เอกนิติชูไทยฐานลงทุนปลอดภัย ดึงทุนญี่ปุ่นขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาหัวข้อ “Thailand and Japan Building the Next Chapter of Investment Partnership” ภายในงาน Thailand – Japan Investment Forum : Investment Gateway for Sustainable Growth โดยระบุว่า ทิศทางการลงทุนของโลกกำลังเปลี่ยนแปลงจากอดีตอย่างชัดเจน นักลงทุนให้ความสำคัญกับความมั่นคง ความปลอดภัย และความเชื่อมั่นในการดำเนินธุรกิจมากขึ้น ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และมาตรการกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศ
ประเทศไทยมีโอกาสก้าวขึ้นเป็นฐานการลงทุนสำคัญในภูมิภาค จากสถานะประเทศที่มีบทบาทระดับกลาง หรือ Middle Power ซึ่งสามารถรักษาความสัมพันธ์กับประเทศต่าง ๆ และเชื่อมโยงความร่วมมือทางเศรษฐกิจได้อย่างหลากหลาย โดยรัฐบาลมุ่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติ เพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว
เปิด 4 ปัจจัยเปลี่ยนเศรษฐกิจโลก ไทยเตรียมรับการลงทุนยุคใหม่
นายเอกนิติกล่าวว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงสำคัญ 4 ด้าน ซึ่งประเทศไทยจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและรองรับโอกาสการลงทุนใหม่
ประเด็นแรก คือ การแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศ ซึ่งทำให้นักลงทุนต้องพิจารณาความเสี่ยงในการเลือกฐานการผลิตมากขึ้น ไทยมีข้อได้เปรียบจากการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างสมดุล และสามารถทำหน้าที่เชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ได้
รัฐบาลให้ความสำคัญกับการสร้างความไว้วางใจ หรือ Trust เพื่อให้ประเทศไทยเป็นทางเลือกสำหรับการลงทุนและการขยายธุรกิจของบริษัทต่างชาติ
ประเด็นที่สอง คือ ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ที่กำลังเปลี่ยนรูปแบบการผลิตและการดำเนินธุรกิจทั่วโลก ประเทศไทยจำเป็นต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลให้พร้อมรองรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยี รวมถึงเพิ่มศักยภาพด้านการบริหารจัดการข้อมูลภายในประเทศ
ประเด็นที่สาม คือ การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน เนื่องจากประเทศไทยยังพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศในสัดส่วนสูง ทำให้ได้รับผลกระทบจากความผันผวนของตลาดพลังงานโลก การส่งเสริมพลังงานสะอาดและเศรษฐกิจสีเขียวจึงเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจระยะต่อไป
ประเด็นสุดท้าย คือ การเข้าสู่สังคมสูงวัย ซึ่งประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรอย่างรวดเร็ว รัฐบาลมองเห็นโอกาสในการพัฒนาอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุ โดยเฉพาะธุรกิจสุขภาพ การแพทย์ การดูแลสุขภาวะ หรือ Wellness รวมถึงอุตสาหกรรมอาหารไทยที่มีศักยภาพในการแข่งขัน
เปลี่ยนเครื่องยนต์เศรษฐกิจ เน้นลงทุนคุณภาพแทนการพึ่งพาการบริโภค
รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่า โครงสร้างเศรษฐกิจไทยในอดีตขับเคลื่อนด้วยการบริโภคภายในประเทศและการส่งออกเป็นหลัก แต่ภายใต้สถานการณ์เศรษฐกิจโลกปัจจุบัน ประเทศไทยจำเป็นต้องเพิ่มบทบาทของการลงทุนเพื่อสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง
รัฐบาลจึงกำหนดแนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านยุทธศาสตร์ Quality Investment-Led Growth หรือการเติบโตทางเศรษฐกิจที่นำด้วยการลงทุนคุณภาพ โดยมุ่งดึงดูดการลงทุนที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม ยกระดับเทคโนโลยี และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของประเทศ
การลงทุนตามแนวทางดังกล่าวจะช่วยสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจในระยะสั้น พร้อมสร้างความสามารถในการแข่งขันให้กับภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมไทยในระยะยาว
รัฐบาลเร่งส่งเสริม 7 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ดึงเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ
สำหรับการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ Quality Investment-Led Growth รัฐบาลกำหนดแนวทางดำเนินงาน 4 ด้าน โดยด้านแรกให้ความสำคัญกับการส่งเสริมอุตสาหกรรมใหม่ที่ประเทศไทยมีศักยภาพ
สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI ร่วมกับภาคเอกชนผลักดัน 7 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ประกอบด้วย
1. เกษตรสมัยใหม่และการแปรรูปอาหาร
2. อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ
3. ยานยนต์แห่งอนาคต
4. สุขภาพและการแพทย์
5. การท่องเที่ยวคุณภาพสูง
6. โลจิสติกส์ระดับภูมิภาค
7. เศรษฐกิจสร้างสรรค์และ Soft Power
อุตสาหกรรมเหล่านี้เป็นกลุ่มธุรกิจที่รัฐบาลต้องการส่งเสริมให้เกิดการลงทุนเพิ่มเติม โดยเฉพาะกิจการที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับระบบเศรษฐกิจไทย
ด้านที่สอง คือ การพัฒนาโครงการพลังงานสะอาด เพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานของภาคอุตสาหกรรมในอนาคต และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ด้านที่สาม คือ การสร้างระบบนิเวศด้านปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI Ecosystem โดยรัฐบาลต้องการยกระดับความพร้อมของประเทศไทยให้ครอบคลุมทั้งโครงสร้างพื้นฐานและองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรม AI ภายใต้แนวคิด All in AI
ส่วนด้านที่สี่ คือ การผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางทางการเงิน เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของภาคธุรกิจ และสนับสนุนการขยายตัวของกิจการที่เข้ามาลงทุนในประเทศ
ดัน BOI to IPO หวังบริษัทญี่ปุ่นเข้าร่วมรายแรก
หนึ่งในมาตรการสำคัญที่รัฐบาลเตรียมผลักดัน คือ โครงการ BOI to IPO ซึ่งมุ่งเชื่อมโยงการส่งเสริมการลงทุนกับโอกาสในการระดมทุนผ่านตลาดทุน
แนวทางดำเนินงานครอบคลุมการปรับปรุงกฎระเบียบ การลดข้อจำกัดที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน และการจัดทำมาตรการจูงใจ เพื่อเพิ่มความน่าสนใจให้กับประเทศไทยในสายตานักลงทุนต่างชาติ
นายเอกนิติแสดงความคาดหวังว่า บริษัทจากประเทศญี่ปุ่นจะเป็นบริษัทแรกที่เข้าร่วมโครงการดังกล่าว ซึ่งจะช่วยขยายความร่วมมือด้านการลงทุนระหว่างไทยกับญี่ปุ่น และสนับสนุนการพัฒนาธุรกิจในประเทศไทย
พร้อมกันนี้ รัฐบาลยังต้องการให้ประเทศไทยเป็นฐานสำหรับการดำเนินธุรกิจ การพัฒนาอุตสาหกรรม และการขยายการลงทุนไปยังตลาดอื่นในอนาคต
นายเอกนิติกล่าวทิ้งท้ายด้วยการเชิญชวนนักลงทุนญี่ปุ่นและนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาลงทุนในประเทศไทย ภายใต้แนวคิด “Grow Together with and from Thailand for Sustainable Future” โดยมุ่งให้ภาคธุรกิจสามารถเติบโตในประเทศไทย ใช้ประเทศไทยเป็นฐานขยายธุรกิจ และสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจร่วมกับประชาชนไทยอย่างยั่งยืน
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
