ทรัมป์ขู่พร้อมแทรกแซงเหตุประท้วงอิหร่าน

สื่อทางการของอิหร่าน Fars News Agency รายงานว่า เมื่อช่วงเย็นวานนี้ (1 ม.ค.) ผู้ประท้วงในอิหร่านบุกโจมตีสถานีตำรวจในเมืองอัซนา จังหวัดโลเรสถานทางตะวันตกของประเทศ ทำให้มีผู้เสียชีวิตในเวลานี้อย่างน้อย 3 ราย และบาดเจ็บอีกกว่า 17 คน
Fars อ้างว่า ผู้ชุมนุมขว้างก้อนหินใส่เจ้าหน้าที่ เผารถยนต์ และมีผู้ก่อจลาจลติดอาวุธบางส่วนฉวยโอกาสระหว่างการประท้วง โดยตำรวจสามารถยึดอาวุธปืนได้จากผู้ต้องสงสัยบางราย แม้ไม่มีหลักฐานเปิดเผยเพิ่มเติม
ขณะที่ในช่วงเช้าวันเดียวกัน มีรายงานผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 2 ราย จากเหตุปะทะระหว่างผู้ชุมนุมหลายสิบคนกับตำรวจในเขตลอร์เดกัน จังหวัดชาฮาร์มาฮาล และบัคห์เตียรี ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ โดยยังไม่ทราบชัดเจนว่าผู้เสียชีวิตเป็นเจ้าหน้าที่หรือผู้ประท้วง
คลิปวิดีโอที่ไม่ได้รับการยืนยันซึ่งเผยแพร่ในโซเชียลมีเดีย แสดงให้เห็นผู้ชุมนุมกำลังขว้างปาก้อนหินใส่ตำรวจในเครื่องแบบ ขณะที่ Fars สื่อรัฐอ้างว่า มีการโจมตีสำนักงานผู้ว่าการ ธนาคาร และอาคารราชการหลายแห่ง
ก่อนหน้านี้ เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (31 ธ.ค.) มีรายงานผู้เสียชีวิตรายแรกที่เชื่อมโยงกับการประท้วง หนึ่งในสมาชิกของกองกำลังกึ่งทหาร “บาซิจ” เสียชีวิต 1 ราย และบาดเจ็บกว่า 13 คน ในเมืองคูห์ดัชต์ จังหวัดโลเรสถาน นอกจากนี้ Fars ยังเผยแพร่คลิปวิดีโอของตำรวจที่กำลังรับการรักษา หลังมีคำกล่าวอ้างว่าตำรวจรายนั้นถูกผู้ประท้วงจุดไฟเผา
ทางการระบุว่า มีผู้ถูกจับกุมอย่างน้อย 20 คน ในเมืองคูห์ดัชต์และอีก 30 คน ในเขตมาลาร์ด ของเตหะราน ในข้อหา “ก่อความไม่สงบในที่สาธารณะ” โดยอ้างว่าบางส่วนเดินทางมาจากเขตใกล้เคียง
การชุมนุมครั้งนี้ มีพ่อค้าแม่ค้าในตลาดสด ผู้ประกอบการร้านค้า และนักศึกษาออกมาร่วมประเท้วงด้วยในหลายเมือง หลังค่าเงินอิหร่านร่วงทำสถิติต่ำสุดในประวัติการณ์ และการประท้วงครั้งนี้ยังถือเป็นครั้งใหญ่สุดนับตั้งแต่การลุกฮือทั่วประเทศเมื่อปี 2022 จากกรณีการเสียชีวิตของหญิงสาวที่ชื่อว่า “มาห์ซา อามินี” ที่ถูกตำรวจศีลธรรมจับกุมฐานสวมฮิญาบไม่ถูกต้อง
ส่วนประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ผ่าน Truth Social วันนี้ (2 ม.ค.) ว่า สหรัฐฯ จะไม่เพิกเฉยหากอิหร่านใช้ความรุนแรงถึงขั้น “ยิงและสังหารผู้ประท้วงที่ประท้วงกันอย่างสันติ” สหรัฐฯ พร้อมเต็มที่ที่จะเข้าช่วยเหลือ โดยได้มีการเตรียมการไว้แล้ว
ถ้อยแถลงดังกล่าวสะท้อนท่าที่อันแข็งกร้าวของรัฐบาลทรัมป์ต่ออิหร่าน ท่ามกลางสถานการณ์ภายในประเทศที่เปราะบางจากวิกฤตเศรษฐกิจ และความตึงเครียดด้านความมั่นคงที่ปะทุขึ้นอีกครั้ง
ขณะที่การประท้วงยังคงดำเนินไป เมื่อวานนี้ มีการจัดพิธีรำลึกครบรอบ 6 ปี การลอบสังหารนายพลกาเซม สุไลมานี อดีตผู้บัญชาการกองกำลังคุดส์ หน่วยปฏิบัติการลับของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม หรือ IRGC
พลเอกสุไลมานีถูกสังหารจากการโจมตีด้วยโดรนของสหรัฐฯ ใกล้สนามบินนานาชาติแบกแดด เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2020 ซึ่งอิหร่านประณามมาโดยตลอดว่าเป็น “การก่อการร้ายโดยรัฐ”
มาซูด เปเซสเคียน ประธานาธิบดีของอิหร่าน เข้าร่วมพิธีดังกล่าวพร้อมกับกล่าวสุนทรพจน์โจมตีสหรัฐฯ และอิสราเอล แม้ทั้งสองประเทศจะอ้างว่าเป็นผู้พิทักษ์อารยธรรม ประชาธิปไตย และเสรีภาพ แต่กลับใช้อำนาจรัฐในการลอบสังหาร พร้อมย้ำว่า ผู้กระทำผิดที่แท้จริงคือสหรัฐฯ และอิสราเอลเอง
ส่วนบรรยากาศในพิธี มีประชาชนที่กำลังโบกธงชาติ และชูภาพนายพลสุไลมานี รวมทั้งของเจ้าหน้าที่ระดับสูง พร้อมตะโกนคำขวัญต่อต้านสหรัฐฯ และอิสราเอล ผู้เข้าร่วมพิธีบางส่วนกล่าวว่า ประวัติศาสตร์ของสหรัฐฯ เต็มไปด้วยความเป็นมหาอำนาจโลก และความเกรี้ยวกราด ทั้งสหรัฐฯ และอิสราเอลคือต้นเหตุของปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลาง และกว่า 2 ทศวรรษที่ที่ใดก็ตามที่มีสหรัฐฯ เข้าไปยุ่งเกี่ยวก็มักจะนำมาซึ่งความไม่มั่นคง
ประชาชนอิหร่านที่เข้าร่วมพิธี ยังย้ำอีกด้วยว่า อิหร่านจะไม่เกรงกลัวมหาอำนาจ และการกระทำที่ยั่วยุใดๆ จากศัตรูและจะตอบโต้อย่างรุนแรงด้วย
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
