รีเซต

“เอสเอ็มอี-ร้านอาหาร” น่าห่วง ยอดขายลด-ขาดทุนพุ่ง

“เอสเอ็มอี-ร้านอาหาร” น่าห่วง ยอดขายลด-ขาดทุนพุ่ง
TNN ช่อง16
24 กุมภาพันธ์ 2569 ( 14:22 )
20

ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย รายงาน ผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ม.ค. 2569 พบว่าดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเดือนมกราคม 2569 อยู่ที่ระดับ 52.8 

ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวมอยู่ที่ 46.4 

ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสในการหางานอยู่ที่ 50.5 

ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต อยู่ที่ 61.6

แม้บางตัวเลขปรับตัวดีขึ้นจากเดือนก่อนหน้า แต่อยากให้สังเกตว่า ดัชนีทุกรายการยังอยู่ระดับต่ำกว่าปกติ (ระดับที่ 100) แสดงว่าผู้บริโภคยังไม่มีความมั่นใจในสถานการณ์เศรษฐกิจ เนื่องจากกังวลการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ยังไม่ชัดเจน 

แม้ที่ผ่านมา รัฐบาล มีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจออกมา แต่ก็ยังไม่สัมฤทธิ์ผลเป็นรูปธรรม อีกทั้งค่าครองชีพยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง รวมไปถึงผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจโลกที่มีความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะชะลอตัวจากสงครามการค้า และสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา ซึ่งจะส่งผลกระทบให้เศรษฐกิจไทย และการจ้างงานมีโอกาสฟื้นตัวได้ช้า ทำให้รายได้ในอนาคตของผู้บริโภคมีความไม่แน่นอนสูง

คาดว่า ผู้บริโภคจึงยังคงระมัดระวังในการจับจ่ายใช้สอยในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ เนื่องจากรอดูความชัดเจนของสถานการณ์การเมืองของไทยว่า รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งจะมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างไร และรัฐบาลจะมีเสถียรภาพมากน้อยเพียงใด แต่มีความหวังว่า รัฐบาลชุดใหม่จะมีนโยบายใหม่ๆ มากระตุ้นเศรษฐกิจให้ปรับตัวดีขึ้น 

มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ยังรายงาน ดัชนีสถานการณ์ธุรกิจ SMEs และดัชนีความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ SMEs ประจำไตรมาส 4/68 ซึ่งสำรวจจากผู้ประกอบการ 655 ตัวอย่างทั่วประเทศ ในระหว่างวันที่ 26-30 ม.ค. 2568 พบว่า 

“ดัชนีสถานการณ์ธุรกิจ ไตรมาส 4/2568 อยู่ที่ 47.8”  ผู้ประกอบการ SMEs ส่วนใหญ่ มองว่าสถานการณ์ธุรกิจในไตรมาส 4/2568 ว่า รายได้/ยอดขาย ลดลง, ยอดคำสั่งซื้อลดลง ส่งผลให้กำไรสุทธิลดลง ในขณะที่ต้นทุนและค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น โดยมองแนวโน้มสถานการณ์ธุรกิจในอีก 6 เดือนข้างหน้า รายได้/ยอดขาย จะเท่าเดิม, ยอดคำสั่งซื้อเท่าเดิม ในขณะที่ต้นทุนและค่าใช้จ่าย ยังคงเพิ่มขึ้น

“ส่วนดัชนีความสามารถในการทำธุรกิจ ไตรมาส 4/2568 อยู่ที่ระดับ 47.7” ผู้ประกอบการ SMEs ส่วนใหญ่ มองว่าความสามารถในการทำธุรกิจในปัจจุบันยังคงเท่าเดิมเมื่อเทียบกับปีก่อน ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของคุณภาพสินค้าและบริการ, เทคโนโลยีและนวัตกรรม, การสร้างแบรนด์และการรับรู้, ความสามารถของพนักงาน, ความสามารถในการชำระหนี้ ในขณะที่การเข้าถึงแหล่งทุนลดลง, ความสามารถในการสร้างความแตกต่างลดลง และความสัมพันธ์กับลูกค้าลดลง

“ส่วนดัชนีความยั่งยืนของธุรกิจ ไตรมาส 4/68 อยู่ที่ระดับ 46.6” ผู้ประกอบการ SMEs ส่วนใหญ่ เห็นว่า ความยั่งยืนของธุรกิจในปัจจุบันยังคงเท่าเดิมเมื่อเทียบกับช่วงปีก่อน ไม่ว่าจะเป็นประเด็นเรื่องความสามารถในการรักษากำไร, การใช้พลังงานสะอาด, การปรับธุรกิจให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม, ความสามารถในการปรับตัวของธุรกิจในช่วงวิกฤต, การกำกับดูแลกิจการที่ดี (บรรษัทภิบาล), การฝึกอบรมทักษะพนักงาน (Upskill & Reskill) และอัตราการลาออกของพนักงาน แต่มีเพียงประเด็นเดียวที่ลดลง คือ ความหลากหลายของแหล่งรายได้

ถ้าดูดัชนีเกี่ยวกับเอสเอ็มอี พบว่า ยังอยู่ต่ำกว่าระดับปกติที่ 50 นั้น ซึ่งเป็นผลจากผู้ประกอบการยังประสบปัญหาในการทำธุรกิจ โดยเฉพาะปัญหาที่สำคัญในเรื่องการเข้าถึงสินเชื่อ หรือการเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่ทำได้ยาก ซึ่งส่วนหนึ่งภาคธุรกิจเองต่างมีภาระหนี้สินค้างชำระ หรือมี NPL สูง โดยเฉพาะกลุ่ม Micro SME ที่ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้ จากภาวะดอกเบี้ยเงินกู้ที่อยู่ในระดับสูง ธุรกิจขาดหลักทรัพย์ค้ำประกัน ดังนั้นจึงทำให้ธนาคารพาณิชย์ขาดความมั่นใจในการปล่อยสินเชื่อ

ส่วนธุรกิจขนาดกลางสามารถปรับตัวได้ เพราะได้รับอานิสงส์จากมาตรการช่วยเหลือด้านสินเชื่อจากภาครัฐ 

ในขณะที่ธุรกิจขนาดเล็กยังประสบปัญหา ในเรื่องการเข้าถึงแหล่งทุนที่ทำได้ค่อนข้างยาก เพราะธนาคารไม่เชื่อมั่นในการปล่อยสินเชื่อ

ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีมีข้อเสนอที่ต้องการให้ภาครัฐเข้ามาช่วยเหลือในหลายประเด็น 

1. ขอสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) โดยขอให้ผ่อนปรนเงื่อนไขการอนุมัติสินเชื่อให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น และมีการพักชำระหนี้ หรือการปรับโครงสร้างหนี้

2. ลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล โดยการยกเว้นภาษีสำหรับธุรกิจที่เพิ่งเริ่มต้น (Start Up) รวมถึงมาตรการลดค่าน้ำ ค่าไฟ เพื่อช่วยลดต้นทุนให้ธุรกิจ

3. ช่วยโปรโมตสินค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยสนับสนุนให้มีการจัดงานแสดงสินค้าของผู้ประกอบการ SMEs

4. จัดอบรมให้ความรู้เรื่องการตลาดออนไลน์ โดยการทำบัญชี และภาษีอย่างเป็นระบบ รวมถึงการสนับสนุนองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยี

ถ้าเจาะลึกลงไปถึงธุรกิจร้านอาหาร พบว่า ในช่วงไตรมาส 4 ปี 2568 ที่ผ่านมาเริ่มเห็นร้านอาหารที่มีชื่อเสียง มีผลประกอบการไม่ดีนัก 

“สุกี้ตี๋น้อย” กำไรสุทธิลดลงอย่างหนัก เหลือเพียง 57 ล้านบาท จากที่เคยมีกำไรหลายร้อยล้านบาท  โดยกำไรไตรมาส 4 ลดลงร้อยละ 79 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้ยอดขายรวมของสุกี้ตี๋น้อยยังเติบโต แต่กำไรลดลงมาก เพราะการแข่งขันในตลาดรุนแรง และต้นทุนค่าใช้จ่ายสูงขึ้น

มีความเคลื่อนไหวจากเพจ “สุกี้ตี๋น้อย” ที่ออกมาโพสต์ถึงประกาศผลประกอบการปี 2568 ระบุว่า ยอดขายโตแบบก้าวกระโดดถึงร้อยละ 30 แต่กำไรกลับสวนทางลดลงไปร้อยละ 26 จากปีก่อน

มีการชี้แจงว่า ในปีที่ผ่านมา ยอดขายมาก แต่กำไรน้อย เป็นเพราะมีการแจกรีฟิลฟรี / มีแคมเปญกุ้งแก้วฟรี , หมูกรอบฟรี,เป็ด Tn ฟรี รวมถึงการการทำบุญ และบริจาคต่างๆ   จึงทำให้กำไรน้อยลงกว่าปีก่อนหน้า 

“โอ้กะจู๋”  หรือ บริษัท ปลูกผักเพราะรักแม่ จำกัด (มหาชน)  รายงานผลประกอบการในไตรมาส 4 ปี 2568 พบว่า ขาดทุนสุทธิ 34 ล้านบาท หรือลดลง 3 เท่าตัว (300%) เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และลดลง 187% เทียบกับช่วงเวลาเดียวกันปีก่อน จากภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาส่งผลให้ลูกค้าจับจ่ายใช้สอยน้อยลง รวมถึงมาตรการคนละครึ่งที่ส่งผลกระทบต่อยอดขาย โดยการขาดทุนดังกล่าวถือเป็นการขาดทุนครั้งแรก แม้หักค่าใช้จ่ายพิเศษ 17 ล้านบาท จากการย้ายครัวกลางใหม่ก็ยังขาดทุน สะท้อนแรงกดดันจากต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น

ผู้บริหารโอ้กะจู๋ ชลากร เอกชัยพัฒนกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปลูกผักเพราะรักแม่ ระบุว่า ผลประกอบการในไตรมาส 4 ปี 2568 ขาดทุน มาจากภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาส่งผลให้ลูกค้าจับจ่ายใช้สอยน้อยลง รวมถึงมาตรการคนละครึ่งที่ส่งผลกระทบต่อยอดขายโดยตรง 

แผนงานในปีนี้ มีแผนผลักดัน  ยอดขายเติบโตร้อยละ 15-20 จากฐาน 1,393 ล้านบาทในปีก่อน โดยครึ่งปีหลังเร่งยอดขายโตระดับร้อยละ 30-40 โดยมีแผนจะเปิดแบรนด์ใหม่ ออกสินค้าใหม่ ทุกไตรมาส  และในปี 2569 ตั้งเป้าลงทุน 150-200 ล้านบาท ทั้งการขยายสาขา ออกสินค้าใหม่ และสร้างแบรนด์ใหม่ต่อยอดสินค้า Ready-to-Eat การขยายสาขา เช่น ขยายสาขาโอ้กะจู๋อีก 2-3 สาขา Oh! juice 4-5 สาขา และ Joe wing 5-10 สาขา โดยมีแผนขยายไปยังจังหวัดอุดรธานีและภูเก็ต เนื่องจากเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ลูกค้ามีกำลังซื้อสูง และมีแข่งขันระหว่างธุรกิจน้อยกว่าช่วยเพิ่มยอดขายให้กับแบรนด์ได้

ข้อมูลวิจัย LH Bank (ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์) ทำให้เห็นถึง สถานการณ์ร้านอาหาร ในช่วงปีที่ผ่านมา โดยในช่วงปี 2568 มีจำนวนร้านอาหารที่จดทะเบียน และยังดำเนินกิจการกว่า 2 หมื่นราย  

สิ่งที่ต้องจับตา คือ ร้านอาหารยังคงขยายตัวในอัตราชะลอลง และมีการแข่งขันที่เพิ่มมากขึ้น สะท้อนจากผู้ประกอบการจดทะเบียนใหม่ช่วง 10 เดือนแรกของปี 2568 (ม.ค.-ต.ค.) มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 3,144 ราย ลดลง ร้อยละ 11.6 เทียบปีก่อนหน้า

ขณะที่จำนวนธุรกิจฯ ที่เลิกกิจการเพิ่มขึ้น โดยมีจำนวน 575 ราย เพิ่มขึ้นร้อยละ 12.7 YoY 

เมื่อเจาะลึกไปผลประกอบการ อ้างอิงในปี 2567 เพราะในปี 2568 บริษัทนิติบุคคลยังทยอยส่งงบการเงินไปยังกระทรวงพาณิชย์

พบว่า กลุ่มร้านอาหารรายย่อย( Micro) ต้องเผชิญกับ ภาวะขาดทุนต่อเนื่องเฉลี่ยร้อยละ 5.5 ต่อปี ในขณะที่ผู้ประกอบการขนาดใหญ่ (Large) ยังสามารถทำกำไรกว่าร้อยละ 10

ในช่วงปีที่ผ่านมา ร้านอาหารต้องเผชิญกับต้นทุนวัตถุดิบมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากความผันผวนของสภาพอากาศ 

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการร้านอาหารยังเผชิญต้นทุนแฝงอื่น ๆ เช่น ค่าขนส่งและค่าแรง ที่มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน 

ในปีนี้ประกอบการร้านอาหารยังมีโอกาสสูงที่จะเผชิญกับความผันผวนของต้นทุนวัตถุดิบ และต้นทุนด้านพลังงานในกรอบจำกัด อันเป็นผลจากความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศที่มีแนวโน้มจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น และความเสี่ยงจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งอาจกระทบต่อต้นทุนในการประกอบกิจการของร้านอาหาร

มีการประเมินถึง ธุรกิจร้านอาหารในระยะ 1 ปีข้างหน้า หรือในช่วงปี 2569 ว่า มีแนวโน้ม “Neutral(+)” โดยคาดว่าจะขยายตัวในอัตราที่ชะลอลง เนื่องจากช่วงรอยต่อทางการเมืองหลังการยุบสภา ส่งผลให้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เคยเป็นแรงหนุนหลักไม่สามารถดำเนินการได้ เช่น โครงการคนละครึ่งพลัส เฟส 2 อีกทั้งกำลังซื้อในประเทศช่วงครึ่งแรกของปี 2569 มีแนวโน้มชะลอตัวจากการที่ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่าย 

ขณะเดียวกัน ธุรกิจร้านอาหารยังเผชิญแรงกดดันจากการแข่งขันในธุรกิจที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ราคาวัตถุดิบมีความผันผวน ความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก เช่น ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และข้อพิพาทระหว่างไทย-กัมพูชา ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมของผู้บริโภคที่มุ่งเน้นความคุ้มค่าและอ่อนไหวต่อราคามากขึ้น ใส่ใจเรื่องสุขภาพและความยั่งยืนมากขึ้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องปรับตัวตามพฤติกรรมของผู้บริโภค รวมถึงเพิ่มช่องทางการขายที่หลากหลาย ทั้งแบบหน้าร้าน รับกลับ (Take Away) และผ่านแพลตฟอร์มสั่งอาหารออนไลน์ 

หากระดับราคาวัตถุดิบและเชื้อเพลิงมีแนวโน้มทรงตัว และภาคการท่องเที่ยวมีการฟื้นตัวได้ดีในปีนี้ ก็จะเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยหนุนธุรกิจร้านอาหารและบริการที่เกี่ยวเนื่อง โดยธุรกิจร้านอาหารยังมีโอกาสได้รับแรงส่งเพิ่มเติมจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ ที่คาดว่าจะออกมาภายหลังการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่แล้วเสร็จ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง