รีเซต

TU ปรับเป้ารายได้เพิ่มโต12% รับผลดีบาทอ่อนส่งออกพุ่ง

TU ปรับเป้ารายได้เพิ่มโต12% รับผลดีบาทอ่อนส่งออกพุ่ง
ทันหุ้น
10 สิงหาคม 2565 ( 12:56 )
120
TU ปรับเป้ารายได้เพิ่มโต12% รับผลดีบาทอ่อนส่งออกพุ่ง

TU ออเดอร์ทะลัก-ขยับราคาขายเพิ่ม หนุนงบครึ่งหลังปี 65 เติบโตต่อเนื่อง พร้อมปรับเป้ารายได้ปีนี้เพิ่มขึ้น เป็นโต 10-12% จากปีก่อน พอร์ตลูกค้าขยายตัวเด่น แถมยิ้มรับบาทอ่อนค่าดันยอดส่งออกกระฉูด ลุ้นบริษัทย่อย “ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น” เปิดขาย IPO ได้ทันภายในปีนึ้

 

นางสาวรตินันท์ วงศ์วัชรานนท์ หัวหน้าฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU เปิดเผยว่า บริษัทคาดแนวโน้มผลงานครึ่งหลังปี2565 น่าจะเติบโตอย่างชัดเจนจากครึ่งแรกปีนี้ เพราะทิศทางยอดขายสินค้าในกลุ่มต่างๆ ปรับตัวดีขึ้น ประกอบการมีการออกผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งมีการปรับราคาขายสินค้าบางรายการเพิ่มเติม อาทิ กลุ่มสินค้าอาหารแช่แข็ง (โฟเซ่นส์) ฯลฯ ซึ่งจากปัจจัยข้างต้นเชื่อน่าจะได้อัตรากำไรขั้นต้น(Gross Margin) ในครึ่งหลังปีนี้ขยับไปอยู่ที่เกือบ18% ด้วย

 

ปีนี้รายได้พุ่ง12%

สำหรับผลประกอบการปี2565 บริษัทได้มีการปรับเป้ารายได้เพิ่มเป็นโต10-12% จากเดิมที่วางไว้ขยายตัว7-8% จากปีก่อน หลังทิศทางยอดขายเติบโตมากขึ้น ประกอบธุรกิจมีการทำตลาดลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ เพิ่มเติมตลอดจนธุรกิจยังสามารถบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิ์ภาพ

 

ขณะที่ทิศทางค่าเงินบาทที่อ่อนค่าจนล่าสุดราว35.78 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ (อิงข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย ณ 8 สิงหาคม2565) นั้นบริษัทมองถือเป็นประเด็นบวกต่อธุรกิจ เพราะบริษัทมีรายได้ในส่วนของดอลลาร์สูงถึง44% ของตัวเลขส่งออกทั้งหมด ทำให้รายได้จากต่างประเทศขยายตัว

 

แจกปันผล 0.40บ.

นอกจากนี้ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท (บอร์ด) ยังได้มีมติและอนุมัติให้บริษัทประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลที่0.40 บาทต่อหุ้น โดยกำหนดขึ้นเครื่องหมายไม่ได้รับสิทธิ์ปันผล(XD) วันที่ 22 สิงหาคม2565 และกำหนดจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นในวันที่ 5 กันยายน 2565

 

ส่วนงบการเงินสิ้นไตรมาส 2/2565 บริษัทกำไรสุทธิ 1,623.83 ล้านบาท ลดลง 30.7% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 2,342.86 ล้านบาท เนื่องจากปีก่อนมีผลประกอบการที่แข็งแกร่งกว่าปกติ และจากรายการพิเศษที่ไม่ใช่เงินสดที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว สำหรับผลประกอบการในครึ่งปีแรก 2565 มียอดขายอยู่ที่ 75,217 ล้านบาท มีกำไรปกติอยู่ที่ 3,911 ล้านบาท ลดลง 12.7% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

 

อย่างไรก็ดี จากการที่ทาง TU ที่มีความหลากหลายของธุรกิจ ทำให้พื้นฐานมั่นคงจากการไม่พึงพารายได้เพียงธุรกิจเดียว ซึ่งถือเป็นการกระจายความเสี่ยง และทำให้ TU เติบโตอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ผลประกอบการในไตรมาส 2 ของบริษัทในส่วนของการดำเนินงานตามปกติยังคงทำได้ดี แม้จะมีรายการพิเศษ 2 รายการ

 

นอกจากนี้ ผู้บริโภคทั่วโลกยังคงให้ความสำคัญกับเรื่องของสุขภาพและผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่าทางโภชนาการ  ทำให้ไทยยูเนี่ยนซึ่งมีผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่พัฒนาจากศูนย์นวัตกรรมของตัวเองยังคงได้รับความนิยมจากผู้บริโภคมากยิ่งขึ้นด้วย แบรนด์ต่างๆ ของบริษัทที่มีวางจำหน่ายอยู่ทั่วโลก

 

ลุ้นบ.ย่อยขายIPOในปีนี้

ด้านประเด็นเกี่ยวกับการนำบริษัท ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) (บริษัทดังกล่าวนั้นเป็นบริษัทย่อยของทางบริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU) หลังได้ยื่นแบบไฟลิ่งต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. เพื่อขออนุญาตเสนอขายหุ้น IPO

 

โดย IPO ที่เสนอขายในครั้งนี้ ประกอบด้วยหุ้นสามัญเพิ่มทุนที่เสนอขายโดยบริษัท จำนวน 600 ล้านหุ้น และหุ้นสามัญเดิมที่เสนอขายโดยบริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) จำนวนไม่เกิน 60 ล้านหุ้นในช่วงที่ผ่านมานั้นทาง TU ยังคงตั้งเป้าเสนอขายหุ้น IPO ดังกล่าวให้กับนักลงทุนได้ภายในปี2565

 

ขณะที่เงินที่ได้จากการระดมทุนครั้งนี้ บริษัทมีแผนที่จะนำไปเป็นเงินลงทุนขยายกำลังการผลิต ซึ่งจะมีการปรับปรุงโรงงานที่จังหวัดสมุทรสาครและโรงงานที่สงขลาให้ทันสมัยด้วยระบบและเครื่องจักรอัตโนมัติ เพื่อขยายกำลังการผลิตและประสิทธิภาพของบริษัท

บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จํากัด TU ประกาศกำไรสุทธิ 2Q65 ที่ 1,624 ล้านบาท อ่อนตัว 7%QoQ และ 31%YoY ดีกว่าที่คาดไว้ก่อนหน้าราว 21%หากไม่นับรวมผลกระทบจากรายการพิเศษ คือ ขาดทุนจากการปิดโรงงานอาหารกระป๋อง Regun Fisch ในเยอรมัน และ ขาดทุนจากการวัดมูลค่าเงินลงทุนใน Preferred Shares ของ Red Lobster สุทธิภาษีรวม 619 ล้านบาท จะมีกำไรปกติที่ 2,243 ล้านบาท ดีขึ้น 34%QoQ แต่ลดลง 8%YoY ดีกว่าที่คาดไว้ก่อนหน้าราว 11%

 

คาดกำไรงวด 3Q65 จะเริ่มเห็นแนวโน้มการฟื้นตัว QoQ ได้เนื่องจาก จะเข้าสู่ช่วง High Season ของธุรกิจเต็มที่ บวกกับการปรับราคาขายเพื่อชดเชย ต้นทุนวัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ และขนส่งที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้ยอดขายและอัตรากำไรจะดีขึ้น บวกกับค่าเงินบาทที่ยังคงอ่อนค่าลงต่อเนื่องจะเป็นปัจจัยบวกต่อยอดขายเช่นกัน ด้านธุรกิจของ Red Lobster อาจเห็นการฟื้นตัวที่ชัดเจนในปี 1Q66 เป็นต้นไป เริ่มเห็น Upside หลังราคาหุ้นอ่อนตัว แนะนำ ซื้อ คงราคาเป้าหมาย 18 บาท

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง