SCGP บล.ทิสโก้ แนะนำ “ซื้อ” จากเดิม “ถือ” เป้า 23.00 บาท

#ทันหุ้น #2026 #SET #SCGP บล.ทิสโก้ แนะนำ “ซื้อ” จากเดิม “ถือ” เป้า 23.00 บาท
บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด (มหาชน) ปรับคำแนะนำหุ้นบริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) (SCGP) เป็น “ซื้อ” จากเดิม “ถือ” โดยมองว่าความเสี่ยงด้าน downside เริ่มจำกัดมากขึ้นในระดับราคาปัจจุบัน ขณะที่โปรไฟล์ความเสี่ยงต่อผลตอบแทนปรับดีขึ้น แม้ว่าการฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญอาจยังไม่เกิดขึ้นในระยะสั้น แต่ไม่คาดว่าจะมีการอ่อนตัวลงเพิ่มเติม ปัจจุบัน SCGP ซื้อขายที่ EV/EBITDA ปี 2569 ระดับ 7.4 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มบรรจุภัณฑ์ระดับโลกตามการจัดกลุ่มของ Bloomberg ประมาณ 16%
สำหรับอุตสาหกรรมกระดาษบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจร มุมมองความเสี่ยงเริ่มเอียงไปทางด้านบวก โดยจากความคาดหวังของตลาดที่ยังอยู่ในระดับต่ำ ทำให้มีโอกาสเกิด upside มากกว่าความเสี่ยง downside ในระยะสั้น ปัจจัยสนับสนุนด้านต้นทุนมาจากการที่จีนเข้มงวดกฎระเบียบการนำเข้าเยื่อกระดาษรีไซเคิล ส่งผลให้ความต้องการ OCC ในภูมิภาคลดลงและกดดันราคา OCC ให้อ่อนตัว ขณะที่ราคากระดาษ testliner ที่ทรงตัวยังคงช่วยพยุงอุตสาหกรรมต่อไป แม้ในช่วงกุมภาพันธ์–มีนาคมจะเป็นฤดูกาลที่ราคา OCC มีแนวโน้มปรับสูงขึ้น
แต่อุตสาหกรรมอาจผลักดันการปรับขึ้นราคากระดาษ testliner เพื่อชดเชยต้นทุน โดย Jefferies ซึ่งเป็นพันธมิตรด้านการวิจัย คาดว่าจะมีการประกาศปิดกำลังการผลิตกระดาษทั่วโลกเพิ่มเติม โดยเฉพาะในยุโรป ในช่วงครึ่งแรกปี 2569 เนื่องจากกำลังการผลิตราว 10–20% อยู่ในภาวะขาดทุนต่อเนื่องมากว่าสองปี และตลาดที่มีภาวะอุปทานล้นเกินเริ่มเข้าสู่จุดวิกฤตแล้ว แม้ว่าการดำเนินงานของโรงงาน Fajar อาจเผชิญแรงกดดันจากเทศกาล Hari Raya ในไตรมาส 1/2569 แต่การเพิ่มขึ้นของราคาและปริมาณการส่งออกที่สูงขึ้นอาจเป็นปัจจัยบวกที่ดีกว่าคาด
ด้านตลาดเยื่อกระดาษ ความเชื่อมั่นเริ่มปรับดีขึ้น โดยราคาเยื่อกระดาษเส้นใยสั้นฟื้นตัวขึ้นสู่ระดับ 534 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันในไตรมาส 4/2568 จาก 502 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันในไตรมาส 3/2568 ขณะที่ราคาเยื่อกระดาษละลายยังทรงตัว แม้ Jefferies จะยังไม่มองบวกราคายาวหลังปี 2570 จากความเสี่ยงด้านอุปสงค์นำเข้าจากจีนที่ลดลง ต้นทุนไม้ที่อ่อนตัว และความเสี่ยงอุปทานล้นตลาดจากโครงการใหม่ แต่ยังคาดว่าราคาเยื่อกระดาษจะฟื้นตัวต่อเนื่องจากจุดต่ำสุดในไตรมาส 3/2568 ไปจนถึงปี 2569 และ 2570
โดยสินค้าคงคลังของผู้ผลิตยังอยู่ในระดับสูงแต่เริ่มลดลง จากการหยุดซ่อมบำรุงและการปิดกำลังการผลิตทั่วโลก นอกจากนี้ ส่วนต่างราคาระหว่างเยื่อกระดาษเส้นใยสั้นกับเยื่อกระดาษละลายที่ใกล้เคียง 200 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ทำให้เชื่อว่าผู้ผลิตจะมีแรงจูงใจน้อยลงในการเปลี่ยนสายการผลิตไปเป็นเยื่อกระดาษละลาย ซึ่งช่วยจำกัดความเสี่ยงด้าน downside ของราคาเยื่อชนิดนี้
ในเชิงประมาณการ บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ คาดว่ากำไรหลักของ SCGP ในไตรมาส 4/2568 จะเป็นจุดต่ำสุด โดยกำไรจากรายการที่ไม่ใช่ธุรกิจหลัก ซึ่งส่วนใหญ่มาจากกำไรจาก goodwill ติดลบ อาจสร้าง sentiment เชิงบวกให้กับตลาดในระยะสั้น คาดว่าบริษัทจะมีกำไรสุทธิประมาณ 1.2 พันล้านบาทในไตรมาสดังกล่าว ขณะที่กำไรหลักอยู่ที่ 811 ล้านบาท ลดลง 19% QoQ จากแรงกดดันด้านการปรับลดราคาขายเล็กน้อยที่ Fajar ต้นทุนถ่านหินที่สูงขึ้น และค่าเงินบาทที่แข็งค่า
ทั้งนี้ ได้ปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2568–2570 ขึ้น 8–17% เพื่อสะท้อนผลประกอบการที่คาดในไตรมาส 4/2568 อัตรากำไร testliner ที่ดีขึ้น รวมถึงการปรับสมมติฐานห่วงโซ่วัตถุดิบและอัตราแลกเปลี่ยน เมื่อเลื่อนฐานมูลค่าไปสิ้นปี 2569 ได้ปรับมูลค่าที่เหมาะสมขึ้นเป็น 23.00 บาทต่อหุ้น อิง EV/EBITDA ที่ 9.5 เท่า โดยความเสี่ยงสำคัญยังคงเป็นภาวะเศรษฐกิจและความผันผวนของราคาสินค้าและวัตถุดิบ ทั้งนี้ ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” สำหรับหุ้น SCGP ที่มูลค่าที่เหมาะสม 23.00 บาท
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
