น้ำมันทะยาน จุดชนวน “ของแพงรอบใหม่” สินค้าอุปโภค-อุตสาหกรรมไม่รอด

ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และความตึงเครียดในตลาดโลก กำลังกดดันต้นทุนในหลายภาคธุรกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะ “กลุ่มสินค้าที่พึ่งพาพลังงานเข้มข้น” ซึ่งมีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนการผลิตและการขนส่งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ตั้งแต่สินค้าอุปโภคบริโภค ปิโตรเคมี วัสดุก่อสร้าง ไปจนถึงธุรกิจโลจิสติกส์และการบิน
สถานการณ์ดังกล่าวไม่เพียงกระทบต่อผู้ประกอบการ แต่ยังมีแนวโน้มส่งผ่านไปยังราคาสินค้าปลายทาง กระทบกำลังซื้อของผู้บริโภคในวงกว้าง ทำให้ “กลุ่มสินค้าเสี่ยงปรับขึ้นราคา” กลายเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องจับตาในระยะถัดไป ท่ามกลางความไม่แน่นอนของทิศทางราคาพลังงานโลกที่ยังคงผันผวนสูง
ด้านกรมการค้าภายใน เผยว่า ท่ามกลางแรงกดดันจากราคาพลังงานที่ผันผวนและความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลก หน่วยงานภาครัฐอย่างกรมการค้าภายในได้ยกระดับการติดตามและกำกับดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างใกล้ชิด โดยมุ่งเน้นไปที่กลุ่มสินค้าที่มีโครงสร้างต้นทุนเชื่อมโยงกับราคาน้ำมันและวัตถุดิบนำเข้า ซึ่งมีความอ่อนไหวต่อการปรับขึ้นของต้นทุน เพื่อป้องกันไม่ให้แรงกดดันดังกล่าวส่งผ่านไปสู่ค่าครองชีพของประชาชนในวงกว้าง
ภายใต้กรอบการกำกับดูแลของคณะกรรมการกลางว่าด้วยสินค้าและบริการ (กกร.) ตามประกาศปี 2568 ปัจจุบันมีสินค้าควบคุมจำนวน 59 รายการ ที่อยู่ภายใต้การดูแลตามกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ โดยกลไกสำคัญคือ การกำหนดให้ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายสินค้าจำเป็นต้องยื่นขออนุญาตก่อนการปรับขึ้นราคา ซึ่งภาครัฐจะพิจารณาโครงสร้างต้นทุนอย่างรอบด้าน เพื่อให้การปรับราคาสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงและเป็นธรรม
ในจังหวะที่สถานการณ์ยังคงเปราะบาง สัญญาณจากภาคเอกชนยังไม่พบการยื่นขอปรับขึ้นราคาสินค้า ขณะเดียวกัน กรมการค้าภายในยังได้ประสานความร่วมมือกับผู้ประกอบการให้ร่วมกันตรึงราคาสินค้าให้อยู่ในระดับเดิม เพื่อช่วยลดภาระของผู้บริโภค และรักษาเสถียรภาพด้านราคาสินค้าในช่วงเวลาที่ความไม่แน่นอนยังคงปกคลุมเศรษฐกิจโลก
ขณะเดียวกันกรมได้มีการประเมินโครงสร้างต้นทุนสินค้า พบว่ามีสินค้า 6 กลุ่มสำคัญซึ่งล้วนเป็นสินค้าปัจจัยพื้นฐานต่อการดำรงชีวิตและระบบเศรษฐกิจ โดยอาจได้รับผลกระทบจากต้นทุนน้ำมันและสถานการณ์ด้านการขนส่ง ได้แก่
-กลุ่มอาหารสด เช่น ไข่ไก่ เนื้อหมู และเนื้อไก่
-กลุ่มสินค้าเกษตรหลัก ได้แก่ ข้าว ปาล์มน้ำมัน และผลไม้
-กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น เช่น กระดาษทิชชู และบรรจุภัณฑ์กระดาษ
-กลุ่มอาหารกระป๋องโดยเฉพาะปลากระป๋อง
-กลุ่มเครื่องดื่มและสินค้าที่ใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติก เช่น น้ำดื่ม นมบรรจุขวด และน้ำมันพืช
-กลุ่มวัสดุก่อสร้าง อาทิ ปูนซีเมนต์ เหล็กเส้น สีทาบ้าน ท่อพีวีซี และกระเบื้อง
สำหรับการกำกับดูแลสถานการณ์สินค้า กรมการค้าภายในใช้กลไกบัญชีติดตามสินค้า 3 ระดับ และทบทวนทุก 1 เดือน ได้แก่
1.กลุ่มสินค้า Sensitive List จำนวน 18 รายการ เช่น ปุ๋ยเคมี ไข่ไก่ เนื้อสุกร น้ำมันพืช น้ำมันดีเซล และเม็ดพลาสติก ซึ่งติดตามราคาทุกวันพร้อมส่งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบอย่างเข้มงวด
2.กลุ่ม Priority Watch List จำนวน 4 รายการ ได้แก่ อาหารปรุงสำเร็จ นมผง ยาป้องกันศัตรูพืช และเหล็กแผ่นรีดร้อน ติดตามสัปดาห์ละ 2 ครั้งเพื่อป้องกันการกักตุน
3.กลุ่ม Watch List จำนวน 197 รายการ เช่น สบู่ และน้ำยาซักฟอก ตรวจสอบต่อเนื่องทุก 15 วัน
ซึ่งปัจจุบันสถานการณ์ด้านสินค้าและราคาภายในประเทศยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการและควบคุมได้ โดยกรมฯ ได้ติดตามปริมาณสต็อกสินค้าและโครงสร้างต้นทุนอย่างใกล้ชิดต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้าอุปโภคบริโภคยังมีเพียงพอต่อความต้องการของประชาชนทั่วประเทศ จึงขอความร่วมมือประชาชนเลือกซื้อสินค้าอย่างพอเหมาะตามความจำเป็น ไม่กักตุนสินค้าเกินความจำเป็น เพื่อให้เกิดการกระจายสินค้าอย่างทั่วถึง
อย่างไรก็ตาม หากตรวจพบการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคา กักตุนสินค้า หรือปฏิเสธการจำหน่าย จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด โดยกรณีไม่ติดป้ายแสดงราคามีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท และกรณีจำหน่ายสินค้าแพงเกินสมควร กักตุนสินค้า หรือปฏิเสธการจำหน่าย มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ทั้งนี้ ประชาชนสามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569
ขณะที่มุมมองของบริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด เปิดเผยว่า ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นจากภาวะสงครามตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงต่อเนื่อง เป็นความเสี่ยงต่อระบบเศรษฐกิจ เนื่องจากไทยมีตัวเลขการส่งออกสุทธิพลังงาน ทุกอุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งพาการขนส่งจะเผชิญต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้น หากผู้ประกอบการแบกรับไม่ไหว ภาระจะถูกผลักมาที่ผู้บริโภคผ่านราคาสินค้าที่แพงขึ้น
ผลกระทบสำหรับประเทศไทย สถานการณ์นี้ถือเป็นความเสี่ยงต่อระบบเศรษฐกิจ เนื่องจากไทยมีตัวเลขการส่งออกสุทธิพลังงาน -7.8% ของ GDP ซึ่งต่ำสุดเมื่อเทียบกับหลาย ประเทศในภูมิภาคและระดับโลก ดังนั้นเมื่อใดก็ตามที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้น ไทยจะได้รับผลกระทบทางตรงแง่ของต้นทุนทันที นำไปสู่ปัญหาการขาดดุลการค้า และอาจส่งผลให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลง
นอกจากนี้ วิกฤตดังกล่าวยังสร้างผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อประเทศไทย ได้แก่
1. ต้นทุนภาคการผลิตและโลจิสติกส์ : ทุกอุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งพาการขนส่งจะเผชิญต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้น หากผู้ประกอบการแบกรับไม่ไหว ภาระจะถูกผลักมาที่ผู้บริโภคผ่านราคาสินค้าที่แพงขึ้น
2. กำลังซื้อของประชาชนหดตัว : เมื่อสินค้าและอาหารแพงขึ้น แต่รายได้ไม่ได้เพิ่มตาม จะทำให้กำลังซื้อ ภายในประเทศลดลง ส่งผลกระทบต่อการบริโภคภาคเอกชนซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจ
3. ความท้าทายของนโยบายการเงิน : ธปท.จะตัดสินใจลำบากมากขึ้น หากเศรษฐกิจชะลอตัว (ต้องการ ดอกเบี้ยต่ำ) แต่เงินเฟ้อพุ่งสูงจากต้นทุนพลังงาน (ต้องการดอกเบี้ยสูงเพื่อสกัดเงินเฟ้อ) จะเกิดภาวะ STAGFLATION
สรุป สงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน ไม่ใช่เรื่องไกลตัวสำหรับไทย ด้วยโครงสร้างเศรษฐกิจที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานใน สัดส่วนที่สูงถึง 7.8% ของ GDP ทำให้เป็นหนึ่งในประเทศที่เปราะบางต่อการแกว่งตัวของราคาน้ำมันโลก รัฐบาล และภาคธุรกิจจำเป็นต้องมีแผนบริหารความเสี่ยง ทั้งการหาแหล่งพลังงานสำรอง การจัดการกองทุนน้ำมัน เชื้อเพลิง และในระยะยาวต้องเร่งปรับโครงสร้างไปสู่การใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น ซึ่งต้องใช้งบประมาณสูง และทำ ให้เหลือเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจน้อยลง
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
