ติดตามสหรัฐฯ เสริมกำลัง จับตาเครื่องบิน B-2 กุญแจสำคัญชี้การตัดสินใจของทรัมป์ต่ออิหร่าน

-ยุทโธปกรณ์ล่าสุดที่สหรัฐฯ ส่งไปตะวันออกกลาง
ตามข้อมูลจากนักวิเคราะห์ข่าวกรองแบบเปิด (open-source intelligence) และข้อมูลการติดตามเที่ยวบินทางทหาร ดูเหมือนว่าสหรัฐฯ ได้ส่งเครื่องบินมากกว่า 120 ลำเข้าสู่ภูมิภาคภายในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ซึ่งนับเป็นการเสริมกำลังทางอากาศครั้งใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลางนับตั้งแต่สงครามอิรักปี 2003 และการเสริมกำลังล่าสุดในภูมิภาคมีลักษณะใกล้เคียงกับช่วงปฏิบัติการ “Midnight Hammer” ที่โจมตีโครงการนิวเคลียร์ 3 แห่งของอิหร่าน โดยสหรัฐฯ มีกองเรือบรรทุกเครื่องบินโจมตี 2 กองประจำการในพื้นที่ มีเรือพิฆาต 5 ลำประจำในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและทะเลแดง และมีเรือรบอีก 3 ลำ ในอ่าวเปอร์เซีย
นอกจากเรือบรรทุกเครื่องบินที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง USS Gerald R. Ford กำลังเดินทางไปตะวันออกกลางและประจำการร่วมกับ USS Abraham Lincoln ยังมียุทโธปกรณ์ทางอากาศอื่น ๆ อาทิ เครื่องบินเตือนภัยล่วงหน้าและควบคุมทางอากาศ E-3 Sentry (AWACS), เครื่องบินขับไล่แบบโจมตีล่องหน F-35 และเครื่องบินขับไล่ F-22 รวมถึง F-15 และ F-16 เข้าร่วมปฏิบัติการด้วย นอกจากนี้ ยังมีเครื่องบินขับไล่แบบ F-15E Strike Eagle ของกองทัพอากาศสหรัฐฯ ที่ได้เข้ามาประจำการในตะวันออกกลางก่อนหน้านี้ไปแล้ว โดยสหรัฐฯ ระบุว่าเครื่องบินรบดังกล่าวจะช่วยเสริมความพร้อมในการรบ และส่งเสริมความมั่นคงและเสถียรภาพในภูมิภาค
กองทัพเรือสหรัฐฯ ยังมีเรือพิฆาตติดตั้งขีปนาวุธนำวิถีหลายลำประจำการอยู่ในภูมิภาค โดยเรือเหล่านี้ติดตั้งระบบป้องกันภัยทางอากาศขั้นสูงและระบบสกัดกั้นขีปนาวุธพิสัยไกลซึ่งมีขีดความสามารถโจมตีเป้าหมายภาคพื้นดินลึกเข้าไปในอิหร่าน ควบคู่ไปกับภารกิจต่อต้านเรือดำน้ำและป้องกันกองเรือ
ข้อมูลการติดตามเที่ยวบินแสดงให้เห็นว่า เครื่องบินจำนวนมากออกเดินทางจากฐานทัพในสหรัฐฯ และยุโรป โดยมีเครื่องบินลำเลียงและเครื่องบินเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศสนับสนุน ซึ่งบ่งชี้ว่าเป็นการวางแผนปฏิบัติการระยะยาวอย่างต่อเนื่อง มากกว่าการหมุนเวียนกำลังตามปกติ
-จับตา B-2 Stealth อาจมาอีกรอบ ?
ย้อนกลับไปเมื่อเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว สหรัฐฯ ส่งเครื่องบินรบ F-22 และ F-35 บินคุ้มกันเครื่องบินทิ้งระเบิดล่องหน B-2 Stealth ระหว่างเปิดปฏิบัติการ “Midnight Hammer” โจมตีโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านในช่วงสงคราม 12 วันกับอิสราเอล
แม้ว่าเครื่องบินรบสหรัฐฯ หลายลำจะประจำการอยู่ใกล้อิหร่าน แต่ “มาร์ก แคนเชียน” อดีตผู้พันนาวิกโยธินสหรัฐฯ และที่ปรึกษาอาวุโสของสถาบันวิจัย Center for Strategic and International Studies หรือ CSIS ซึ่งตั้งอยู่ในกรุงวอชิงตัน ให้สัมภาษณ์กับอัลจาซีราว่า ในขณะนี้ทั่วโลกควรจับตาดูความเคลื่อนไหวของเครื่องบินทิ้งระเบิด B-2 ให้ดี เพราะนั่นอาจเป็นตัวบ่งชี้ถึงความเป็นไปได้ของการเปิดปฏิบัติการ “Midnight Hammer” ในอิหร่านซ้ำอีกรอบ
แต่ความท้าทายคือหากสหรัฐฯ โจมตีอิหร่านในครั้งนี้ดูเหมือนว่าจะไม่ได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตรของสหรัฐฯ มากนัก เพราะล่าสุดนายกรัฐมนตรีเคียร์ สตาร์เมอร์ ของอังกฤษ ออกมาเปิดเผยว่ารัฐบาลอังกฤษได้ “ปฏิเสธ” คำขอของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ต้องการใช้ฐานทัพ “ดิเอโก การ์เซีย” ซึ่งเป็นฐานทัพร่วมของสหรัฐฯ-อังกฤษ ที่ตั้งอยู่บนเกาะชากอสในมหาสมุทรอินเดีย สำหรับการโจมตีเชิงป้องกันล่วงหน้าต่ออิหร่าน โดยรัฐบาลอังกฤษระบุว่าหากอังกฤษอนุญาตให้สหรัฐฯ ใช้จะถือเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ
แต่ที่น่าสนใจคือ ฐานทัพ “ดิเอโก การ์เซีย” นี้เป็นบ้านหรือก็คือสนามบินหลักของฝูงบินทิ้งระเบิดขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ ซึ่งรวมไปถึงเครื่องบินทิ้งระเบิด B-2 ด้วย แต่หากย้อนไปที่ปฏิบัติการ “Midnight Hammer” ในตอนนั้นเครื่องบินทิ้งระเบิดล่องหน B-2 ที่ใช้โจมตีโครงการนิวเคลียร์บินจากฐานทัพในรัฐมิสซูรีของสหรัฐฯ
-คำถามสำคัญคือ สหรัฐฯ จะโจมตีอิหร่าน หรือไม่ ?
ตามความเห็นของผู้เชี่ยวชาญระบุว่า “เป็นไปได้สูงมาก”
มาร์ก แคนเชียน ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันวิจัย CSIS เปิดเผยกับอัลจาซีราด้วยว่า สหรัฐฯ กำลังทำทุกอย่างที่โดยปกติมักจะทำ หากกำลังจะดำเนินการโจมตี เพราะมีการเคลื่อนย้ายเครื่องบินเข้าสู่พื้นที่ มีกองเรือบรรทุกเครื่องบิน 2 กอง รวมถึงกำลังสนับสนุนอย่างเครื่องบิน AWACS
ในณะที่ บาร์บารา สลาวิน นักวิจัยอาวุโสจาก Stimson Center ก็เห็นพ้องกับการประเมินนี้ โดยกล่าวว่าดูเหมือนว่ารัฐบาลทรัมป์ได้ตัดสินใจแล้วว่าจะโจมตีอิหร่านอีกครั้ง และคาดว่าน่าจะดำเนินการร่วมกับอิสราเอล สลาวินกล่าวเสริมว่า เป้าหมายของการโจมตีคืออะไรยังไม่มีใครทราบ แต่ยังคงต้องรอดูต่อว่าสถานการณ์จะถูกจำกัดวงได้หรือไม่ และจะมีฝ่ายอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่ ซึ่งคำถามเหล่านี้ล้วนสำคัญมากและ “ยังคงไม่มีคำตอบ”
-จะคล้ายกับการโจมตีเวเนซุเอลาเมื่อต้นปีนี้หรือไม่ ?
การเสริมกำลังทางทหารของสหรัฐฯ ในทะเลแคริบเบียน ใกล้กับเวเนซุเอลา ซึ่งเริ่มต้นในเดือนกันยายน 2025 ได้นำไปสู่การโจมตีเรือของเวเนซุเอลาหลายครั้งที่สหรัฐฯ อ้างว่าเป็นเรือบรรทุกยาเสพติดแม้ไม่มีหลักฐานแน่ชัด
โดย มาร์ก แคนเชียน ระบุว่า การเสริมกำลังในตะวันออกกลางแม้จะมีความคล้ายคลึงกับกรณีเวเนซุเอลา แต่มีความแตกต่างสำคัญอยู่ที่บริบทเชิงยุทธศาสตร์ โดยเขากล่าวว่า ต่างจากปฏิบัติการในเวเนซุเอลา การเสริมกำลังครั้งนี้ยังไม่มีการส่งกำลังหน่วยปฏิบัติการพิเศษจำนวนมากเข้าไป ร่วมกับภูมิประเทศของอิหร่านที่อยู่ลึกเข้าไปในแผ่นดินและมีการป้องกันอย่างหนาแน่น ทำให้การบุกภาคพื้นดินแบบรวดเร็วมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อย
แต่หากจะมีการโจมตี แคนเชียนคาดว่าจะเป็นการยิงขีปนาวุธพิสัยไกลใส่กองกำลังความมั่นคง อย่างกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม หรือ IRGC ขณะเดียวกันการโจมตีต่อโรงงานนิวเคลียร์ก็เป็นไปได้เช่นกัน แต่การใช้ขีปนาวุธอย่างโทมาฮอว์กจะสามารถสร้างความเสียหายได้เฉพาะสิ่งปลูกสร้างเหนือพื้นดินเท่านั้น
ทั้งนี้ ตามการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ พบว่า มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ มีแผนจะเดินทางไปอิสราเอลในวันที่ 28 กุมภาพันธ์นี้ เพื่อพบกับนายกรัฐมนตรีอิสราเอล เบนจามิน เนทันยาฮู ซึ่งหากย้อนไปเมื่อฤดูร้อนปีที่แล้ว สหรัฐฯ ได้ดำเนินการโจมตีทางอากาศต่อโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่าน แม้จะยังเป็นช่วงเวลาที่คณะนักการทูตสหรัฐฯ ระดับสูงมีกำหนดพบหารือกับฝ่ายอิหร่านในการเจรจาที่กำลังดำเนินอยู่ก็ตาม
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
