รีเซต

เศรษฐีหอบเงินหนีสงคราม ส้มหล่นใส่ใคร ?

เศรษฐีหอบเงินหนีสงคราม ส้มหล่นใส่ใคร ?
TNN ช่อง16
27 พฤษภาคม 2569 ( 11:13 )
13

ก่อนหน้าสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านจะปะทุขึ้นและยืดเยื้อมาถึงเดือนที่ 3 หลายเมืองในตะวันออกกลางได้ขยับสถานะสู่การเป็นศูนย์กลาง หรือฮับด้านการเงิน โดยเฉพาะ “ดูไบ” และ “อาบูดาบี” ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) รวมถึง “โดฮา” ของกาตาร์ และ “ริยาด” ของซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามที่จะลดการพึ่งพารายได้จากน้ำมัน และขยับสู่การเป็นศูนย์กลางระดับโลกในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการค้า การท่องเที่ยว และการเงิน 


“ดูไบ” เป็นหนึ่งในตัวอย่างของการผงาดขึ้นมาในฐานะฮับการเงินที่โดดเด่น โดยก่อนเกิดสงคราม ศูนย์การเงินนานาชาติดูไบ (Dubai International Financial Centre-DIFC) เป็นที่ตั้งของธนาคารกว่า 290 แห่ง, กองทุนเฮดจ์ฟันด์ 102 แห่ง, บริษัทบริหารความมั่งคั่ง 500 แห่ง และนิติบุคคลดูแลกิจการครอบครัว 1,289 แห่ง ขณะเดียวกันก็มีจำนวนเศรษฐีที่ถือครองทรัพย์สิน 100 ล้านดอลลาร์ขึ้นไป 237 คน และมีจำนวนมหาเศรษฐีระดับพันล้านดอลลาร์อย่างน้อย 20 คน ตามการประเมินของ “เฮนลี่ย์ แอนด์ พาร์ทเนอร์ส” (Henley & Partners) 


ในปี 2568 มีจำนวนเศรษฐีย้ายเข้าพำนักในดูไบราว 9,800 คน หอบเอาความมั่งคั่งทั้งหมดมาด้วยราว 6.3 หมื่นล้านดอลลาร์ ทั้งนี้ เศรษฐีส่วนใหญ่มาจากอังกฤษ จีน อินเดีย และส่วนอื่น ๆ ในยุโรป-เอเชีย ความสำเร็จของ “ดูไบ” ซึ่งร่ำรวยเป็นอันดับ 2 ของ UAE รองจาก “อาบูดาบี” มาจากการวางตำแหน่งในฐานะศูนย์กลางทางการเงินที่ปลอดภัย ทำให้บุคคลที่มีฐานะมั่งคั่งสามารถฝากเงิน ดำเนินธุรกิจ และวางแผนระยะยาวได้อย่างมั่นใจ จุดเด่นของดูไบ คือ ไม่เก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ไม่มีภาษีกำไรจากการขายสินทรัพย์ หรือภาษีมรดก และเก็บภาษีนิติบุคคลเพียงร้อยละ 9 สำหรับบริษัทที่กำไรมากกว่า 100,000 ดอลลาร์ แต่บริษัทในเขตการค้าเสรีไม่ต้องเสียภาษี


แต่สงครามก็ทำให้เกิดคำถามถึงความปลอดภัยที่เคยเป็นจุดแข็ง อย่างไรก็ตาม หากสหรัฐฯ และอิหร่านสามารถบรรลุการเจรจากันได้ ก็จะทำให้ความเชื่อมั่นต่อสถานะฮับของดูไบและเมืองอื่น ๆ ในตะวันออกกลางฟื้นกลับมาได้อย่างรวดเร็ว สะท้อนจากขณะนี้บรรดาเศรษฐียังไม่ได้ถอนตัวจากดูไบอย่างสิ้นเชิงแม้จะเผชิญการโจมตีจากอิหร่านเป็นระยะ แต่พวกเขาเลือกกระจายการลงทุนไปที่อื่น ๆ เพิ่มเติม


นอกเหนือจาก “ดูไบ” ที่ดึงดูดเศรษฐีให้ย้ายเข้าพำนักมากถึง 9,800 คนในปีที่แล้ว ยังมีอีก 9 เขตเศรษฐกิจที่ขึ้นแท่นแม่เหล็กดึงดูดบรรดาเศรษฐีทั่วโลก โดยสหรัฐฯ อยู่ในอันดับ 2 ด้วยจำนวนเศรษฐีต่างชาติที่ย้ายเข้าเมือง 7,500 คน รวมความมั่งคั่ง 4.4 หมื่นล้านดอลลาร์ ตามด้วยอันดับ 3 อิตาลี ดึงดูดเศรษฐี 3,600 คน รวมความมั่งคั่ง 2.1 หมื่นล้านดอลลาร์ ต่อด้วยอันดับ 4 สวิตเซอร์แลนด์ ดึงดูดเศรษฐีรวม 3,000 คน ด้วยความมั่งคั่งรวม 1.7 หมื่นล้านดอลลาร์ และอันดับ 5 ซาอุดีอาระเบีย ดึงเศรษฐีเข้าประเทศได้ 2,400 คน รวมความมั่งคั่งประมาณ 1.8 หมื่นล้านดอลลาร์


สำหรับอันดับ 6-10 ได้แก่ สิงคโปร์ ดึงดูดเศรษฐีราว 1,600 คน รวมความมั่งคั่งอยู่ที่ 9 พันล้านดอลลาร์ ตามด้วยโปรตุเกส 1,400 คน รวยรวมกัน 8 พันล้านดอลลาร์ ต่อด้วยกรีซ ดึงดูดเศรษฐี 1,200 คน ความมั่งคั่งรวม 8 พันล้านดอลลาร์ ตามด้วยแคนาดาและออสเตรเลียที่ดึงดูดเศรษฐีเท่า ๆ กันที่ 1,000 คน และความมั่งคั่งรวม 6 พันล้านดอลลาร์เท่ากัน

แต่ความน่าดึงดูดใจของฮับในตะวันออกกลางกำลังเผชิญความท้าทายจากสงครามที่ยืดเยื้อ และปลุกคำถามเกี่ยวกับความปลอดภัยทั้งในแง่การอยู่อาศัยและการฝากสินทรัพย์มูลค่ามหาศาล บรรดาเศรษฐีหลายคนจึงหันไปหาศูนย์กลางทางการเงินชั้นนำอื่น ๆ อาทิ สิงคโปร์ และสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อฝากทรัพย์สินบางส่วนไว้แทน โดยความแตกต่างระหว่าง 2 ประเทศนี้ หลัก ๆ อยู่ที่สิงคโปร์มีแนวโน้มจะดึงดูดความมั่งคั่งจากเอเชีย ส่วนสวิตเซอร์แลนด์ดึงดูดเศรษฐีจากยุโรปและทั่วโลก


กรณีของสิงคโปร์ซึ่งเป็นผู้บุกเบิกโมเดลที่ “ดูไบ” นำไปปรับใช้ มีจุดแข็งจากระบบนิเวศที่ทันสมัยสำหรับสำนักงานบริหารจัดการความมั่งคั่งครอบครัว ซึ่งดูแลด้านการลงทุน ภาษี และการวางแผนมรดก ซึ่งดึงดูดครอบครัวผู้มั่งคั่งจากประเทศต่าง ๆ อาทิ จีน อินเดีย และอินโดนีเซีย ส่วนกรณีของสวิตเซอร์แลนด์มีชื่อเสียงจากการดูแลความมั่งคั่งส่วนบุคคล (private-banking) และความเป็นกลาง ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด (neutrality) 


ธนาคารกลางสิงคโปร์ (MAS) เผยแพร่ข้อมูลในเดือนมีนาคม ซึ่งเป็นเดือนแรกหลังสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านปะทุขึ้น พบว่า บรรดาผู้มั่งคั่งโยกย้ายสินทรัพย์จากตะวันออกกลางไปยังสิงคโปร์เพิ่มขึ้น เพื่อหาแหล่งปลอดภัยสำหรับสินทรัพย์ โดยนักเศรษฐศาสตร์จาก “เมย์แบงก์” อธิบายว่า การโยกย้ายสินทรัพย์ดังกล่าวสะท้อนผ่านเงินฝากที่เพิ่มขึ้นอย่างมากในสิงคโปร์ รวมถึงบัญชีเงินฝากสกุลเงินตราต่างประเทศ บัญชีเงินฝากของผู้มีถิ่นพำนักอยู่นอกประเทศ ทุนสำรองระหว่างประเทศของธนาคารกลาง และการนำเข้าทองคำจากดูไบ


โดยเงินฝากรวมในเดือนมีนาคมเพิ่มขึ้น 6.62 หมื่นล้านดอลลาร์สิงคโปร์ หรือร้อยละ 7.2 อยู่ที่ 2.1 ล้านล้านดอลลาร์สิงคโปร์ เร่งตัวขึ้นจากที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.8 ในเดือนกุมภาพันธ์ การเพิ่มขึ้นดังกล่าวมาจากเงินฝากสกุลดอลลาร์สิงคโปร์ที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.8 และเงินฝากสกุลต่างประเทศที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.7 นอกจากนี้ การเพิ่มขึ้นหลัก ๆ มาจากเงินฝากของชาวต่างชาติที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.3 ในระหว่างเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม หรือเพิ่มขึ้น 3.32 หมื่นล้านดอลลาร์สิงคโปร์ อยู่ที่ 6.591 แสนล้านดอลลาร์สิงคโปร์ เมื่อเทียบรายปี เงินฝากของชาวต่างชาติเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.6 แต่ไม่มีข้อมูลแยกรายสัญชาติ


ขณะเดียวกัน การไหลเข้าของเงินทุนยังส่งผลต่อทุนสำรองระหว่างประเทศของสิงคโปร์ในเดือนมีนาคมที่เพิ่มขึ้น 1.55 หมื่นล้านดอลลาร์สิงคโปร์ และเพิ่มขึ้นอีก 2.4 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ในเดือนเมษายน สะท้อนถึงการไหลเข้าของเงินทุนอย่างต่อเนื่อง ส่วน “ทองคำ” ก็เป็นเครื่องชี้วัดความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย โดยการนำเข้าทองคำของสิงคโปร์จาก UAE ในเดือนมีนาคม พุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบ 5 ปี ที่ 1,446 กิโลกรัม มูลค่า 220 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากนักลงทุนรายใหญ่ที่มีทองคำแท่งเก็บไว้ใน UAE เริ่มกังวลเกี่ยวกับความคุ้มครองของประกันและความสามารถในการเคลื่อนย้ายสินทรัพย์หากสถานการณ์ยกระดับความรุนแรง


สิงคโปร์กำลังกลายเป็นผู้ได้รับประโยชน์หลักจากการไหลออกของสินทรัพย์ในตะวันออกกลาง เนื่องจากสถานะที่ปลอดภัยของสิงคโปร์ได้แรงหนุนจากอันดับความน่าเชื่อถือระดับ AAA การมีหลักนิติธรรม นโยบายต่างประเทศที่เป็นกลางทางการเมือง และระบบอัตราแลกเปลี่ยนที่มีเสถียรภาพ นอกจากนี้ มาเลเซียก็มีเงินฝากเพิ่มขึ้นในเดือนมีนาคม ทั้งสกุลริงกิตและเงินตราต่างประเทศ ขณะที่ฮ่องกงเป็นเขตเศรษฐกิจอีกแห่งที่น่าจะได้ประโยชน์จากการโยกย้ายสินทรัพย์ออกจากตะวันออกกลาง แต่ยังไม่มีตัวเลขที่สะท้อนชัดเจน

“สวิตเซอร์แลนด์” ก็มีแนวโน้มดึงดูดเงินทุนจากตะวันออกกลางมากขึ้น โดยเฉพาะหลังสงครามปะทุขึ้น และอิหร่านโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของประเทศเพื่อนบ้านในอ่าวเปอร์เซีย ถึงแม้สวิตเซอร์แลนด์ที่ขึ้นชื่อเป็นแหล่งปลอดภัยสำหรับสินทรัพย์จะเผชิญการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นจากฮับการเงินทั้งในเอเชียและตะวันออกกลางก่อนหน้านี้ แต่เงินฝากจาก UAE ในส่วนของบุคคลและสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 40 ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะหลังจากสหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีอิหร่านในช่วงต้นเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว 


สมาคมธนาคารสวิสไม่ได้ให้ข้อมูลเฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับการโยกย้ายสินทรัพย์จากตะวันออกกลางนับตั้งแต่เกิดสงคราม แต่ระบุว่าสวิตเซอร์แลนด์ได้วางตัวเป็นแหล่งดึงดูดนักลงทุนผู้มั่งคั่งมานานแล้ว และขณะนี้มีความได้เปรียบจากสภาพแวดล้อมที่มั่นคง การเมืองที่มีเสถียรภาพและหลักนิติธรรม อย่างไรก็ตาม อาจต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือนกว่าที่ตัวเลขเงินทุนไหลเข้าจะปรากฏชัด ซึ่งก็จะขึ้นอยู่กับว่าสงครามพัฒนาไปอย่างไรและยืดเยื้อแค่ไหน ปกติแล้วเงินสดจะโยกย้ายเข้ามาก่อน ตามด้วยสินทรัพย์อื่น อาทิ หุ้นหรือพันธบัตร


สำหรับตลาดหุ้นในภูมิภาคตะวันออกกลางเผชิญภาวะผันผวนหลังสงครามปะทุขึ้น ท่ามกลางแรงเทขายของนักลงทุนที่กังวลเรื่องภูมิรัฐศาสตร์โลก โดยตลาดหุ้นดูไบและอาบูดาบีของ UAE สูญเสียมูลค่าไปประมาณ 1.2 แสนล้านดอลลาร์ในช่วงเดือนแรกหลังสงครามเริ่มต้นขึ้น ถือเป็นหนึ่งในตลาดการเงินที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดในโลก 


เมื่อเทียบความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นช่วงก่อนสงครามกับปัจจุบัน ตลาดหุ้นส่วนใหญ่ในตะวันออกกลางปรับตัวลดลง แม้จะกระเตื้องขึ้นบ้างแล้วเมื่อเข้าสู่เดือนที่ 3 โดยตลาดหุ้นดูไบ ช่วงก่อนสงครามเคลื่อนไหวอยู่แถว 6,600 จุด ส่วนปัจจุบันอยู่แถว 5,757 จุด ส่วนตลาดหุ้นอาบูดาบี ก่อนสงครามเคลื่อนไหวแถว 10,600 จุด ขณะที่ปัจจุบันอยู่แถว 9,700 จุด ด้านตลาดหุ้นกาตาร์ก่อนสงครามเคลื่อนไหวแถว 11,500 จุด ขณะนี้ขยับลงมาแถว 10,500 จุด สำหรับตลาดหุ้นซาอุดีอาระเบีย ช่วงก่อนสงครามอยู่แถว 11,200 จุด พอถึงตอนนี้เคลื่อนไหวแถว 11,000 จุด และตลาดหุ้นบาห์เรน    ก่อนสงครามอยู่ที่ระดับ 2,060 จุด ขณะนี้อยู่แถว 1,980 จุด อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่า แม้ตลาดหุ้นเหล่านี้จะเผชิญความเสี่ยงขาลงในระยะสั้น แต่ยังคงมีศักยภาพเชิงบวกในระยะยาว

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง