กรมชลประทานอัปเดตน้ำ 22 ต.ค. เจ้าพระยาระบาย 1,500 ลบ.ม./วินาที

กรมชลประทานติดตามสถานการณ์น้ำทั่วประเทศ เฝ้าระวัง 17 จังหวัดประสบอุทกภัย
กรมชลประทานรายงานสถานการณ์น้ำประจำวันที่ 22 ตุลาคม 2569 เวลา 06.00 น. โดยประเทศไทยยังมีฝนฟ้าคะนองบางพื้นที่ ขณะที่ภาคตะวันออกและภาคใต้มีฝนตกต่อเนื่องและฝนตกหนักบางแห่ง ส่วนสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยายังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำและพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขัง
เขื่อนเจ้าพระยาระบายน้ำ 1,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
กรมชลประทานระบุว่า ปริมาณน้ำจากพื้นที่ตอนบนที่ระบายผ่านเขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ และเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน รวมกับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณสถานีวัดน้ำ C.2 ค่ายจิรประวัติ จังหวัดนครสวรรค์ อยู่ที่ 1,348 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
ขณะที่การบริหารจัดการน้ำจากระบบชลประทานฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตก รวมปริมาณ 373 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที แบ่งเป็นฝั่งตะวันออก 173 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และฝั่งตะวันตก 200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
สำหรับเขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท มีอัตราการระบายน้ำอยู่ที่ 1,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ระดับน้ำเหนือเขื่อนอยู่ที่ 15.94 เมตร ขณะที่สถานีวัดน้ำ C.29B อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 1,586 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
อมสนับสนุนเครื่องจักร เครื่องมือ และเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำและช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่อง
4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยามีน้ำรวม 18,903 ล้านลูกบาศก์เมตร
ข้อมูลปริมาณน้ำในเขื่อนหลัก 4 แห่งของลุ่มน้ำเจ้าพระยา ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ พบว่ามีปริมาณน้ำรวม 18,903 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 76 ของความจุอ่างทั้งหมด ขณะที่ปริมาณน้ำใช้การได้รวม 12,196 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 67 ของความจุน้ำใช้การ
เมื่อพิจารณารายเขื่อน พบว่า เขื่อนภูมิพลมีปริมาณน้ำ 9,524 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 71 ของความจุ เขื่อนสิริกิติ์มีปริมาณน้ำ 7,772 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 82 เขื่อนแควน้อยบำรุงแดนมีปริมาณน้ำ 801 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 85 และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีปริมาณน้ำ 806 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 92 ของความจุอ่าง
เฝ้าระวังน้ำท่วม 17 จังหวัด หลังประสบอุทกภัยสะสม 61 จังหวัด
กรมชลประทานรายงานสถานการณ์อุทกภัยในช่วงฤดูฝนปี 2569 ว่า ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา มีพื้นที่ประสบอุทกภัยสะสม 61 จังหวัด โดยปัจจุบันยังมีพื้นที่ประสบอุทกภัย 17 จังหวัด ได้แก่ ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี สมุทรสงคราม ราชบุรี นครนายก ปทุมธานี นครปฐม ชลบุรี ฉะเชิงเทรา กาญจนบุรี สิงห์บุรี นครสวรรค์ อ่างทอง อุทัยธานี ปราจีนบุรี พระนครศรีอยุธยา และสุพรรณบุรี
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงติดตามปริมาณฝน ระดับน้ำในแม่น้ำสายหลัก และสถานการณ์น้ำในพื้นที่ลุ่มต่ำ เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการน้ำและบรรเทาผลกระทบต่อประชาชน
เร่งส่งเครื่องสูบน้ำช่วยประชาชนพื้นที่น้ำท่วม
กรมชลประทานได้ระดมเครื่องจักรและเครื่องมือเพื่อสนับสนุนการระบายน้ำและบรรเทาผลกระทบจากอุทกภัย โดยมีการสนับสนุนเครื่องสูบน้ำแล้ว 1,341 เครื่อง จากทั้งหมด 1,914 เครื่อง เครื่องผลักดันน้ำ 264 เครื่อง จากทั้งหมด 367 เครื่อง รถบรรทุกน้ำ 5 คัน จากทั้งหมด 203 คัน และเครื่องจักรกลสนับสนุนอื่น ๆ 116 หน่วย จากทั้งหมด 3,045 หน่วย
นอกจากนี้ โครงการชลประทานนครสวรรค์ร่วมกับส่วนเครื่องจักรกล สำนักงานชลประทานที่ 3 ติดตั้งเครื่องสูบน้ำจำนวน 3 เครื่อง ในพื้นที่ตำบลบ้านแก่ง อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ เพื่อเร่งระบายน้ำท่วมขังในพื้นที่บ้านพักอาศัยและพื้นที่การเกษตร
ส่วนสำนักงานชลประทานที่ 13 ดำเนินการติดตั้งเครื่องสูบน้ำจำนวน 1 เครื่อง บริเวณตำบลบางป่า อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี เพื่อเร่งระบายน้ำท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำและบรรเทาผลกระทบต่อประชาชน
กรมชลประทานยังคงเดินหน้าบริหารจัดการน้ำตามสถานการณ์ พร้อมสนับสนุนเครื่องจักร เครื่องมือ และเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำและช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่อง
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
