ปี 2025 มลพิษคาร์บอนสหรัฐฯพุ่ง สัญญาณถอยหลังที่จะแก้โลกร้อน

การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้นอีกครั้งในปี 2025 ถือเป็นการพลิกกลับจากแนวโน้มการลดลงที่ดำเนินมาต่อเนื่องหลายปี ตามผลการศึกษาของบริษัทวิจัยอิสระ Rhodium Group ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา
รายงานระบุว่า ในปี 2025 สหรัฐปล่อยก๊าซที่ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อนจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.4 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สาเหตุหลักมาจากฤดูหนาวที่หนาวเย็นกว่าปกติ การขยายตัวอย่างรวดเร็วของศูนย์ข้อมูล (ดาต้าเซ็นเตอร์) และการขุดคริปโตเคอร์เรนซี รวมถึงราคาก๊าซธรรมชาติที่ปรับตัวสูงขึ้น
นักวิจัยระบุว่า การปรับลดหรือยกเลิกนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังไม่ใช่ปัจจัยสำคัญต่อการเพิ่มขึ้นของการปล่อยก๊าซในปี 2025 เนื่องจากมาตรการดังกล่าวเพิ่งเริ่มบังคับใช้ในปีนี้ ขณะที่นักวิทยาศาสตร์ยืนยันว่า ก๊าซเรือนกระจกจากการเผาไหม้ถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ เป็นสาเหตุหลักของภาวะโลกร้อนที่ทวีความรุนแรงขึ้น
ตลอดช่วงปี 2005 ถึง 2024 การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และมีเทนของสหรัฐลดลงราวร้อยละ 20 แม้จะมีบางปีที่เพิ่มขึ้นเป็นช่วงสั้น ๆ โดยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา สหรัฐสามารถแยกการเติบโตทางเศรษฐกิจออกจากการเพิ่มขึ้นของมลพิษได้ กล่าวคือ เศรษฐกิจขยายตัว ขณะที่การปล่อยก๊าซลดลง
อย่างไรก็ตาม แนวโน้มดังกล่าวเปลี่ยนไปในปี 2025 เมื่อการปล่อยก๊าซกลับเพิ่มขึ้นเร็วกว่าการเติบโตของเศรษฐกิจ โดย “เบน คิง” หนึ่งในผู้จัดทำรายงานจาก Rhodium Group ประเมินว่า สหรัฐปล่อยก๊าซเรือนกระจกคิดเป็นคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าราว 5.9 พันล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าประมาณ 139 ล้านตัน
“คิง” ระบุว่า ฤดูหนาวที่หนาวจัดทำให้การใช้พลังงานเพื่อทำความร้อนในอาคารเพิ่มขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่ยังพึ่งพาก๊าซธรรมชาติและน้ำมันเชื้อเพลิง นอกจากนี้ ความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดจากดาต้าเซ็นเตอร์และการขุดคริปโต ทำให้โรงไฟฟ้าหลายแห่งต้องเดินเครื่องมากขึ้น รวมถึงโรงไฟฟ้าถ่านหิน ซึ่งปล่อยคาร์บอนมากกว่าเชื้อเพลิงชนิดอื่น โดยราคาก๊าซธรรมชาติที่สูงขึ้นยังเป็นปัจจัยให้การผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 13 แม้ว่าการใช้ถ่านหินในสหรัฐจะลดลงเกือบ 2 ใน 3 จากจุดสูงสุดเมื่อปี 2007 ก็ตาม
“คิง” ย้ำว่า การเพิ่มขึ้นของการใช้ถ่านหินไม่ได้หมายความว่าถ่านหินจะกลับมาครองภาคพลังงาน แต่เป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้การปล่อยก๊าซในภาคไฟฟ้าเพิ่มขึ้นในปีที่ผ่านมา
ขณะเดียวกัน พลังงานแสงอาทิตย์ของสหรัฐเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 34 แซงหน้าพลังน้ำ ทำให้พลังงานที่ไม่ปล่อยคาร์บอนคิดเป็นร้อยละ 42 ของการผลิตไฟฟ้าทั้งประเทศ อย่างไรก็ตาม นักวิจัยตั้งข้อสังเกตว่า ทิศทางดังกล่าวอาจได้รับผลกระทบจากนโยบายของรัฐบาลทรัมป์ที่เตรียมยุติเงินอุดหนุนพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม
ก่อนที่รัฐบาลทรัมป์จะเข้ารับตำแหน่ง ทีมวิจัยของ Rhodium คาดการณ์ว่า ภายในปี 2035 การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสหรัฐจะลดลงร้อยละ 38 ถึง 56 เมื่อเทียบกับระดับปี 2005 แต่การประเมินล่าสุดชี้ว่า การลดลงอาจน้อยกว่าที่คาดไว้ 1 หนึ่งใน 3
นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมที่ไม่ได้มีส่วนร่วมในรายงานเตือนว่า การเพิ่มขึ้นของการปล่อยก๊าซในปี 2025 เป็นสัญญาณที่น่ากังวล โดยชี้ว่านโยบายที่ยังคงเอื้อเชื้อเพลิงฟอสซิลอาจสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจและคุณภาพอากาศของสหรัฐในระยะยาว
ด้านสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมสหรัฐ (EPA) ระบุในแถลงการณ์ว่า ยังไม่ได้รับทราบรายงานของ Rhodium Group และยืนยันว่าหน่วยงานยังคงปฏิบัติภารกิจหลักในการคุ้มครองสุขภาพของประชาชน
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
