หุ้นวันนี้ดาวโจนส์ 13 ตุลาคม 2569 ปิดบวก 195 จุด หุ้นเทคโนโลยีร่วงหนัก

ดาวโจนส์ปิดบวก 195 จุด หุ้นเทคร่วงกดดัน Nasdaq
ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกเล็กน้อยในวันจันทร์ (12 ตุลาคม 2569) โดยดัชนีดาวโจนส์ได้แรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มโทรคมนาคม พลังงาน และการแพทย์ อย่างไรก็ตาม ตลาดยังเผชิญแรงกดดันจากการเทขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี โดยเฉพาะหุ้นชิปหน่วยความจำและฮาร์ดแวร์ที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI)
ดัชนีหลักทั้ง 3 ตลาดปิดทำการดังนี้
- ดาวโจนส์ (Dow Jones) ปิดที่ 51,850.55 จุด เพิ่มขึ้น 195.60 จุด หรือ 0.38%
- S&P 500 ปิดที่ 7,807.24 จุด ลดลง 4.30 จุด หรือ 0.06%
- Nasdaq ปิดที่ 27,245.90 จุด ลดลง 120.27 จุด หรือ 0.44%
หุ้น 8 จาก 11 กลุ่มอุตสาหกรรมหลักในดัชนี S&P 500 ปิดในแดนบวก โดยกลุ่มพลังงานทำผลงานได้ดีที่สุด ขณะที่กลุ่มเทคโนโลยีเผชิญแรงขายอย่างหนัก
หุ้นชิปถูกเทขาย กังวลข้อจำกัดเงินทุนลงทุน AI
แรงกดดันสำคัญมาจากหุ้นกลุ่มชิปและเทคโนโลยี หลังผู้บริหารบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ส่งสัญญาณเตือนเกี่ยวกับข้อจำกัดด้านเงินทุนสำหรับการขยายโครงสร้างพื้นฐาน AI
ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Broadcom เตือนว่า ข้อจำกัดด้านเงินทุนอาจกลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการขยายระบบโครงสร้างพื้นฐาน AI มากกว่าปัญหาการขาดแคลนชิป หน่วยความจำ หรือไฟฟ้า ขณะที่ผู้บริหาร Intel ก็แสดงความกังวลเกี่ยวกับการจัดหาเงินทุนในลักษณะเดียวกัน
ความกังวลดังกล่าวเพิ่มแรงกดดันต่อหุ้นเทคโนโลยี ท่ามกลางการลงทุนขนาดใหญ่ในศูนย์ข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐาน AI ซึ่งนักลงทุนกำลังประเมินความคุ้มค่าและความสามารถในการสร้างผลตอบแทน
สำหรับหุ้นที่ปรับตัวขึ้นมากที่สุดในดัชนีดาวโจนส์ ได้แก่ Verizon Communications เพิ่มขึ้น 2.71% ตามด้วย Salesforce เพิ่มขึ้น 2.09% และ Coca-Cola เพิ่มขึ้น 1.98%
ส่วนหุ้นที่ปรับตัวลงมากที่สุด ได้แก่ Cisco Systems ลดลง 2.58% NVIDIA ลดลง 1.29% และ Amazon ลดลง 1.11%
น้ำมันพุ่ง ท่ามกลางความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์
ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง แม้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ระบุว่า รัสเซียและยูเครนบรรลุข้อตกลงระงับการโจมตีแหล่งพลังงานของอีกฝ่าย แต่ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครน กล่าวหารัสเซียว่าละเมิดข้อตกลง หลังยังมีการส่งโดรนโจมตีแหล่งพลังงานของยูเครน
ขณะเดียวกัน ความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังเป็นอีกปัจจัยที่ตลาดต้องติดตาม หลังทรัมป์ระบุว่ากำลังพิจารณาเข้าร่วมกับซาอุดีอาระเบียในการต่อสู้กับกลุ่มฮูตีในเยเมน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ท่ามกลางรายงานการโจมตีในภูมิภาคที่เพิ่มความเสี่ยงต่อเสถียรภาพด้านพลังงาน
ด้านตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปิดทำการในวันจันทร์เนื่องในวันโคลัมบัส ทำให้นักลงทุนไม่มีข้อมูลอัตราผลตอบแทนพันธบัตรใหม่ โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี ปิดที่ประมาณ 5.24% เมื่อวันศุกร์ที่ 9 ตุลาคม ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 30 ปี เคลื่อนไหวใกล้ระดับ 5.6%
จับตางบแบงก์ใหญ่–CPI สหรัฐฯ สัปดาห์นี้
นักลงทุนคาดหวังว่าฤดูกาลประกาศผลประกอบการไตรมาส 3 จะเป็นปัจจัยหนุนตลาดหุ้น โดยข้อมูลจาก FactSet ระบุว่า นักวิเคราะห์คาดว่ากำไรของบริษัทในดัชนี S&P 500 จะเติบโตประมาณ 29.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน หากเป็นไปตามคาด จะนับเป็นไตรมาสที่ 4 ติดต่อกันที่กำไรเติบโตมากกว่า 25% โดยมีแรงหนุนจากการขยายการก่อสร้างและพัฒนาศูนย์ข้อมูลสำหรับ AI
สัปดาห์นี้ นักลงทุนจับตาผลประกอบการของธนาคารขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ ได้แก่ Bank of America, Citigroup, Goldman Sachs, JPMorgan Chase, Morgan Stanley และ Wells Fargo ซึ่งจะเป็นข้อมูลสำคัญในการประเมินแนวโน้มธุรกิจการเงินและเศรษฐกิจสหรัฐฯ
นอกจากนี้ กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ มีกำหนดเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ประจำเดือนกันยายนในวันพุธ โดยนักวิเคราะห์คาดว่า
- CPI ทั่วไป: เพิ่มขึ้น 3.6% เมื่อเทียบรายปี จาก 3.4% ในเดือนสิงหาคม และเพิ่มขึ้น 0.6% เมื่อเทียบรายเดือน จาก 0.4%
- Core CPI: เพิ่มขึ้น 2.5% เมื่อเทียบรายปี จาก 2.4% และเพิ่มขึ้น 0.2% เมื่อเทียบรายเดือน จาก 0.3%
ตัวเลขเงินเฟ้อดังกล่าวจะเป็นข้อมูลสำคัญที่นักลงทุนใช้ประเมินทิศทางเศรษฐกิจและแนวโน้มนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ ขณะที่ตลาดยังต้องชั่งน้ำหนักระหว่างความคาดหวังต่อผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนกับความเสี่ยงจากเงินเฟ้อและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์