รีเซต

ไทยมีของ แต่โลกยังไม่รู้” เปิดศักยภาพ Digital Asset Ecosystem ที่พร้อมก้าวสู่เวทีโลก

ไทยมีของ แต่โลกยังไม่รู้” เปิดศักยภาพ Digital Asset Ecosystem ที่พร้อมก้าวสู่เวทีโลก
TNN ช่อง16
16 พฤษภาคม 2569 ( 00:32 )

ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนผ่านของโลกการเงินยุคใหม่ “สินทรัพย์ดิจิทัล” และเทคโนโลยี บล็อกเชนกำลังกลายเป็นกลไกสำคัญที่หลายประเทศเร่งผลักดันเพื่อสร้างขีดความสามารถทางเศรษฐกิจ ขณะที่ประเทศไทย แม้อาจยังไม่ถูกจับตามองในระดับสากลเท่ากับสิงคโปร์ เกาหลีใต้ หรือญี่ปุ่น แต่ในความเป็นจริง ไทยกลับเป็นหนึ่งในประเทศที่มีพัฒนาการด้าน Digital Asset Ecosystem ที่แข็งแรงและก้าวหน้ามากที่สุดแห่งหนึ่งของภูมิภาค


เวที “Thailand Digital Asset Leadership Forum Road to SEABW 2026” จึงถูกจัดขึ้นเพื่อ สะท้อนศักยภาพของประเทศไทยให้เป็นที่รับรู้ในระดับนานาชาติ พร้อมรวบรวมผู้นำในวงการสินทรัพย์ ดิจิทัล นักลงทุน ผู้กำหนดนโยบาย ผู้พัฒนาเทคโนโลยี และภาคธุรกิจ มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองต่ออนาคต ของอุตสาหกรรมนี้หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึง คือ “ประเทศไทยก้าวหน้าด้านสินทรัพย์ ดิจิทัลมากกว่าที่โลกคิด” โดยผู้ร่วมเสวนาหลายคนสะท้อนตรงกันว่า ปัญหาของไทยไม่ใช่เรื่องศักยภาพ แต่คือ “การสื่อสารสู่ระดับโลก”


*ไทยมี Ecosystem ด้านสินทรัพย์ดิจิทัลที่แข็งแรง แต่โลกยังไม่รู้


คุณกัณฑ์ คลอวุฒินันท์ Founder and CEO APE X CRYPTO ระบุว่า ประเทศไทยถือเป็น หนึ่งในประเทศแรก ๆ ของโลกที่มีกฎหมายรองรับสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างชัดเจน ผ่านพระราชกำหนด สินทรัพย์ดิจิทัลตั้งแต่ปี 2561 และปัจจุบันมีผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับใบอนุญาตจาก หน่วยงานกำกับดูแลหลากหลายประเภท ครอบคลุมทั้ง ผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับใบอนุญาตศูนย์ซื้อ ขายสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset Exchange), ผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับใบอนุญาตนายหน้า สินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset Broker), ผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับใบอนุญาตผู้ค้าสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset Dealer) และอื่น ๆ


นอกจากนี้ ไทยยังมีการนำเทคโนโลยี Tokenization มาใช้กับสินทรัพย์จริงแล้วหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นอสังหาริมทรัพย์, ไวน์ระดับพรีเมียม, คาร์บอนเครดิต, ไปจนถึงทองคำ โดยสามารถระดมทุน ผ่านระบบโทเคนดิจิทัลได้แล้วหลายหมื่นล้านบาท


แต่แม้ประเทศไทยจะมีองค์ประกอบที่พร้อมทั้งด้านกฎหมาย หน่วยงานกำกับดูแล ภาคการศึกษา และภาคธุรกิจ แต่สิ่งที่ยังขาดคือการสื่อสารให้ต่างชาติรับรู้ถึงศักยภาพเหล่านี้ เนื่องจากข้อมูลจำนวนมาก 


ยังถูกสื่อสารเป็นภาษาไทย ทำให้บริษัทระดับโลกจำนวนไม่น้อยยังมองข้ามประเทศไทยเมื่อต้องการขยาย ธุรกิจเข้าสู่เอเชีย ทำให้คนไทยที่มีความสามารถขาดโอกาส


“เหตุผลที่ผมจัดงาน Thailand Digital Asset Leadership Forum Road to SEABW 2026 ขึ้น เพราะต้องการสร้างการรับรู้สู่สากล ถึงศักยภาพของเมืองไทยและเลือกที่จะเข้ามาขยายธุรกิจในไทย จ้างคนไทย เพื่อให้คนไทยมีโอกาสทำงานกับบริษัทระดับโลกมากขึ้น”

*ไทยอาจกลายเป็น “Powerhouse of Value” แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้


อีกหนึ่งหัวข้อที่ได้รับความสนใจ คือ “From Korea to Thailand: Why ShardLab Sees Big Potential Here” ซึ่งสะท้อนมุมมองจากผู้เล่นระดับภูมิภาคที่มองเห็นโอกาสของประเทศไทยในระยะยาว โดยมี Mr. Hojin Kim, CEO of ShardLab ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง HASHED หนึ่งใน Venture Capital และ Ecosystem Builder ด้าน Blockchain รายใหญ่ของเอเชีย และ SCBX กล่าวว่า ประเทศไทยถูกมองว่าเป็นประเทศที่มีจุดแข็งหลายด้าน ทั้งโครงสร้างพื้นฐานทางการเงิน การเปิดรับเทคโนโลยีของผู้บริโภค จำนวนชาวต่างชาติและ Digital Nomad ที่เข้ามาใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ รวมถึงทิศทางของหน่วยงานกำกับดูแลที่มีความก้าวหน้า ไม่ว่าจะเป็นการเปิดทางสู่ Crypto ETF กฎหมายเกี่ยวกับอนุพันธ์สินทรัพย์ดิจิทัล หรือ Regulatory Sandbox ของธนาคารแห่งประเทศไทย


นอกจากนี้ ภาคธุรกิจขนาดใหญ่ของไทยเองก็เริ่มเข้ามามีบทบาทในอุตสาหกรรมมากขึ้น ทั้งกลุ่มธนาคาร บริษัทเทคโนโลยี และกลุ่มธุรกิจพลังงาน ซึ่งสะท้อนว่าตลาดไทยกำลังขยับจาก “การทดลอง” ไปสู่ “การใช้งานจริง” ทั้งยังเชื่อว่า กรุงเทพฯ มีศักยภาพที่จะพัฒนาเป็นศูนย์กลางด้าน Blockchain และ Digital Asset ของภูมิภาคได้ในอนาคต และอาจกลายเป็น “Powerhouse of Value” ที่สามารถเชื่อมโลกการเงินดั้งเดิมเข้ากับเศรษฐกิจดิจิทัลได้อย่างสมบูรณ์ 


ด้วยวิสัยทัศน์ดังกล่าว ShardLab จึงเดินหน้าจัดงาน Southeast Asia Blockchain Week 2026 ณ ICONSIAM ระหว่างวันที่ 20–21 พฤษภาคม 2569 ซึ่งถือเป็นหนึ่งในงานบล็อกเชนที่ใหญ่ที่สุดของ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นเวทีสำคัญในการเชื่อมต่อผู้เล่นระดับโลกเข้ากับศักยภาพของภูมิภาคนี้ โดยตรง 

ในช่วงเสวนา “How Thailand Quietly Built One of Asia’s Most Serious Digital Asset Ecosystems” โดย ดร. การดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์, คุณฤทธิ์ เบญจฤทธิ์ Co-founder Bitcoin Addict Thailand, ดร. นที เทพโภชน์ Founder Block Mountain และ OM PLATFORM, คุณปรมินทร์ อินโสม Founder FIRO และ Satang Pro (ปัจจุบันคือ ORBIX)       


กลุ่มผู้เชี่ยวชาญในวงการคริปโทฯ และสินทรัพย์ดิจิทัล รุ่นดั้งเดิมที่เห็นพัฒนาการของไทยมาตั้งแต่ ยุคแรกจนถึงวันนี้ ได้ร่วมกันสะท้อนพัฒนาการของประเทศไทยตั้งแต่ยุคเริ่มต้นของวงการสินทรัพย์ดิจิทัล ในช่วงก่อนปี 2017 จนถึงปัจจุบัน


ประเด็นสำคัญที่ถูกพูดถึง คือ ไทยมีศักยภาพสูงกว่าที่ต่างชาติมองเห็น ทั้งในด้านจำนวนผู้พัฒนา เทคโนโลยี, สตาร์ทอัพ, ผู้ประกอบการ, และบริษัทต่างชาติที่เข้ามาดำเนินธุรกิจจากประเทศไทย แต่ไทยยัง ไม่ใช่ “ตัวเลือกแรก” ของบริษัทระดับโลก โดยผู้ร่วมเสวนาเห็นตรงกันว่า ประเทศไทยควรเร่งสร้าง ระบบนิเวศที่ทำให้คนต่างชาติอยากอยู่ประเทศไทยระยะยาว ทั้งในฐานะผู้ประกอบการ นักลงทุน และผู้พัฒนาเทคโนโลยี ต่างพร้อมผลักดันให้เกิด Community และ Knowledge Sharing มากขึ้น เช่น Blockchain Bootcamp หรือกิจกรรมแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างนักพัฒนาไทยกับผู้เชี่ยวชาญระดับโลก


อีกหนึ่งประเด็นสำคัญ คือ ไทยไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่าง “การคุ้มครองผู้บริโภค” กับ “การสนับสนุนนวัตกรรม” เพราะทั้งสองเรื่องสามารถเดินไปพร้อมกันได้ หากมีกรอบกฏหมายและการ กำกับดูแลที่ชัดเจน ผู้ร่วมเสวนายังชี้ว่า KPI ของหน่วยงานกำกับดูแลในอนาคต ไม่ควรวัดเพียงจำนวน ปัญหาที่สามารถป้องกันได้ แต่ควรวัดด้วยว่า ประเทศสามารถสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ได้มากเพียงใด เพราะสิ่งที่น่ากังวลที่สุด ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงของโลก แต่คือ “การปรับตัวไม่ทันโลก”

 

อีกหนึ่งหัวข้อสำคัญ คือ “Thailand’s Tokenization Advantage: Real Assets, Institutions, and Market Opportunity” ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า การเติบโตของ Tokenization ในประเทศไทย ไม่ได้อยู่ เพียงเรื่องของเทคโนโลยี แต่คือการเชื่อมโลกการเงินแบบดั้งเดิมเข้ากับโลก On-Chain ผ่านความร่วมมือ ระหว่างสถาบันการเงิน ผู้ให้บริการด้านสินทรัพย์ดิจิทัล และผู้เล่นระดับโลก


Orbix Group และ Kubix เป็นตัวอย่างของผู้ประกอบธุรกิจที่อยู่ตรงกลางระหว่าง digital asset และ traditional finance โดยเฉพาะ Kubix ในฐานะ ICO Portal ที่ได้มีการยื่นไฟลิ่ง MTS Gold Investment Token ซึ่งออกโดยแม่ทองสุกเซ็นทรัล บริษัทในเครือ MTS GOLD (แม่ทองสุก) หนึ่งในผู้ประกอบธุรกิจทองคำรายใหญ่ของไทย เพื่อสร้างโทเคนดิจิทัลเพื่อการลงทุนในธุรกิจค้าทองคำแท่ง ซึ่งเป็นการนำเสนอรูปแบบผลิตภัณฑ์เพื่อการลงทุนในรูปแบบใหม่ให้แก่นักลงทุน ทั้งนี้รายละเอียดโครงการ ยังอยู่ระหว่างพิจารณาขออนุมัติจากสำนักงาน ก.ล.ต.

ด้าน คุณวันรบ บุณธรรม, CFA, FRM - CIO จาก Token X ได้อธิบายถึงบทบาทของ ICO Portal ที่มีลักษณะคล้าย Investment Banking สำหรับโลก Tokenization ตั้งแต่กระบวนการทำ Due Diligence, Feasibility Study, การออกแบบโครงสร้างผลิตภัณฑ์และผู้ออกโทเคนที่เหมาะสม ไปจนถึงการ ยื่นเอกสารต่อสำนักงาน ก.ล.ต. จนกระทั่งการทำการตลาดและการเสนอขายในตลาดแรก


Token X มองว่า แม้การระดมทุนผ่าน ICO มองภาพรวมดูเหมือนจะง่ายกว่า IPO เพราะเป็นการ ระดมทุนระดับโครงการหรือสินทรัพย์ ไม่ใช่ทั้งบริษัท แต่หน่วยงานกำกับดูแลของไทยยังคงมีมาตรการบาง อย่างที่เข้มงวดคล้ายกัน เช่น การที่บริษัทต้องมีระบบควบคุมภายใน มีระบบงาน หรือแม้แต่การป้องกันไม่ ให้เกิด Regulatory Arbitrage หรือการใช้ช่องว่างทางกฎหมาย ระหว่างการออกหลักทรัพย์และ Digital Assets 

นอกจากนี้ การนำโครงการหรือสินทรัพย์ใหม่ๆ บางอย่างมาออกโทเคนและเสนอขายในวงกว้าง ถือได้ว่ามีความท้าทาย ตัวอย่างเช่น Carbon Credit ที่จำเป็นต้องพิจารณาทั้งมาตรฐานทางบัญชี ระบบงานต่าง ๆ และความเป็นไปได้ของโครงการอย่างละเอียด


ขณะที่ คุณบุณยวีย์ พลายพันธุ์ Thailand/Indochina Country Manager - Tether ได้สะท้อนภาพของผู้เล่นระดับโลกที่กำลังก้าวข้ามบทบาทจากการเป็น Stablecoin Provider ไปสู่การสร้าง โครงสร้างพื้นฐานทางการเงินดิจิทัลแบบครบวงจรมากขึ้น แม้ USDT จะยังเป็น Liquidity Layer หลักของโลก On-Chain แต่ปัจจุบัน Tether ได้ขยายบริการไปสู่สินทรัพย์รูปแบบอื่นเพิ่มเติม


หนึ่งในตัวอย่างสำคัญ คือ Tether Gold ซึ่งมีทองคำจริงจัดเก็บอยู่ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และเปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานสามารถลงทุนทองคำในรูปแบบ Fractional Ownership ผ่านหน่วย SCUDO ที่แบ่งทองคำออกเป็น 1 ใน 1,000 ส่วน ทำให้นักลงทุนสามารถเริ่มต้นลงทุนได้ด้วยเงินเพียงประมาณ 5 ดอลลาร์สหรัฐ

นอกจากนี้ Tether ยังพัฒนา Hadron ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มสำหรับสถาบันการเงิน ธนาคาร และบริษัทจัดการกองทุน เพื่อใช้ในการออก Tokenized Assets ทั้ง Bonds, Equities และ Real Estate รวมถึง USAT ซึ่งเป็น Regulated Stablecoin สำหรับตลาดสหรัฐอเมริกา โดยมองว่า Tokenization จะไม่ได้เป็นเพียงผลิตภัณฑ์การลงทุนรูปแบบใหม่ แต่จะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้าง Financial Inclusion และเพิ่มสภาพคล่องให้กับระบบการเงินโลก


ผู้ร่วมเสวนามองตรงกันว่า อนาคตของ Tokenization จะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งประเภทของสินทรัพย์ กฎระเบียบ Market Sentiment และความน่าเชื่อถือของผู้ออกสินทรัพย์ โดยในอดีตอสังหาริมทรัพย์เคยเป็นสินทรัพย์ที่ได้รับความนิยมสูง แต่ปัจจุบันทองคำและ Commodities กำลังได้รับความสนใจมากขึ้น ขณะที่ Stablecoin ยังคงเป็นหมวดสินทรัพย์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกของ Tokenized Assets


แนวคิด “Tokenized Everything” กำลังมีความเป็นไปได้มากขึ้นในประเทศที่มี Regulatory Framework ชัดเจน ประชาชนคุ้นเคยกับ Digital Payment และมีพฤติกรรม Mobile First ซึ่งประเทศไทย ถือว่ามีองค์ประกอบเหล่านี้พร้อม ทั้งด้านกฎหมาย ผู้ให้บริการ ICO Portal สถาบันการเงิน ผู้ประกอบการ ด้านสินทรัพย์ดิจิทัล และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปิดรับเทคโนโลยีใหม่ ทำให้ไทยมีศักยภาพในการผลักดัน Tokenized Real Assets สู่การใช้งานจริงในวงกว้างได้ในอนาคต 


ตลอดทั้งงานสะท้อนภาพเดียวกันว่า ประเทศไทยอาจไม่ได้เป็นประเทศที่ส่งเสียงดังที่สุด ในอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลโลก แต่เป็นหนึ่งในประเทศที่มี “โครงสร้างพื้นฐาน” และ “ศักยภาพ” พร้อมที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการเงิน มหาวิทยาลัย และผู้พัฒนาเทคโนโลยี ต่างเริ่มขับเคลื่อนอุตสาหกรรมนี้ในทิศทางเดียวกันมากขึ้น ขณะที่ความสนใจจากผู้เล่นระดับโลกก็เริ่มหลั่งไหลเข้าสู่ประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง