงานต่างด้าวที่กลับเข้ามาประเทศ ซึ่งมีเป็นแรงงานผิดกฎหมาย ก็ต้องดำเนินการด้วย

 

“โดยสรุปที่ประชุมได้พูดคุยอย่างมากเรื่องนี้ เพื่อที่จะให้เกิดเป็นแผนขึ้นให้ได้ มีทั้งการเฝ้าระวังกลุ่มเปราะบาง ป้องกันควบคุมโรค เตรียมความพร้อมทางด้านสาธารณสุขและพัฒนาระบบฐานข้อมูล บริหารจัดการและบูรณาการ ทั้งหมดเสนอในที่ประชุมเมื่อเช้าและให้ไปจัดทำแผน ในช่วงของ 2 เดือนที่เหลือให้ศบค.อนุมัติแผนนี้ และถ่ายทอดแผนไปยังทุกหน่วยงานจัดทำแผนขึ้นมาเพื่อเริ่มดำเนินการเฉพาะบางแผน ให้วันที่ 1-30 พฤศจิกายนนี้ เป็นระยะที่ 1 จะให้มีการดำเนินงานตามแผน ระยะที่ 2 ประเมินและดำเนินการต่อเนื่อง ระยะที่3 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมเป็นต้นไป“ โฆษก ศบค.กล่าว

 

นพ.ทวีศิลป์ กล่าวอีกว่า ในประเด็นนี้มีข้อสรุปที่สำคัญคือตอนนี้ ให้ที่ประชุมศปก.ศบค. ไปพิจารณาแนวทางการเข้าราชอาณาจักรแบบไม่กักตัว กักพื้นที่ โดยมีแนวทางตามที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้นำเสนอ โดยสรุปวันนี้ยังไม่ได้บอกประเทศเพิ่มเติม อันที่ 2 เห็นชอบยกเลิกการกำหนดประเทศดินแดงอย่างที่ได้กล่าวไปแล้ว และเห็นชอบแผนการรองรับการเปิดประเทศ และแผนเร่งรัดในการรองรับการเปิดประเทศ

 

เร่งฉีดวีคซีนพื้นที่นำร่องรับเปิดประเทศ

ทั้งนี้มีขอเพิ่มเป้าหมายการฉีดวัคซีนเข้าไปในจังหวัดนำร่องการท่องเที่ยวอีก 15 จังหวัด เพื่อเตรียมความพร้อมในการเปิดประเทศ โดยที่ประชุมวันนี้ได้เห็นชอบแล้ว จากเดิมมีภูเก็ต สุราษฏร์ธานี พังงา กระบี่ จะนำร่องวันที่ 1-31 ตุลาคมนี้ จะเพิ่มเป็น กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ กระบี่ พังงา ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี ชลบุรี ระนอง เชียงใหม่ เลย บุรีรัมย์ หนองคาย อุดรธานี ระยอง และตราด จะฉีดให้ได้ในวันที่ 1-30 พฤศจิกายนนี้ ในเดือนธันวาคม จะมีเชียงราย แม่ฮ่องสอน ลำพูน แพร่ สุโขทัย เพชรบูรณ์ ปทุมธานี อยุธยา ขอนแก่น นครราชสีมา นครศรีธรรมราช ตรัง พัทลุง สงขลา ยะลา นราธิวาส

ข่าวที่เกี่ยวข้อง