เปิดแผน "หนุนนวัตกรรมการแพทย์ไทย" สปสช.ตั้งงบ 1.5 หมื่นล้านบาท ดันไทยสู่ศูนย์กลางการแพทย์มูลค่าสูง

สปสช. เปิดแผนผลักดันนวัตกรรมการแพทย์ฝีมือคนไทย เดินหน้าสนับสนุนงบประมาณรวม 15,000 ล้านบาท ภายในปีงบประมาณ 2570–2571 หวังยกระดับประเทศไทยสู่การเป็น ศูนย์กลางการแพทย์และสุขภาพมูลค่าสูง
สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ร่วมกับภาคีเครือข่าย จัดเวทีเสวนา “ไทยทำ ไทยใช้ ไทยได้ประโยชน์ : นวัตกรรมการแพทย์ไทยในระบบหลักประกันสุขภาพ” เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อนวัตกรรมทางการแพทย์ที่พัฒนาโดยคนไทย และผลักดันให้เกิดการใช้งานจริงในระบบสาธารณสุข
นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการ สปสช. เปิดเผยว่า สปสช. มีนโยบายส่งเสริมการใช้นวัตกรรมทางการแพทย์ที่ผลิตในประเทศให้เป็นส่วนสำคัญของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยในช่วงปีงบประมาณ 2568–2569 ได้จัดสรรงบประมาณสนับสนุนผลิตภัณฑ์ในบัญชีนวัตกรรมไทยรวมกว่า 2,900 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งยา วัคซีน และอุปกรณ์ทางการแพทย์ เช่น รากฟันเทียม ถุงทวารเทียม และระบบ AI อ่านผลเอกซเรย์ทรวงอก
ทั้งนี้ สปสช. ได้วางแผนเพิ่มการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าขยายงบประมาณเป็น 5,000 ล้านบาท ในปีงบประมาณ 2570 และเพิ่มเป็น 10,000 ล้านบาท ในปีงบประมาณ 2571 เพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้ประกอบการไทยพัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์ระบบสาธารณสุขของประเทศ
นพ.จเด็จ ระบุว่า แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 ที่มุ่งผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น ศูนย์กลางการแพทย์และสุขภาพมูลค่าสูง (High-Value Medical Hub) โดยรัฐบาลตั้งเป้าเพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการด้านสุขภาพให้คิดเป็น 1.7% ของ GDP พร้อมลดการนำเข้าครุภัณฑ์ทางการแพทย์จากต่างประเทศไม่น้อยกว่า 20% หรือกว่า 20,000 ล้านบาท
“การสนับสนุนนวัตกรรมไทยไม่เพียงช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้า แต่ยังเป็นการเปลี่ยนงบประมาณด้านการรักษาพยาบาลให้กลายเป็นการลงทุนในประเทศ สร้างเศรษฐกิจใหม่ เพิ่มการจ้างงาน และเสริมความมั่นคงทางสุขภาพในระยะยาว” นพ.จเด็จ กล่าว
ด้าน ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า เวทีเสวนาครั้งนี้จัดขึ้นร่วมกับ สำนักงานเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านชีววิทยาศาสตร์ (สทนว.) และ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับศักยภาพของนวัตกรรมไทย และสื่อสารให้สังคมเห็นว่า ผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ที่พัฒนาโดยคนไทยมีมาตรฐาน ความปลอดภัย และประสิทธิภาพการรักษาที่เทียบเท่าระดับสากล
สำหรับเวทีเสวนาครั้งนี้ มีผู้เชี่ยวชาญจากหลายภาคส่วนร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง ทั้งด้านการพัฒนานวัตกรรม การกำกับมาตรฐาน และประสบการณ์ใช้งานจริงในระบบบริการสุขภาพ ได้แก่ ดร.จิตติ์พร ธรรมจินดา ผู้อำนวยการ สทนว., ภก.ปิยะ ฉิ่นมณีวงศ์ ผู้อำนวยการกองควบคุมเครื่องมือแพทย์ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.), ทพ.ปรีดา ประทุมมา รักษาการผู้อำนวยการโรงพยาบาลแม่วงก์ จังหวัดนครสวรรค์ และ นพ.สมสิทธิ์ นิธิธนนนต์ แพทย์ชำนาญการพิเศษ โรงพยาบาลอุดรธานี
นอกจากนี้ ยังมีตัวแทนผู้ป่วย ได้แก่ นายประดิษฐ์ เบื้องกลาง และ นางมนิสา อุนานนท์ ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์การรักษาและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น หลังได้รับการรักษาด้วยนวัตกรรมทางการแพทย์ฝีมือคนไทยผ่านระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือ “บัตรทอง” ซึ่งช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยอย่างเป็นรูปธรรม