EIC เตือนรับมือค่าไฟฟ้าสูงอย่างน้อย 2 ปี

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ หรือ SCB EIC ประเมินสงครามตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) พุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดและมีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่องหากความขัดแย้งขยายวงกว้าง
ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาLNG พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วกว่าร้อยละ 91 จาก 10.7 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียูในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ (ก่อนเกิดสงคราม) มาอยู่ที่ระดับ 20.5 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียูในช่วงปลายเดือนมีนาคม ถึงต้นเมษายน จากความกังวลด้านอุปทาน
เนื่องจากผลของสงครามทำให้การขนส่ง LNG บริเวณช่องแคบฮอร์มุซติดขัด แม้จะมีการเจรจาหยุดยิง แต่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสำคัญได้ถูกโจมตีจนเกิดความเสียหายอย่างถาวร ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาในการฟื้นฟูนาน 3-5 ปี ซึ่งจะเป็นปัจจัยกดดันให้ราคา LNG ยังทรงตัวอยู่ในระดับสูงในระยะข้างหน้า จากฝั่งอุปสงค์ในเอเชียและยุโรปที่มีความกังวลว่าไม่สามารถจัดหาก๊าซฯทดแทนได้ทัน
อย่างไรก็ดี คาดว่าอุปสงค์และอุปทานจะสามารถกลับมาอยู่ในระดับสมดุลมากขึ้นหลังจากช่วง 2 ปีข้างหน้า จากการเพิ่มกำลังการผลิตของสหรัฐฯ ซึ่งจะช่วยชดเชยอุปทานของกาตาร์ที่หายไปได้บางส่วน ในขณะที่อุปสงค์คาดว่าจะปรับตัวลดลงจากใช้พลังงานทดแทนมากขึ้น
ดังนั้น ต้นทุนก๊าซธรรมชาตินำเข้าที่ปรับสูงขึ้น จะกดดันต้นทุนค่าไฟฟ้าให้อยู่ในระดับสูงที่ราว 4.9 บาทต่อหน่วยในปลายปี 2569 แต่หากภาครัฐมีมติคงภาระหนี้ค่าไฟฟ้า กฟผ. (AF) ให้อยู่ในระดับ 36,000 บาท จะช่วยชะลอการเร่งตัวของค่าไฟฟ้า คาดว่าค่าไฟฟ้าเฉลี่ยปี 2569-2570 จะอยู่ในระดับสูงที่ราว 4.0 บาทต่อหน่วย
แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อจนสงครามลุกลามเป็นวงกว้างและโครงสร้างพื้นฐานพลังงานได้รับความเสียหายอย่างหนักจะส่งผลให้ราคา LNG พุ่งสูงและทรงตัวในระดับสูงตลอดปี 2569 โดยราคา LNG นำเข้าเฉลี่ยอาจเพิ่มขึ้นถึงราว 36.1 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู ซึ่งจะส่งผลให้ค่าไฟฟ้าสูงขึ้นมาอยู่ที่ราว 5.7 บาทต่อหน่วย และหากมีมติคงค่า AF จะทำให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยในปี 2569-2570 อยู่ที่ราว 4.3 บาทต่อหน่วย
SCB EIC มองว่าภาครัฐควรเร่งดำเนินมาตรการรับมือค่าไฟฟ้าสูงอย่างเป็นระบบ โดยเริ่มจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในระยะสั้นควบคู่กับการปรับโครงสร้างพลังงานในระยะยาว โดยระยะสั้น ภาครัฐควรบริหารค่าไฟฟ้าและค่า Ft อย่างยืดหยุ่น โดยปรับให้สอดคล้องกับต้นทุนแบบค่อยเป็นค่อยไป อย่างไรก็ดี ภาครัฐอาจต้องพิจารณาประเด็นภาระหนี้ในการอุดหนุนค่าไฟฟ้าควบคู่ด้วย
ในระยะยาวควรเร่งเพิ่มพลังงานสะอาดที่เป็นทั้งแหล่งผลิตและสามารถจ่ายไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่อง เช่น โซลาร์และลมควบคู่ระบบกักเก็บพลังงาน รวมถึงศึกษาพลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) และเพิ่มการสำรองพลังงานทางเลือกในประเทศ เพื่อลดการพึ่งพา LNG และเสริมความมั่นคงด้านพลังงานของไทยอย่างยั่งยืน
ขณะที่ภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจควรปรับตัวโดยเน้นเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ไฟฟ้าและอาจเริ่มวางแผนการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
