จับตา “ซูเปอร์เอลนีโญ” ปี 69 หนาวช้า ปีหน้าเสี่ยงร้อนเดือด

นักวิชาการด้านสภาพภูมิอากาศเตือนผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ทำให้ประเทศไทยเผชิญสภาพอากาศแปรปรวนอย่างหนัก โดยคาดว่าปีนี้ฤดูหนาวจะมาถึงล่าช้าในช่วงปลายเดือนตุลาคมถึงต้นเดือนพฤศจิกายน ขณะที่ปี 2570 มีความเสี่ยงเผชิญภัยแล้งและคลื่นความร้อนรุนแรง พร้อมแนะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งวางแผนบริหารจัดการน้ำและพลังงาน เพื่อเตรียมพร้อมรับมือสภาพอากาศสุดขั้ว
รองศาสตราจารย์เสรี ศุภราทิตย์ รองประธานกรรมการมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ เปิดเผยว่า ผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญกำลังทำให้สภาพอากาศเกิดความแปรปรวนอย่างหนัก โดยคาดว่าประเทศไทยจะเข้าสู่ฤดูหนาวล่าช้าไปจนถึงช่วงปลายเดือนตุลาคมต่อเนื่องต้นเดือนพฤศจิกายน เนื่องจากอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้น ประกอบกับความร้อนที่ยังสะสมอยู่ทั้งบนผืนดินและผิวน้ำทะเล ส่งผลให้ประเทศไทยยังคงมีฝนตกต่อเนื่อง
สำหรับพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษในช่วงนี้ คือ ภาคใต้ ซึ่งมีความเสี่ยงเกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก เนื่องจากรูปแบบการตกของฝนอาจไม่กระจายตัวตามฤดูกาลเหมือนที่ผ่านมา แต่มีแนวโน้มเกิดฝนตกหนักเฉพาะจุด ทำให้การพยากรณ์อากาศล่วงหน้าหลายวันมีข้อจำกัดในการระบุพื้นที่และช่วงเวลาที่ฝนจะตกหนักได้อย่างแม่นยำ
ดังนั้น จึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการพยากรณ์อากาศระยะสั้นมากขึ้น โดยเน้นการประเมินสถานการณ์ล่วงหน้าไม่เกิน 12 ชั่วโมง และติดตามข้อมูลทุก 6 ชั่วโมง เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการแจ้งเตือนภัยและช่วยให้ประชาชนสามารถเตรียมรับมือกับสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที
นอกจากนี้ รองศาสตราจารย์เสรียังกล่าวถึงแนวโน้มสภาพภูมิอากาศตั้งแต่ช่วงปลายปี 2569 ต่อเนื่องถึงปี 2570 ว่ายังเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะความเสี่ยงจากปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญ ซึ่งอาจทำให้อุณหภูมิสูงขึ้นและเกิดความแห้งแล้งรุนแรง ส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำสำหรับการอุปโภคบริโภค ภาคเกษตรกรรม รวมถึงความต้องการใช้พลังงานที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น
ขณะเดียวกัน หากอุณหภูมิยังคงสูงต่อเนื่องไปจนถึงฤดูร้อนในช่วงเดือนมีนาคมถึงเมษายนปีหน้า ประเทศไทยอาจต้องเผชิญกับคลื่นความร้อนรุนแรง โดยเฉพาะพื้นที่เขตเมืองที่มีการสะสมความร้อนสูง ซึ่งอาจทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นพร้อมกันเป็นจำนวนมาก จนสร้างแรงกดดันต่อระบบพลังงาน รวมถึงระบบการผลิตและจัดส่งน้ำประปา
รองศาสตราจารย์เสรีจึงเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งประเมินความเสี่ยงและวางแผนบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและพลังงานล่วงหน้า ควบคู่กับการพัฒนาระบบพยากรณ์อากาศระยะสั้นและระบบแจ้งเตือนภัยที่สามารถส่งข้อมูลถึงประชาชนได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น
ทั้งนี้ ความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศยังคงเป็นความท้าทายสำคัญที่ประเทศไทยต้องเตรียมพร้อมรับมือ เนื่องจากอาจต้องเผชิญกับสภาพอากาศสุดขั้วหลายรูปแบบ ทั้งฝนตกหนัก น้ำท่วม และภัยแล้งในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน การเตรียมความพร้อมและวางแผนรับมืออย่างรอบด้านจึงเป็นสิ่งสำคัญในการลดความเสี่ยงและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต