เตือน "หนี้สาธารณะ" กำลังเขย่าเศรษฐกิจ บทท้าทายสำคัญรัฐบาลทั่วโลก

ดร.บัณฑิต นิจถาวร อดีตรองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และประธานมูลนิธินโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล เปิดเผยกับ "TNN Wealth" ถึงประเด็นหนี้สาธารณะทั่วโลกที่กำลังพุ่งสูงขึ้นว่า สถานการณ์หนี้สาธารณะทั่วโลกกำลังทวีความรุนแรงและกลายเป็นประเด็นใจความสำคัญในการประชุมระดับโลก โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF ได้ประเมินว่าสัดส่วนหนี้สาธารณะโลกมีแนวโน้มพุ่งสูงถึง 100% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ GDP ภายในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้า เมื่อพิจารณาร่วมกับหนี้ภาคเอกชนแล้ว ภาระหนี้สินรวมของโลกอาจสูงถึง 200% ของ GDP ซึ่งสะท้อนถึงภาระผูกพันในการชำระคืนที่มหาศาล
แม้ตัวเลขดังกล่าวจะเป็นค่าเฉลี่ยทั่วโลก แต่ความเปราะบางมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญในแต่ละประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกาอยู่ที่ประมาณ 122% ฝรั่งเศสอยู่ที่ประมาณ 120% และญี่ปุ่นพุ่งสูงถึงเกือบ 198% ของ GDP ขณะที่ประเทศไทยมีสัดส่วนหนี้สาธารณะอยู่ที่ราว 70% ปัญหาดังกล่าวไม่ได้มีจุดสิ้นสุดเพียงแค่ตัวเลขปริมาณหนี้
แต่ยังเชื่อมโยงกับความสามารถในการหารายได้ของรัฐบาลท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวและทิศทางอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น ซึ่งส่งผลให้ภาระดอกเบี้ยพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และบีบให้รัฐบาลต้องโยกย้ายทรัพยากรจากงบประมาณพัฒนาประเทศหรือสวัสดิการสังคมมาใช้ในการชำระหนี้แทน
โครงสร้างรายจ่ายภาครัฐในปัจจุบันยังเผชิญกับแรงกดดันเชิงโครงสร้างที่ยากจะหลีกเลี่ยง โดยเฉพาะสังคมสูงวัยที่ผลักดันให้งบประมาณด้านสาธารณสุขและสวัสดิการสังคมต้องขยายตัวตาม รวมถึงรายจ่ายด้านความมั่นคงและกลาโหมท่ามกลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ในขณะเดียวกัน การพึ่งพาการกู้ยืมต่อเนื่องหรือการก่อหนี้ใหม่เพื่อชำระหนี้เก่า หรือ Roll Over ยิ่งสร้างความเสี่ยงต่อความยั่งยืนทางการคลัง
แนวทางแก้ไขตามหลักเศรษฐศาสตร์มหภาคจึงมุ่งเน้นไปที่การปรับลดการขาดดุลและการดำเนินนโยบายรัดเข็มขัดทางการคลัง หรือ Fiscal Consolidation ผ่านการตัดทอนรายจ่ายที่ไม่จำเป็นและการเปลี่ยนผ่านจากการช่วยเหลือประชาชนแบบถ้วนหน้าเป็นการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มที่มีเป้าหมายชัดเจน เพื่อลดทอนภาระงบประมาณที่ไม่ยั่งยืน อย่างไรก็ตาม มาตรการเหล่านี้มักเผชิญกับอุปสรรคทางการเมืองและความคุ้นเคยของประชาชนกับมาตรการอุดหนุนจากรัฐ
ความเปราะบางดังกล่าวสะท้อนให้เห็นอย่างเด่นชัดในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาที่มีมูลค่าหนี้สาธารณะสะสมสูงถึงระดับราว 40 ล้านล้านดอลลาร์ สถานการณ์นี้ก่อให้เกิดภาวะความไม่สมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทานในตลาดตราสารหนี้ เนื่องจากความต้องการระดมทุนที่สูงขึ้น ทั้งจากภาครัฐที่ต้องกู้ยืมเพิ่มและภาคเอกชนที่ต้องการเงินทุนเพื่อขับเคลื่อนเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI สวนทางกับความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่ลดลง
ส่งผลให้เกิดแรงเทขายพันธบัตรและผลักดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตร หรือ Bond Yield ระยะยาวในประเทศอุตสาหกรรมปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ที่ทะยานเกินระดับ 5% ต้นทุนการระดมทุนที่แพงขึ้นนี้ทำหน้าที่เป็นสัญญาณเตือนภัยว่า หากประเทศต่างๆ ไม่เร่งปรับปรุงวินัยทางการคลัง ความเสี่ยงต่อเสถียรภาพระบบการเงินโลกย่อมเพิ่มสูงขึ้น แม้ความเสี่ยงในเชิงทฤษฎีจะไม่ได้นำไปสู่การผิดชำระหนี้ในวงกว้าง หรือ Massive Default เนื่องจากรัฐบาลยังมีเครื่องมือทางภาษี แต่การขึ้นภาษีเพื่อหาเงินมาโปะหนี้ก็อาจส่งผลกระทบเชิงลบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในภาพรวม
สำหรับบริบทของประเทศไทย แม้ตัวเลขหนี้สาธารณะจะอยู่ที่ระดับประมาณ 70% ซึ่งดูเหมือนจะต่ำกว่าประเทศพัฒนาแล้วหลายแห่ง แต่การนำตัวเลขดังกล่าวมาเปรียบเทียบกันโดยตรงอาจสร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เนื่องจากประเทศไทยไม่ใช่ประเทศที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงและไม่ได้มีฐานรายได้ภาษีที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ข้อจำกัดด้านขีดความสามารถในการหารายได้จึงทำให้ประเทศไทยมีความเปราะบางต่อภาระหนี้ไม่ต่างกัน
หากรัฐบาลยังคงมีการใช้จ่ายเกินตัวและอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจยังคงซบเซา พื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) ที่จำเป็นสำหรับการรับมือกับวิกฤตการณ์ฉุกเฉินในอนาคตจะลดน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญ ทางออกที่ยั่งยืนจึงอยู่ที่การสร้างวินัยทางการคลังอย่างจริงจัง การเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บรายได้ และการทบทวนโครงสร้างการใช้จ่ายภาครัฐให้สอดคล้องกับศักยภาพที่แท้จริงของประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้ภาระหนี้สาธารณะกลายเป็นวิกฤตเชิงโครงสร้างที่บั่นทอนเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
