รีเซต

“อังกฤษ” ชี้ใกล้หมดยุครถดีเซล เดินหน้าสู่สังคมรถยนต์ไฟฟ้า คาดลอนดอนปลอดรถดีเซลปี 73

“อังกฤษ” ชี้ใกล้หมดยุครถดีเซล เดินหน้าสู่สังคมรถยนต์ไฟฟ้า คาดลอนดอนปลอดรถดีเซลปี 73
TNN ช่อง16
9 มกราคม 2569 ( 11:30 )
10

รถยนต์ไฟฟ้าแบบใช้แบตเตอรี่มีแนวโน้มแซงหน้ารถดีเซลบนท้องถนนของเกาะบริเตนภายในปี ค.ศ. 2030 ตามผลการวิเคราะห์ที่ระบุว่า กรุงลอนดอนอาจกลายเป็นเมืองแรกของสหราชอาณาจักรที่ปลอดรถดีเซลโดยสิ้นเชิง

การวิเคราะห์ของ New AutoMotive หน่วยงานด้านการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้า ระบุว่า จำนวนรถดีเซลบนถนน ณ เดือนมิถุนายนปีที่ผ่านมา ลดลงเหลือ 9.9 ล้านคัน ลดลงร้อยละ 21 จากจุดสูงสุดที่ 12.4 ล้านคัน ขณะที่ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้ายังคงเติบโตอย่างรวดเร็ว แม้จะช้ากว่าที่ผู้ผลิตคาดการณ์ไว้ก็ตาม

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านไปสู่รถตู้พลังงานสะอาดยังล่าช้ากว่ารถยนต์นั่งส่วนบุคคล โดยจำนวนรถตู้ดีเซลยังคงเพิ่มขึ้น ทำสถิติสูงสุดที่ 4.4 ล้านคัน

สหราชอาณาจักรเคยเผชิญกระแส “เร่งใช้ดีเซล” ในช่วงทศวรรษ 2000 หลังรัฐบาลกำหนดอัตราภาษีที่เอื้อประโยชน์ รถดีเซลมีประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิงสูงกว่าเบนซิน ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์น้อยกว่า แต่กลับปล่อยก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ในระดับสูง ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพ

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2015 เมื่อโฟล์กสวาเกนถูกเปิดโปงว่าใช้ซอฟต์แวร์โกงการทดสอบการปล่อยมลพิษ ก่อให้เกิดคดีอื้อฉาว “ดีเซลเกต” ที่สร้างความเสียหายเป็นมูลค่ากว่า 30,000 ล้านยูโรทั่วโลก การวิเคราะห์ในปีนี้ยังชี้ว่า มลพิษส่วนเกินจากอุปกรณ์โกงของโฟล์กสวาเกนและค่ายรถอื่น ๆ มีส่วนทำให้เกิดผู้เสียชีวิตและผู้ป่วยโรคหอบหืดนับพันราย

ผลจากคดีดังกล่าวทำให้ยอดขายรถดีเซลร่วงลงอย่างหนัก เหลือน้อยกว่า 100,000 คันในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2025 อย่างไรก็ตาม รถดีเซลจำนวนมากที่ถูกซื้อในช่วงพีคเพิ่งเริ่มถูกปลดระวาง ทำให้สัดส่วนรถดีเซลบนถนนลดลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป

ข้อมูลจากสมาคมผู้ผลิตและผู้ค้ารถยนต์แห่งสหราชอาณาจักร (SMMT) ระบุว่า เมื่อปีที่ผ่านมา รถยนต์ไฟฟ้าล้วนคิดเป็นเพียงร้อยละ 4 ของรถทั้งหมดบนถนน ขณะที่รถดีเซลยังอยู่ที่ร้อยละ 32 และรถเบนซินร้อยละ 58 ส่วนอีกร้อยละ 6 เป็นรถไฮบริด

ถึงกระนั้น แนวโน้มการลดลงของรถดีเซลจะส่งผลดีต่อคุณภาพอากาศในเมืองและชุมชนเมือง ซึ่งมักเผชิญปัญหาฝุ่นละอองสะสมสูง รวมถึงกระทบต่อสถานีบริการน้ำมันที่อาจทยอยเลิกจำหน่ายดีเซล

“ลอนดอน” ถูกคาดหมายว่าจะเป็นพื้นที่แรกของประเทศที่ไม่มีการจดทะเบียนรถดีเซล ทั้งรถยนต์และรถตู้ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากเขตปล่อยมลพิษต่ำพิเศษ (Ulez) ที่เรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากรถที่ไม่ผ่านมาตรฐาน ขณะเดียวกัน จำนวนรถดีเซลในแถบตอนกลางของสกอตแลนด์ ซึ่งรวมเอดินบะระและกลาสโกว์ ก็ลดลงอย่างรวดเร็ว หลังทั้งสองเมืองบังคับใช้เขตปล่อยมลพิษต่ำเช่นกัน

ด้าน “เบน เนลมส์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ New AutoMotive ระบุว่า การยุติการใช้ดีเซลเป็นกุญแจสำคัญในการแก้ปัญหาเมืองที่อากาศเป็นพิษ พร้อมชี้ว่า การขยายตัวของรถยนต์ไฟฟ้าจะช่วยให้ประชาชนได้อากาศสะอาด ถนนเงียบลง และต้นทุนการใช้งานที่ถูกกว่า

รายงานยังพบว่า ชาวเมืองบางส่วนขายรถดีเซลให้กับผู้ใช้ในพื้นที่ชนบท ขณะที่จำนวนรถตู้ดีเซล แม้เพิ่มขึ้นในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา แต่ยอดขายรถตู้ดีเซลใหม่อาจผ่านจุดสูงสุดไปแล้วตั้งแต่ก่อนการระบาดของโควิด-19 ทำให้คาดว่าจำนวนจะค่อย ๆ ลดลงในอนาคต

ด้านผู้เชี่ยวชาญนโยบายสิ่งแวดล้อมที่ร่วมจัดทำรายงานระบุว่า โลกกำลังก้าวออกจาก “ยุคดีเซล” พร้อมย้ำว่า แม้ดีเซลจะเคยมีบทบาทสำคัญ แต่ถึงเวลาส่งไม้ต่อให้เทคโนโลยีที่สะอาดกว่าแล้ว

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง