รีเซต

MAGURO ปี 69 ตั้งเป้ารายได้โต 30%  ดัน SSSG พลิกบวก ดึง 2 แบรนด์ญี่ปุ่น เสริมพอร์ต

MAGURO ปี 69 ตั้งเป้ารายได้โต 30%  ดัน SSSG พลิกบวก ดึง 2 แบรนด์ญี่ปุ่น เสริมพอร์ต
TNN ช่อง16
19 กุมภาพันธ์ 2569 ( 15:11 )
11

นายจักรกฤติ สายสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท มากุโระ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MAGURO เปิดเผยว่า  ปี 2569 บริษัทตั้งเป้าหมายการเติบโตของรายได้มากกว่า 30 % โดยกลยุทธ์สำคัญ คือการบริหารควบคุมต้นทุน และรายจ่าย (Cost Control) อย่างชาญฉลาดและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด  


และได้มีการเปิดตัวร้านอาหารญี่ปุ่น  2 แบรนด์ใหม่ ได้แก่ Kaiten Sushi Ginza Onodera (ไคเต็น ซูชิ กินซ่า โอโนเดระ) ร้านซูชิสายพานระดับพรีเมียม ที่คัดสรรวัตถุดิบคุณภาพสูง จากเครือ Onodera Group ผู้บริหารแบรนด์ร้านอาหารญี่ปุ่นชั้นนำ ระดับโลก ซึ่งเป็นแบรนด์ร้านอาหารญี่ปุ่น ที่เป็นหนึ่งในจุดหมายที่ต้องไปสักครั้ง (Food Destination) เมื่อท่องเที่ยวที่ประเทศญี่ปุ่น โดยเฉพาะสายซูชิเลิฟเวอร์ ซึ่งจุดเด่นสำคัญ คือ “คุณภาพของวัตถุดิบ ระดับพรีเมียม” ที่นับว่าเป็นการยกระดับประสบการณ์ มื้ออาหารของร้านซูชิสายพาน ให้เทียบเท่าร้าน โอมากาเสะ (Omakase) ในราคาที่เข้าถึงได้ ทานได้บ่อยๆ และมีอิสระในการควบคุมงบประมาณ ในมื้อนั้นๆ โดยมีกำหนดเปิดให้บริการในไตรมาสที่ 3/2569 นี้ ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ซึ่งจะเป็น สาขาแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นร้านแฟลกชิพสโตร์ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย


และ IPPE KOPPE (อิปเปะ คปเปะ) ร้านผู้เชี่ยวชาญด้านแกงกระหรี่ญี่ปุ่นต้นตำรับ ซึ่งเป็นแบรนด์ ในเครือของ Tonkatsu AOKI ร้านผู้เชี่ยวชาญด้านหมูทอดทงคัตสึ โดยมีจุดเด่นที่แตกต่างจากแกงกะหรี่ ญี่ปุ่นทั่วไป ด้วยการพิถีพิถันปรุงเมนูแกงกะหรี่สำหรับรับประทานคู่กับเมนูทงคัตสึเพื่อยกระดับรสชาติ ให้ดีที่สุด ใส่ใจรายละเอียดในทุกขั้นเพื่อให้ได้แกงกะหรี่ที่เข้มข้น รสชาติสมดุล และเข้ากันได้ดีกับทงคัตสึ การันตีคุณภาพโดยเป็นร้านผู้เชี่ยวชาญด้านแกงกระหรี่ญี่ปุ่นชื่อดัง ที่ติดอันดับ 1 ใน 100 ร้านแกงกะหรี่ จาก Tabelog ต่อเนื่องกว่า 6 สมัย โดยมีกำหนดเปิดให้บริการใน เดือนเมษายน 2569 นี้ 


ซึ่งทั้ง 2 แบรนด์ใหม่จะช่วยเติมเต็มอีโคซิสเต็มให้กับร้านอาหารญี่ปุ่นภายในเครือ MAGURO Group ให้มีความครบครันอย่างตอบโจทย์รองรับความต้องการผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน นอกจากนี้ Kaiten Sushi Ginza Onodera และ IPPE KOPPE มีจุดเด่นในด้านราคาที่จับต้องได้และคุ้มค่า สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ลูกค้าวัยทำงาน ฟู้ดเลิฟเว่อร์ และลูกค้าทั่วไปที่ต้องการเปิดประสบการณ์ด้านอาหารญี่ปุ่นแบบต้นตำรับแท้จริง  

โดยปี 2569 บริษัทางงบลงทุนที่ 200-300 ล้านบาท ขยายสาขาจากแบรนด์ภายในเครือฯ เพิ่มกว่า 20 ร้าน รวมเป็นจำนวนกว่า 73 ร้าน ภายในสิ้นปี 2569 เพื่อการสร้างการเติบโต และขยายกลุ่มเป้าหมายผู้โภค ให้เข้าถึงได้มากยิ่งขึ้น  จากปัจจุบัน MAGURO Group มีร้านอาหารในเครือรวมทั้งหมดจำนวน 54 ร้าน จาก 8 แบรนด์  ได้เเก่ MAGURO, HITORI SHABU, SSAMTHING TOGETHER, Tonkatsu AOKI, CouCou, Bincho, KIWAMIYA , Chopman ฯลฯ 

ทั้งนี้บริษัทตั้งเป้าเพิ่มการเติบโตของยอดขายในสาขาเดิม (SSSG) ให้เป็นบวก จากปีที่ผ่านมาตัวเลขติดลบเล็กน้อย โดยบริษัทจะใช้กลยุทธ์เชิงรุกมากขึ้นเพื่อกระตุ้นการเติบโต ผ่านการทำกิจกรรมทางการตลาดอย่างหลากหลายมากขึ้น เช่น การเปิดตัวผลิตภัณฑ์และเมนูใหม่ๆ ตามฤดูกาล การเปิดตัวแคมเปญโปรโมชันพิเศษที่จะหมุนเวียนตลอดทั้งปี รวมถึงการเพิ่มการเข้าใช้บริการของลูกค้าสมาชิกกว่า 300,000 ผู้ใช้งาน (user) ผ่านสิทธิพิเศษมากมายตลอดทั้งปี ด้วย “Give More + Club” ระบบสมาชิกแบบไร้รอยต่อ ให้ลูกค้าระบบสมาชิกสามารถใช้ได้กับทุกแบรนด์ร้านอาหารภายใน เครือ MAGURO Group เพื่อมอบหลากหลายสิทธิประโยชน์แบบพิเศษมากยิ่งขึ้น เพื่อกระตุ้นให้เกิดการ กลับมาใช้บริการซ้ำ และจูงใจให้อยากใช้บริการแบรนด์อื่นๆ ภายในเครือฯ อีกด้วย


ทั้งนี้ผลการดำเนินงานในปี 2569 งวด 9 เดือนแรก MAGURO มีรายได้รวม 1,389 ล้านบาท เติบโต 42% และมีกำไรสุทธิ 103 ล้านบาท เติบโต 65% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง