ทั่วโลกผวาแล้ว! “เอลนีโญ” พีกสุด ธ.ค. แรงสุดทุบสถิติ 40 ปี 50 ล้านชีวิตเสี่ยงวิกฤต

โลกกำลังเผชิญความเสี่ยงจากปรากฏการณ์เอลนีโญครั้งใหญ่ หลังองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) เตือนว่า เอลนีโญที่กำลังก่อตัวอาจทวีความรุนแรงจนเกินกว่าสถิติที่เคยบันทึกไว้ในรอบ 40 ปี โดยอุณหภูมิน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกตอนกลางอาจสูงกว่าค่าเฉลี่ยถึง 3.8 องศาเซลเซียส ส่งผลให้หลายภูมิภาคทั่วโลกเสี่ยงเผชิญคลื่นความร้อน ภัยแล้ง และน้ำท่วมรุนแรง ขณะที่สหประชาชาติเตือนว่า ประชาชนมากถึง 50 ล้านคนอาจเผชิญวิกฤตความหิวโหยที่เลวร้ายลง
องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก หรือ WMO ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านอุตุนิยมวิทยาขององค์การสหประชาชาติ ออกมาเตือนเมื่อวันพุธที่ 21 ต.ค. ว่า ปรากฏการณ์เอลนีโญครั้งนี้อาจมีความรุนแรงอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และอาจทำลายสถิติความรุนแรงที่เคยบันทึกไว้ตลอดช่วง 4 ทศวรรษที่ผ่านมา
เซเลสต์ เซาโล เลขาธิการ WMO เปิดเผยว่า เอลนีโญมีแนวโน้มทำให้รูปแบบสภาพอากาศทั่วโลกเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง บางพื้นที่อาจเผชิญคลื่นความร้อนและภัยแล้งยาวนาน ขณะที่บางภูมิภาคอาจมีฝนตกหนักผิดปกติจนเกิดน้ำท่วมเป็นวงกว้าง
รายงานคาดการณ์สภาพอากาศตามฤดูกาลฉบับใหม่ของ WMO ระบุว่า อุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกตอนกลางอาจสูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติถึง 3.8 องศาเซลเซียส ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2569 ถึงมกราคม 2570 โดยคาดว่าปรากฏการณ์เอลนีโญจะทวีความรุนแรงสูงสุดราวเดือนธันวาคม 2569
เลขาธิการ WMO ย้ำว่า ตัวเลขดังกล่าวสูงกว่าระดับที่เคยบันทึกไว้ในอดีตอย่างมาก เนื่องจากเอลนีโญที่รุนแรงเป็นประวัติการณ์บางครั้งเคยทำให้อุณหภูมิน้ำทะเลสูงกว่าค่าเฉลี่ยประมาณ 3 องศาเซลเซียส และสร้างผลกระทบอย่างหนักต่อสภาพอากาศทั่วโลกมาแล้ว ดังนั้น หากการคาดการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นจริง ก็อาจเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด
สำหรับผลกระทบในแต่ละภูมิภาค WMO ประเมินว่า แอฟริกาตอนใต้มีแนวโน้มเผชิญความเสี่ยงน้ำท่วมเพิ่มขึ้นตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนเป็นต้นไป ขณะที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความเสี่ยงเผชิญอุณหภูมิสูงขึ้นและปริมาณฝนลดลง ซึ่งอาจสร้างผลกระทบต่อภาคเกษตรกรรม ผลผลิตทางการเกษตร และปริมาณน้ำในแหล่งกักเก็บน้ำสำคัญ ส่วนภูมิภาคลาตินอเมริกาอาจมีปริมาณฝนเพิ่มขึ้นในบางพื้นที่ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วมและภัยพิบัติที่เกี่ยวข้องกับฝนตกหนัก
นอกจากผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมแล้ว สภาพอากาศสุดขั้วจากเอลนีโญยังอาจสร้างแรงกดดันต่อระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ทั้งที่อยู่อาศัย ระบบประปา สุขาภิบาล และบริการสาธารณสุข โดยเฉพาะในพื้นที่เปราะบางที่มีข้อจำกัดในการรับมือกับภัยพิบัติ
ด้านทอม เฟลตเชอร์ รองเลขาธิการสหประชาชาติฝ่ายกิจการมนุษยธรรมและผู้ประสานงานการบรรเทาทุกข์ฉุกเฉิน ออกมาเรียกร้องให้ประชาคมโลกเร่งเตรียมความพร้อมรับมือผลกระทบจากเอลนีโญ ก่อนที่สถานการณ์จะทวีความรุนแรง
เฟลตเชอร์เปรียบเทียบปรากฏการณ์เอลนีโญครั้งนี้ว่าเป็นเสมือนลูกตุ้มทำลายล้างขนาดมหึมา ที่อาจกวาดผ่านหลายภูมิภาค ทั้งลาตินอเมริกา แอฟริกาตะวันออก แอฟริกาตอนใต้ เอเชีย และหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก พร้อมนำมาซึ่งคลื่นความร้อน ภัยแล้ง และน้ำท่วม
เขายังเตือนด้วยว่า ผลกระทบที่ตามมาอาจลุกลามกลายเป็นวิกฤตด้านมนุษยธรรมครั้งใหญ่ โดยประชาชนมากถึง 50 ล้านคนอาจเผชิญภาวะหิวโหยที่รุนแรงขึ้นจากความเสียหายต่อพื้นที่เกษตรกรรมและความมั่นคงทางอาหาร
การคาดการณ์เอลนีโญครั้งนี้สะท้อนถึงความเสี่ยงด้านสภาพอากาศที่โลกอาจต้องเผชิญในช่วงปลายปี 2569 ต่อเนื่องถึงต้นปี 2570 โดยเฉพาะความเป็นไปได้ที่อุณหภูมิน้ำทะเลจะสูงขึ้นจนเกินระดับที่เคยบันทึกไว้ ซึ่งอาจทำให้หลายประเทศเผชิญภัยแล้ง น้ำท่วม และคลื่นความร้อน ขณะที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต้องเฝ้าระวังผลกระทบต่อภาคเกษตรกรรมและแหล่งน้ำ สหประชาชาติจึงเรียกร้องให้ทั่วโลกเร่งวางแผนรับมือและลดความเสี่ยงล่วงหน้า เพื่อป้องกันไม่ให้ภัยธรรมชาติขยายตัวเป็นวิกฤตด้านอาหารและมนุษยธรรมในวงกว้าง
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
