รีเซต

“เอลนีโญ” จ่อพีกปลายปี อุตุฯโลกจับตาใกล้ชิด เตือนร้อนจัด-แล้ง-น้ำท่วมทั่วโลก

“เอลนีโญ” จ่อพีกปลายปี อุตุฯโลกจับตาใกล้ชิด เตือนร้อนจัด-แล้ง-น้ำท่วมทั่วโลก
TNN ช่อง16
7 กันยายน 2569 ( 11:00 )
10

องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก หรือ WMO ออกคำเตือนเฝ้าระวังปรากฏการณ์ “เอลนีโญ” หลังระบบพยากรณ์อากาศระดับโลกส่งสัญญาณสอดคล้องกันว่า ปรากฏการณ์ดังกล่าวกำลังทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว และมีแนวโน้มเพิ่มระดับขึ้นสู่ความรุนแรงขั้นสูงสุดในช่วงปลายปีนี้ ก่อนส่งอิทธิพลต่อเนื่องไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า

ศาสตราจารย์เซเลสเต เซาโล เลขาธิการ WMO เปิดเผยว่า สัญญาณทางอุตุนิยมวิทยาทั้งบริเวณผิวน้ำและใต้ผิวน้ำในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อน สะท้อนการสะสมความร้อนที่สูงผิดปกติ ส่งผลให้ในช่วงเดือนกันยายนถึงพฤศจิกายน พื้นที่ส่วนใหญ่ของโลกมีแนวโน้มเผชิญอุณหภูมิสูงกว่าค่าเฉลี่ย เพิ่มความเสี่ยงต่อสภาพอากาศสุดขั้ว ทั้งภัยแล้ง คลื่นความร้อน และฝนตกหนักจนเกิดน้ำท่วมฉับพลันในหลายภูมิภาค

อย่างไรก็ตาม WMO ระบุว่า ผลกระทบจากเอลนีโญอาจแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ เนื่องจากยังมีปัจจัยด้านภูมิอากาศอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะสภาวะของมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแอตแลนติก ซึ่งอาจช่วยเสริมหรือลดทอนอิทธิพลของเอลนีโญในระดับภูมิภาค

WMO จึงเร่งประสานความร่วมมือกับเครือข่ายอุตุนิยมวิทยาและองค์กรด้านมนุษยธรรมทั่วโลก เพื่อเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์และยกระดับการแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า พร้อมเรียกร้องให้แต่ละประเทศเร่งวางมาตรการปกป้องประชาชนและบริหารจัดการความเสี่ยง โดยเฉพาะในภาคการเกษตร สาธารณสุข พลังงาน และทรัพยากรน้ำ

ขณะที่ นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือ สทนช. เปิดเผยถึงแนวโน้มเอลนีโญในประเทศไทยว่า สถานการณ์มีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้นเช่นกัน โดยมีโอกาสสูงถึง 91% ที่จะยกระดับเป็น “ซูเปอร์เอลนีโญ” ตั้งแต่เดือนกันยายนนี้ถึงเดือนมกราคมปีหน้า ส่งผลให้อุณหภูมิน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกสูงกว่าปกติ

แม้แบบจำลองสภาพอากาศบางส่วนจะประเมินว่าความร้อนอาจพุ่งสูงกว่าค่าปกติอย่างมาก แต่ สทนช. ประเมินว่า สถานการณ์อาจยังไม่รุนแรงถึงระดับที่เกิดขึ้นในรอบพันปี อย่างไรก็ตาม ทุกภาคส่วนยังจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและเตรียมพร้อมรับมือผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

สำหรับสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศ ปัจจุบันมีปริมาณน้ำรวมประมาณ 54,739 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 68% ของความจุอ่าง ขณะที่ปริมาณน้ำใช้การได้อยู่ที่ 54% ถือเป็นปริมาณน้ำต้นทุนที่ยังอยู่ในเกณฑ์ดีเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ส่วนลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่งมี 4 เขื่อนหลัก พบว่า เขื่อนสิริกิติ์มีปริมาณน้ำสูงสุด 74% รองลงมา ได้แก่ เขื่อนภูมิพล 58% เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ 49% และเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน 44%

ทั้งนี้ ในระยะสั้น สทนช. ได้ออกประกาศแจ้งเตือนสถานการณ์น้ำหลากและน้ำท่วมขังในหลายพื้นที่ไปจนถึงวันที่ 8 กันยายน เนื่องจากอิทธิพลของร่องมรสุมที่พาดผ่านประเทศไทยตอนบน ส่งผลให้หลายพื้นที่มีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักถึงหนักมาก โดยเฉพาะภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก รวมกว่า 20 จังหวัด จึงขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงติดตามสถานการณ์น้ำและประกาศแจ้งเตือนจากหน่วยงานราชการอย่างใกล้ชิด

ข่าวที่เกี่ยวข้อง